ข่าว

กลุ่มสิทธิสตรีVSกลุ่มสิทธิมนุษยชน(3)

กลุ่มสิทธิสตรีVSกลุ่มสิทธิมนุษยชน(3)

19 ก.ย. 2556

นอกบ้านผ่านเมือง : กลุ่มสิทธิสตรี VS กลุ่มสิทธิมนุษยชน (3) : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 

                            การหยิบยกสถิติว่าแดนชมพูทวีปอินเดียมีการข่มขืนน้อยกว่าที่สหรัฐหรือไม่ ติดอันดับท็อปเท็นประเทศที่มีการข่มขืนมากที่สุดในโลก มีขึ้นเพียงเพื่อเบนประเด็นใหญ่ของปัญหาที่ว่าการบังคับใช้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์มากน้อยเพียงใด สามารถนำตัวคนร้ายมาลงโทษให้สาสมหรือไม่ ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้หญิงตกเป็นเหยื่อซ้ำสองซ้ำสามโดยปราศจากความช่วยเหลือใดๆดังเช่นทุกวันนี้ เพราะนอกจากจะถูกข่มขืนแล้วยังถูกตำรวจกดขี่ซ้ำด้วยการไม่ยอมรับแจ้งความ หรือทิ้งคดีให้คาราคาซังไปเรื่อยๆ หรือพยายามช่วยผู้ต้องหาอย่างออกหน้าออกตาด้วยการเกลี้ยกล่อมแกมบังคับให้เหยื่อถอนฟ้องหรือยอมแต่งงานกับผู้ต้องหา จนเหยื่อหลายคนผูกคอตายด้วยความชอกช้ำระกำใจ

                            ดังในกรณีของนักศึกษาแพทย์นี้ เธออาจจะรอดชีวิต ถ้าหากตำรวจไม่เกี่ยงกันเองว่าใครจะนำเธอส่งโรงพยาบาล หรือคดีนี้อาจจะยุติภายในเวลาอันรวดเร็วไม่ยืดเยื้อนานถึง 7 เดือนเพียงเพราะตำรวจอิดเอื้อนไม่ยอมรับแจ้งความจนกระทั่งถูกสังคมกดดันอย่างหนัก หรือแม้จะรับแจ้งความแล้วก็ยังทำตัวเป็นทนายแก้ต่างให้ผู้ต้องหาว่าทำไปเพราะยากจนและไร้การศึกษา ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการไปก่อเหตุกับผู้หญิง นอกจากนี้ยังแสดงความเห็นใจผู้ต้องหาว่าถูกเหยื่อทำร้ายด้วยการกัดถึง 3 คนแทนที่จะมองว่าเหยื่อต่อสู้เพื่อป้องกันตัวเอง ตำรวจบางคนยังแสดงความเสียใจที่คนขับรถเมล์ หนึ่งในผู้ต้องหาผูกคอตายในคุกเมื่อเดือนมีนาคม เป็นต้น

                            ในเมื่อกฎหมายไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ คนร้ายมักจะลอยนวลหลังจากก่อคดีแล้ว ปัญหาการข่มขืน ซึ่งหลายๆ กรณีด้วยกันเหยื่อมีอายุแค่ 5-6 ปีจึงไม่มีทางจางหายไปจากสังคมชายเป็นใหญ่ในแดนภารตแห่งนี้ แต่แทนที่จะพูดถึงการเยียวยาในระดับปลายน้ำ นั่นก็คือเยียวยาจิตใจของเหยื่อก่อน อย่างน้อยให้พวกเธอรู้สึกว่ายังได้รับความเป็นธรรมบ้าง เมื่อคนร้ายถูกนำตัวมาลงโทษตามกฎหมาย แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนกลับกระโดดข้ามไปพูดถึงการแก้ไขปัญหาที่ต้นน้ำว่าทางเดียวที่จะหยุดยั้งคดีข่มขืนได้นั้นไม่ใช่การลงโทษให้สาสมแต่ด้วยการให้ความรู้แก่ประชาชน ซึ่งเป็นข้อเสนอที่พูดกันมานานหลายสิบปีแต่ไม่มีใครลงมือทำอย่างเป็นกิจจะลักษณะให้เห็นเป็นตัวอย่างว่าทำแล้วได้ผล สามารถลดคดีข่มขืนในสังคมได้จริง

                            ดังในกรณีที่ศาลตัดสินประหาร 4 คนร้ายที่ก่อเหตุข่มขืนนักศึกษาแพทย์บนรถเมล์ ทั้งกลุ่มสิทธิมนุษยชนในอินเดีย อาทิกลุ่ม ฮิวแมนไรท์วอทช์เอเชียใต้ รวมไปถึงองค์การนิรโทษกรรมสากลหรือแอมแนสตี้ กลับรุมประณามการตัดสินของศาลครั้งนี้ว่าเป็นการตัดสินง่ายๆ ตามแรงกดดันของสังคม และเป็นคำตัดสินที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ

 

 

---------------------

(นอกบ้านผ่านเมือง : กลุ่มสิทธิสตรี VS กลุ่มสิทธิมนุษยชน (3) : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)