
นครบาลจับมือกทม.รับมือฝนถล่มกรุง
"ตร.นครบาล"จับมือ"กทม."ตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่จุดเสี่ยง"น้ำท่วมขัง"ผิวจราจรรับมือฝนตกหนักทั่วกรุง"19-20ก.ย.นี้ กทม.เฝ้าระวังจุดเสี่ยงท่วม 37 จุดทั่วกรุง
วันที่ 18 ก.ย.56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่มีการคาดการณ์วันที่ 19-20 ก.ย. กทม.จะมีฝนตกหนักในกทม.และปริมณฑลเต็ม100% ของพื้นที่ตลอดทั้งวัน ประกอบมีพายุดีเปรสชั่นในประเทศเวียดนามส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนตกที่ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคกลาง กทม.และปริมณฑลอย่างต่อเนื่องนั้น กองบัญชาการตำรวจนครบาลโดย พล.ต.ต.อุทัยวรรณ แก้วสะอาด รองผบช.น.รับผิดชอบงานด้านการจราจรสั่งการให้ พล.ต.ต. ปิยะ ต๊ะวิชัย ผู้บังคับการตำรวจจราจร(บก.จร.)และรองผกก.จราจร 88 สน.หามาตรการแก้ปัญหาจราจรช่วงฝนตกน้ำท่วมขังในพื้นที่รับผิดชอบโดยประสานความร่วมมือกับสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร (กทม.)คุมเข้มเส้นทางจราจรพื้นที่ราบต่ำที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อน้ำท่วมขัง หรือมีน้ำท่วมขังบ่อยครั้งในหลายพื้นที่โดยเฉพาะที่ราบต่ำ 35 จุดและ 12 เส้นทางน้ำท่วมขังสูงตามที่เป็นข่าวไปแล้วนั้น โดยให้ตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่พร้อมทำงานได้ตลอดเวลาและจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรจากพื้นที่ 88 สถานีประสานสำนักงาน 50 เขต ในการสูบน้ำเพื่อไม่ให้น้ำท่วมขังและมีผลกระทบต่อการจราจร ซึ่งจุดเสี่ยงที่เกิดน้ำท่วมขังบ่อยครั้ง เช่น เขตห้วยขวาง บริเวณถนนรัชดาภิเษก หน้าสถานทูตจีน ถนนพหลโยธินแยกเกษตร ถนนงามวงศ์วาน ถนนลาดพร้าว เป็นต้น โดยเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบจะประสานไปยังสำนักงานเขต ตั้งแต่ฝนเริ่มตกและมีแนวโน้มผลกระทบกับการจราจร พร้อมทั้งร่วมกันดำเนินการระบายน้ำทันทีไม่ต้องรอให้ฝนหยุดตก
ขณะที่กองบังคับการตำรวจจราจรเตือนผู้ขับขี่ระมัดระวังการใช้รถใช้ถนนช่วงฝนตกถนนลื่นผิวการจราจรลื่นไหลโดยเฉพาะช่วงทางขึ้นลงอุโมงค์ข้ามแยกมักเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งในระยะนี้ จากการตรวจสอบอุบัติเหตุบนท้องถนนช่วงที่มีฝนตกทำให้พื้นผิวการจราจรลื่นไหลในช่วงที่ผ่านมา นอกจากเส้นทางบนถนนปกติที่มักเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งแล้วพบว่า ช่วงทางลอดอุโมงค์ข้ามแยกในพื้นที่ กทม.ก็มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้งเช่นกันทั้งในช่วงที่มีฝนตกและฝนไม่ตก
นอกจากมีสาเหตุพื้นถนนลื่นไหลแล้วยังพบว่า แสงสว่างในอุโมงค์ข้ามแยกนั้นไม่เพียงพอเพราะไฟในอุโมงค์มีแสงสว่างระดับเดียว ไม่กลมกลืนกับสภาพแสงจากภายนอกทำให้เมื่อขับขี่เข้าอุโมงค์ สายตาปรับระดับแสงไม่ทันจึงเป็นส่วนหนึ่งทำให้เกิดอุบัติเหตุ ส่วนอีกสาเหตุที่สำคัญคือช่วงที่มีรถติดในอุโมงค์ ผู้ขับรถตามหลังไม่ทันระวัง ขับมาเร็ว ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย รวมถึงช่องการจราจรในอุโมงค์ส่วนใหญ่มี 3 ช่องจราจร และมีที่กั้นช่องจราจรไม่ชัดเจน ทำให้ผู้ใช้ทางไม่ทราบว่าใช้ช่องทางใด ทำให้เกิดการเฉี่ยวชนกัน
ขณะที่จักรยานยนต์ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดอุบัติเหตุ คือผู้ขับขี่มักจะฝ่าฝืนใช้อุโมงค์จนไปเกิดอุบัติเหตุ หรือบางครั้งใช้เป็นที่หลบฝน ก็ทำให้เกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดได้ และปัจจัยสุดท้ายคืออุโมงค์มีลักษณะโค้ง เช่น อุโมงค์แยกเกษตรฯ อุโมงค์ดินแดง ทำให้ควบคุมรถได้ยาก อย่างไรก็ตามพบว่าช่วงหน้าฝนที่ผ่านมาและหน้าฝนในขณะนี้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นจำนวนมากโดยแต่ละปีมีอุบัติเหตุเฉลี่ยจุดละกว่า 100 ครั้ง และพบว่าอุโมงค์ที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งและมากที่สุดคืออุโมงค์ข้ามแยกห้วยขวาง รองลงมา อุโมงค์แยกหลักสี่ และ อุโมงค์แยกเกษตรฯ ที่มีจุดทางโค้งอยู่ภายในมีแสงสว่างไม่เพียงพอ และรถที่เกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่เป็นรถยนต์นั่งบุคคล รถจักรยานยนต์ และรถบรรทุกส่วนบุคคล ที่ไม่ชินเส้นทาง ส่วนช่วงเวลาที่มักเกิดอุบัติเหตุคือช่วงฝนตกถนนลื่นชั่วโมงเร่งด่วนเช้าเย็นและหลังเที่ยงคืนระหว่างเวลา 00.00-06.00 น
ด้านนายสัญญา ชีนิมิตร รองปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า ตามที่มีการคาดการณ์ว่าในวันที่ 19-20 ก.ย. กทม.จะมีฝนตกหนัก 100%ของพื้นที่ตลอดทั้งวัน และได้รับรายงานจากกรมอุตุนิยมวิทยาว่าในวันที่ 18-20 ก.ย. จะมีพายุดีเปรสชั่นที่ประเทศเวียดนาม ส่งผลให้ในระยะเวลาดังกล่าวเกิดฝนตกที่ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคกลาง กทม.และปริมณฑล ซึ่งผู้ว่าฯ กทม. ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมมาตั้งแต่เข้าสู่ฤดูฝน ทั้งการขุดลอกคูคลองและท่อระบายน้ำ การเก็บขยะ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำในพื้นที่จุดอ่อน หน่วยเบสท์ และการรายงานข้อมูลสถานการณ์ฝนตกแก่ประชาชนจากศูนย์ป้องกันน้ำท่วม ทั้งนี้หากเกิดฝนตกในชั่วโมงเร่งด่วน แนะนำให้ประชาชนเลี่ยงเวลาการเดินทางเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาจราจรติดหนัก หรือมีข้อร้องเรียนและขอความช่วยเหลือ สามารถติดต่อสายด่วนกทม.ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หมายเลข 1555 หรือสำนักการระบายน้ำ กทม. 0-2248-511
นายสัญญา กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าการขุดลอกคูคลองได้ดำเนินการไปแล้ว 98% ส่วนการลอกท่อระบายน้ำทำแล้ว 96% โดยในวันนี้เจ้าหน้าที่ได้ทำความสะอาดท่อระบายน้ำที่กรมการขนส่งทางบก ภายหลังเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดฝนตกหนักและมีน้ำท่วมขังสูง
"พื้นที่กทม.เป็นแอ่งกระทะ เมื่อเกิดฝนตกน้ำจึงไหลจากที่สูงไปที่ต่ำ ทำให้พื้นที่จุดอ่อนที่อยู่ต่ำมากประสบปัญหาน้ำท่วมขัง จึงใช้วิธีแก้ปัญหาโดยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อเร่งเอาน้ำออก อย่างไรก็ตามต้องยอมรับกับสภาพแวดล้อมของกทม. และระบบระบายน้ำที่รองรับปริมาณน้ำฝนได้ไม่เกิน 60 มิลลิเมตร (มม.) จากการพัฒนาระบบระบายน้ำ ทำให้การระบายน้ำท่วมขังเร็วขึ้นกว่าเดิม คือเมื่อเกิดฝนตกเกิน 60 มม.จะใช้เวลาระบายประมาณ 2-3 ชั่วโมง จากเดิมที่ต้องเวลา 5-6 ชั่วโมง และในอนาคตผู้ว่าฯ กทม. ก็ได้มีนโยบายพัฒนาระบบให้สามารถรับน้ำฝนได้ 80-100 มม." รองปลัดกทม. กล่าว
นายสัญญา กล่าวอีกว่า ขณะนี้น้ำเหนือและน้ำฝน ยังไม่น่าเป็นห่วง โดยน้ำเหนือวัดจากปริมาณแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านกทม. อยู่ที่ 1,000 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)ต่อวินาที ส่วนน้ำฝนก็ได้เตรียมเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ประจำจุดอ่อนที่คาดว่าฝนจะตกหนัก เพื่อเร่งระบายน้ำท่วมขังให้แห้งไม่เกิน 3 ชั่วโมง ส่วนอุโมงค์ก็ยังใช้การได้ตามปกติ แต่ยอมรับว่าระบบคลองไม่สมบูรณ์ เพราะคลองสายหลักยังติดปัญหาการรุกล้ำพื้นที่จากประชาชน นอกจากนี้ยังพบปัญหาขยะที่มาตามน้ำในคลองต่างๆ อาทิ คลองลาดพร้าว คลองเปรมประชากร คลองแสบแสบ คลองประเวศ ประมาณเดือนละ 3,000 ลบ.ม. ซึ่งในเดือนที่มีฝนตกหนักพบขยะมากถึง 10,000 ลบ.ม.
"กทม.ยังคงใช้เทคนิคการนำกระสอบทรายใส่ลงในท่อระบายน้ำ เพื่อปิดล้อมพื้นที่บล็อกน้ำแล้วสูบน้ำออกคลองในพื้นที่ต่ำมาก อาทิ ถนนรามคำแหง เพราะเทคนิคนี้ยังมีความจำเป็น และบางจุดได้ติดตั้งประตูอัตโนมัติ (Flap Gate) ในท่อระบายน้ำแล้ว และจะพัฒนาติดตั้งในจุดอื่นๆ ต่อไป" รองปลัดกทม. กล่าว
กทม.เฝ้าระวังจุดเสี่ยงท่วม 37 จุดทั่วกรุง
นายสัญญา กล่าวว่า สำหรับการเก็บข้อมูลพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ พบว่ามีจุดอ่อนที่จะเกิดน้ำท่วม ต้องเฝ้าระวังใน 37 จุดทั่วกรุงเทพฯ ประกอบด้วย เขตดุสิต 4 แห่ง 1.ลานพระบรมรูปทรงม้า ฝั่งสวนอัมพร 2.ถนนราชวิถี ช่วงหน้าราชภัฎสวนดุสิตและเชิงสะพานกรุงธนบุรี 3.ถนนสามเสน ช่วงหน้าโรงเรียนโยธินบูรณะ และ 4.ถนนนครไชยศรี ช่วงหน้ากรมสรรพสมิต เขตราชเทวี มี 3 จุด 1.ถนนนิคมมักกะสัน ช่วงทางรถไฟถึงถนนราชปรารภ 2.ถนนพญาไทช่วงหน้ากรมปศุสัตว์ และ 3.ถนนศรีอยุธยาช่วงสน.พญาไท รวมถึงวังสวนผักกาด เขตพญาไท 1 จุดที่ถนนประดิพัทธ์ จากแยกสะพานควายถึงคลองเปรมประชากร เขตจตุจักรมี 2 จุด 1.ถนนรัชดาภิเษก หน้าธนาคารกรุงเทพ และ 2.ถนนงามวงศ์วานแยกเกษตร ช่วงหน้าตลาดอมรพันธ์ เขตบางซื่อมี 1 จุด 1.ถนนประชาราษฎร์สาย 2 และ 2.ช่วงแยกเตาปูน เขตหลักสี่มี 2 จุด 1.ถนนแจ้งวัฒนะจากคลองประปาถึงซอยแจ้งวัฒนะ 14 และ 2.ถนนงามวงศ์วาน ช่วงหน้าตลาดพงษ์เพชร เขตสายไหมมี 1 จุด ที่ถนนพหลโยธิน จากปากซอยพหลฯ58 ถึงสุดเขตกรุงเทพฯ
นายสัญญา กล่าวต่อว่า ส่วนเขตดินแดง มี 4 จุด 1.ถนนดินแดง ช่วงปากซอยสุทธิพร2 2.ถนนประชาสงเคราะห์ช่วงหน้าตลาดห้วยขวาง 2.ถนนรัชดาภิเษก ช่วงหน้าห้างโรบินสัน และ 4.ถนนประชาสุข ช่วงหน้าไปรษณีย์ เขตสวนหลวงมี 1 จุด ที่ถนนพัฒนาการ ช่วงจากคลองลาวถึงถนนศรีนครินทร์ เขตประเวศมี 1 จุด ที่ถนนศรีนครินทร์ บริเวณโรงแรมโนโวเทล เขตพระโขนงมี 1 จุดที่ถนนสุขุมวิท ฝั่งขาออกช่วงหน้าตลาดบางจาก เขตวังทองหลาง มี 1 จุดที่ถนนลาดพร้าว ช่วงตัดกับถนนประดิษฐ์มนูธรรม เขตบึงกุ่ม มี 1 จุดที่ถนนนวมินทร์ ซอยนวมินทร์ 36 ถึงซอยโพธิ์แก้ว เขตบางกะปิ 1 จุดจากถนนศรีนครินทร์ ช่วงคลองกะจะถึงแยกลำสาลี เขตพระนคร 1 จุดที่ถนนสนามไชย จากซอยเศรษฐการถึงถนนท้ายวัง เขตสัมพันธวงศ์ มี 2 จุด 1.ถนนเจริญกรุง (แยกหมอมี)จากถนนแปลงนามถึงแยกหมอมี และ2.ถนนเยาวราชฝั่งเหนือ จากถนนทรงวาดถึงถนนราชวงศ์
นายสัญญา กล่าวด้วยว่า ขณะที่เขตบางรัก 1 จุดที่ถนนสุรวงศ์จากใต้ทางด่วนถึงแยกสุรวงศ์ เขตสาทรมี 2 จุด 1.ถนนจันทร์จากซอยบำเพ็ญกุศลถึงไปรษณีย์ยานนาวา และ2.ถนนสวนพลูจากถนนสาทรใต้ถึงถนนนางลิ้นจี่ เขตคลองเตยมี 1 จุด ที่ถนนพระราม 3 ช่วงห้าแยก ณ ระนอง ถึงถนนเชื้อเพลิง เขตวัฒนา มี 1 จุด ที่ถนนสุขุมวิท 26 เขตบางบอนมี 1 จุดที่ถนนบางบอน 1 จากถนนเอกชัยถึงคลองบางโคลัด เขตบางขุนเทียนมี 1 จุด ที่ถนนบางขุนเทียน จากถนนพระราม2 ถึงถนนบางขุนเทียนชายทะเล เขตทุ่งครุมี 1 จุดที่ถนนประชาอุทิศ จากคลองรางจากถึงหน้าเขตฯทุ่งครุ เขตบางแคมี 1 จุด ที่ถนนเพชรเกษม แยกพุทธมณฑลสาย 2 ถึงปากซอยเพชรเกษม 63 และเขตตลิ่งชันมี 1 จุดที่ถนนฉิมพลี จากถนนบรมราชชนนีถึงทางรถไฟสายใต้
“หากเกิดฝนตกในชั่วโมงเร่งด่วน แนะนำให้ประชาชนเลี่ยงเวลาการเดินทางเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาจราจรติดหนัก หรือหากมีข้อร้องเรียนและขอความช่วยเหลือ สามารถติดต่อสายด่วนกทม.ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หมายเลข 1555 หรือสำนักการระบายน้ำ กทม. 0-2248-5115” นายสัญญา กล่าว
.......................................
(หมายเหตุ ภาพประกอบข่าว)



