
ม็อบยาง'ชะอวด'กับเป้าหมายปักหลักสู้
ม็อบยาง'ชะอวด'กับเป้าหมายปักหลักสู้ : ศูนย์ข่าวภูมิภาครายงาน
ตัวเลขตำรวจได้รับบาดเจ็บ 119 นาย อาวุธปืนที่สูญหายไป ประกอบด้วยอาวุธปืนยาวแบบเอชเค เอ็ม 16 และลูกซองยาว อย่างละ 1 กระบอก รวมถึงรถยนต์ของทางราชการ 8 คัน ที่ถูกเผา
นี่คือผลด้านหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการปะทะกัน ระหว่างกำลังตำรวจในชุดควบคุมฝูงชน ในสังกัดกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 กับกลุ่มผู้ชุมนุมชาวสวนยางพารา ในปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่ แยกควนหนองหงษ์ ต.ควนหนองหงษ์ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช โดยที่พื้นที่ดังกล่าวกลับมาเป็นศูนย์กลางการเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมอีกครั้ง
หลังจากที่เช้าวันจันทร์ที่ 16 กันยายน ที่ผ่านมา ตำรวจประสบความสำเร็จในการเปิดเส้นทางชุมนุมข้างต้น ให้ยวดยานผ่านได้ โดยอาศัยจังหวะที่ผู้ชุมนุมแยกย้ายกันไปทำภารกิจ แต่ก็เป็นการได้คืนพื้นที่ในช่วงระยะเวลาอันสั้นเท่านั้น เพราะถัดจากนั้นในเวลา 12.00 น. ของวันเดียวกัน ผู้ชุมนุมที่กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง พร้อมด้วยอุปกรณ์ที่นำมาเพื่อการปะทะ และจำนวนของผู้ชุมนุมที่มีมากกว่ากำลังเจ้าหน้าที่ มีผลให้ เจ้าหน้าที่ต้องถอยร่นกลับไปในสภาพที่บอบช้ำ
ข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับ คือ การเปิดเส้นทางแยกควนหนองหงษ์ พร้อมกับการเข้าจับกุม "ชญานิน คงสง" 1 ใน 11 แกนนำที่ถูกออกหมายจับ ถือเป็นตัวเร่งให้เกิดการตอบโต้ของผู้ชุมนุมชาวสวนยาง ซึ่งกำลังหลักส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่น แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะมีความพร้อมมากกว่า แต่สุดท้ายก็ต้องถอนตัวออกไป เพราะมวลชนที่เข้ามาสมทบและเปิดฉากกดดัน ด้วยยุทธวิธีที่รุนแรงกว่า ทำให้อุปกรณ์อย่างแก๊สน้ำตาที่นำมาใช้เพื่อควบคุมสถานการณ์ แทบไม่มีความหมายกับพื้นที่ชุมนุมแห่งนี้ เมื่อเทียบกับของแข็งในรูปแบบต่างๆ ที่ถูกขว้าง ปา หรือยิงเข้าใส่ ทั้ง น้ำกรดยาง นอต ลูกหิน ลูกแก้ว และท่อนไม้
"แยกควนหนองหงษ์" กลายมาเป็นพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ในการเคลื่อนไหวทั้งการชุมนุม และปิดถนนอีกครั้ง นับตั้งแต่เย็นวันเสาร์ที่ 14 กันยายน ภายหลังการเจรจาระหว่างภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้ กับ พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ไม่บรรลุข้อตกลงในมุมของเกษตรกรอีกฝ่าย โดยเฉพาะในประเด็นที่ตัวแทนของผู้ที่มาลงนามในซีกรัฐบาล ควรจะเป็น พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ความมั่นใจว่าข้อเรียกร้องที่เสนอไป จะเกิดผลในทางปฏิบัติ จึงมีการลงนามเพียง 5 จังหวัด ขณะที่ตัวแทนเกษตรกร 11 จังหวัด ปฏิเสธลงนาม
ดังนั้น ผลที่ตามมาในแง่ของการแสดงออกถึงความไม่พอใจของฝ่ายเกษตรกรอีกส่วน คือ ปฏิบัติการปิดถนนเอเชียสาย 41 บริเวณหมู่ 1 และหมู่ 6 ต.ทุ่งโพธิ์ อ.จุฬาภรณ์ จ.นครศรีธรรมราช และการปิดถนนที่แยกควนหนองหงษ์ ต.ควนหนองหงษ์ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ห่างจากจุดแรก ที่ อ.จุฬาภรณ์ 10 กิโลเมตร ในช่วงเย็นวันที่ 14 กันยายน กระทั่งวันที่ 15 กันยายน ผู้ชุมนุมจึงเปิดถนนเอเชียในเขต อ.จุฬาภรณ์ และส่งมวลชนมาสมทบที่ อ.ชะอวด
ทั้งนี้ การปะทะกันระหว่างเกษตรกรชาวสวนยางและสวนปาล์มน้ำมันในพื้นที่ อ.ชะอวด กับชุดควบคุมฝูงชนในสังกัดกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช เกิดขึ้นครั้งแรกในวันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมา เหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลให้มีผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บและบางส่วนถูกควบคุมตัว
ทว่านับจากนั้นเป็นต้นมา แยกควนหนองหงษ์ ก็ถูกนำมาใช้เป็นพื้นที่ศูนย์กลางของการเคลื่อนไหวต่อเนื่อง ทั้งการปิดถนน ปิดเส้นทางรถไฟ ทำให้ขบวนรถไฟในเขตภาคใต้ตอนล่างต้องหยุดให้บริการ เหตุการณ์ครั้งนั้นบุคคลที่โดดเด่น ในการเป็นศูนย์กลางการเคลื่อนไหว ถูกให้น้ำหนักไปที่ "เอียด เส้งเอียด" กระทั่งวันที่ 6 กันยายน สถานการณ์ในพื้นที่จึงเข้าสู่ภาวะปกติ เมื่อแกนนำประกาศยุติการชุมนุม เพื่อรอการลงนามระหว่างเครือข่ายเกษตรกรในวันที่ 14 กันยายน แต่แล้ววงรอบของการเคลื่อนไหวก็มาเกิดขึ้นอีกครั้ง นับจากเย็นวันที่ 14 กันยายน จนถึงขณะนี้ ด้วยพื้นฐานที่ข้อสรุปของการลงนาม ไม่เป็นที่พอใจ และปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือการเคลื่อนไหวโดยที่ไม่ประจักษ์ชัดในตัวแกนนำที่จะเป็นศูนย์กลาง
"ตอนนี้ผมพูดได้เลยว่าคนที่นี่ยอมตาย พร้อมสู้กันเต็มที่ นี่คือความใจกล้าของคนในพื้นที่ ที่ผ่านมารัฐมองเราผิด อย่าคิดว่าคนที่นี่รวมตัวกันเพราะการเมือง หากคิดเช่นนั้นจะไม่มีทางแก้ปัญหาได้ ท่าทีของคนในพื้นที่แล้ว มันเหมือนกับว่าเราขอหมู รัฐบาลให้สุนัข มันคนละเรื่อง สิ่งที่เราขอคือการประกันราคา เรารับไม่ได้ กับมาตรการ 2,520 บาทต่อไร่ เพื่อช่วยเรื่องปัจจัยการผลิต" ทศพล ขวัญรอด ผู้ประสานเกษตรกรสวนยางพารา 16 จังหวัด และมีบทบาทในการร่วมเคลื่อนไหวที่ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช สะท้อนความเห็น
การสร้างวิธีคิดว่าสิ่งที่ต่อสู้ในขณะนี้คือ "ชะอวดโมเดล" อันมีที่มาภายใต้หลักคิดว่า เกิดการรวมตัวกันด้วยความสมัครใจและด้วยความสุจริต โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ เพื่อเรียกร้องให้รัฐดำเนินการตามนโยบายและสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน (ยางพารากิโลกรัมละ 120 บาท) ต่อต้านหรือคัดค้านการใช้อำนาจของรัฐโดยไม่ชอบธรรม (ใช้กำลังเจ้าหน้าที่เข้ากดดัน) และการเคลื่อนไหวที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การครอบงำของพรรคการเมือง หรือนักการเมืองในพื้นที่ เหล่านี้คือปัจจัยที่มากพอ ที่สามารถหล่อเลี้ยงให้การเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นดำรงอยู่
ก้าวที่อาจจะเป็นข้อผิดพลาดของฝ่ายรัฐ นับจากการยึดพื้นที่คืนและจับกุมแกนนำในเวลาไล่เลี่ยกัน สิ่งนี้เป็นเหมือนเปลวไฟและน้ำมัน ที่สามารถทำปฏิกิริยากันได้ในช่วงเวลาอันสั้น และประเด็นดังกล่าวเมื่อถูกสื่อสารออกไปในวงกว้าง จึงเกิดปฏิกิริยาที่สะท้อนกลับได้มากพอ ที่จะเกิดการวมตัวกันของมวลชนซึ่งพร้อมจะเผชิญหน้า กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ และจะเกิดปรากฏการณ์ "ยิ่งตี ยิ่งโต" กับพื้นที่แห่งนี้
ย้อนวิกฤตินาทีปะทะเดือด
วันที่ 16 ก.ย.
06.30 น. เจ้าหน้าที่ 200 นาย ปฏิบัติภารกิจเปิดเส้นทางแยกควนหนองหงษ์ ในจังหวะที่มีผู้ชุมนุมอยู่เพียง 20 คน
10.00 น. ตำรวจจับกุมตัว ชญานิน คงสง แกนนำที่มีหมายจับในความผิดพามวลชนปิดถนน หลังพบว่าอยู่ในบริเวณที่ชุมนุม
10.30 น. กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มมารวมตัวกันอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ในชุดควบคุมฝูงงชน กว่า 400 นาย ตั้งกำลังพร้อมทำภารกิจ
12.30 น. ผู้ชุมนุมเริ่มเพิ่มขึ้นถึงหลักพันเริ่มต้นยึดพื้นที่คืน สิ่งของที่ใช้ในการตอบโต้ หนังสติ๊กที่มีหัวนอต ลูกปราย ลูกแก้วเป็นกระสุน ก้อนหิน ท่อนไม้ น้ำส้มฆ่ายาง (มีฤทธิ์เป็นกรด) ถูกระดมขว้างปาใส่เจ้าหน้าที่
14.30 น. เจ้าหน้าที่เสริมกำลังเพิ่มเป็น 600 นาย เริ่มตอบโต้คืน ด้วยการใช้แก๊สน้ำตา
15.30 น. ผู้ชุมนุมยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ยังคงมีการตอบโต้กัน ด้วยของแข็งที่ขว้างปา และแก๊สน้ำตา เริ่มเกิดการเผารถของทางราชการ ที่จอดอยู่ใกล้พื้นที่ชุมนุม
16.00 น. มีคำสั่งให้ชุดควบคุมฝูงชนถอยออกมาจากพื้นที่โดยสิ้นเชิง
17.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมยึดพื้นที่กลับคืนมา ทยอยนำเอาวัสดุไปปิดกั้นเส้นทาง
นานาทัศนะ
พื้นที่นี้กฎหมายเข้าไปไม่ถึง
"อยากจะขอให้ผู้ชุมนุมยุติในการทำผิดกฎหมาย เพราะทรัพย์สินที่ถูกทำลายล้วนมาจากภาษีของประชาชนทั้งนั้น ขอร้องว่าอย่าได้ทำผิดกฎหมายอีกเลย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของจังหวัด คนที่เขามานครฯ เขาไม่ได้อยากมาดูม็อบ เขาอยากมาไหว้พระธาตุเขาอยากมาเที่ยวงานเดือนสิบ หากวิงวอนให้หยุด หรือชุมนุมในกรอบของกฎหมาย วันนี้ตรงบริเวณควนหนองหงษ์กฎหมายเข้าไปไม่ถึง เป็นการปกครองแบบอนาธิปไตยไปแล้ว อยากถามว่าชาวนครฯ ส่วนใหญ่เขาต้องการแบบนี้หรือไม่ ผมไม่ใช่คนนครฯ แต่รักเมืองคอน" วิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช
อย่าคิดว่าการเมืองอยู่เบื้องหลัง
"อยากจะเรียกร้องให้รัฐบาลลงมาดูแล และแก้ปัญหาอย่างจริงจัง และหยุดคิดซะทีว่า มีการเมืองอยู่เบื้องหลัง วันนี้นายกรัฐมนตรีได้รับรายงานแบบผิดๆ ว่ามีการเมืองอยู่เบื้องหลัง การแก้ปัญหาจึงผิดพลาด และไม่ตรงจุดมาอย่างต่อเนื่อง อยากจะเรียกร้องให้เร่งแก้ไข เพราะตอนนี้ไม่มีใครสามารถคุมผู้ชุมนุมได้ เพราะไม่มีแกนนำ เรื่องที่เกิดขึ้นมันมาจากความเดือดร้อนจริงๆ" วิทยา แก้วภราดรัย ส.ส.นครศรีธรรมราช ประชาธิปัตย์
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีมวลชนจากกระบี่เข้าร่วมด้วย
"เดิมทีสมาชิกเครือข่ายชาวสวนยางพาราใน จ.กระบี่ วางแผนว่าจะเดินทางไปร่วมชุมนุม ที่ จ.นครศรีธรรมราช แต่ล่าสุดได้ยกเลิกการเดินทางแล้ว หลังเกิดการปะทะรุนแรง ยอมรับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีมวลชนจากกระบี่ที่เดินทางไปก่อนหน้านี้เข้าร่วมด้วย เพราะโกรธแค้น แต่วันนี้ทุกคนคิดได้ และไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ ผมอยากเรียกร้องให้ทุกคนยุติ" สุคนธ์ สวัสดิ์ภิรมย์ เครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางพาราในจังหวัดกระบี่ และผู้ประสานงานเครือข่ายชาวสวนยางพาราและปาล์มน้ำมันภาคใต้
ทางออกเดียวคือต้องเจรจา
"ผมเห็นว่าที่ผ่านมารัฐบาลก็ยังดิ้นรนเจรจากับกลุ่มก่อความไม่สงบ ดังนั้นเหตุการณ์ในครั้งนี้ก็ต้องใช้วิธีการเจรจาเช่นเดียวกัน ต้องพยายามประสานแสดงความจริงใจ รับรู้ว่านี่คือความเดือดร้อน ส่วนตัวยอมรับว่าไม่คิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะลุกลามมาได้ขนาดนี้ นับจากการประท้วงรอบแรก ที่ชะอวด การประท้วงที่บางสะพานใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จนมาถึงการชุมนุมล่าสุด เรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง คือ จังหวะของการใช้กฎหมายภายใต้สถานการณ์อย่างนี้ ที่มีความอ่อนไหว ต้องระมัดระวัง เพราะอาจจะลุกลามจนกลายเป็นความรุนแรงได้" เพิก เลิศวังพง ประธานชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย
หากใช้สูตรแก้ปัญหายางพาราแบบนี้ปัญหาจะไม่จบ
"การช่วยเหลือของภาครัฐ ที่ได้ออกมาตรการช่วยเหลือในเรื่องค่าปัจจัยการผลิตไร่ละ 2,520 บาท อาจจะเป็นมาตรการที่ดี แต่ก็ช่วยเหลือเกษตรกรเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น ซึ่งยังไม่เพียงพอ เชื่อว่าในเดือนมีนาคมปีหน้า ก็จะยังคงมีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก ส่วนตัวแล้วการประกันราคา หรือแทรกแซงราคา ถือเป็นมาตรการช่วยเหลือที่จะครอบคลุมเกษตรกรมากกว่า เพราะปัญหาขณะนี้ เรื่องราคาน่าจะเป็นปัญหาหลักที่จะนำมาพูดคุยกัน" บัญชา สมบูรณ์สุข นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านยางพารา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จ.สงขลา
.............................
(หมายเหตุ : ม็อบยาง'ชะอวด'กับเป้าหมายปักหลักสู้ : ศูนย์ข่าวภูมิภาครายงาน)



