ข่าว

'ญี่ปุ่น'ปล่อยน้ำปนรังสีพันตันลงทะเล

'ญี่ปุ่น'ปล่อยน้ำปนรังสีพันตันลงทะเล

17 ก.ย. 2556

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ ปล่อยน้ำปนเปื้อนอีกกว่า 1 พันตันลงทะเล หลังเจอพายุมานหยี่

 

                            17 ก.ย. 56  โตเกียว อิเล็คทริค พาวเวอร์ หรือ เทปโก้ เจ้าของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ เปิดเผยในวันนี้ว่า ได้ทิ้งน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสี จำนวนกว่า 1,000 ตัน ลงไปในทะเล หลังพายุไต้ฝุ่นมานหยี่ พัดผ่านที่ตั้งของโรงไฟฟ้า

                            พายุไต้ฝุ่นมานหยี่ พัดเข้าสู่ญี่ปุ่นเมื่อวันจันทร์ ทำให้เกิดฝนตกหนักและเกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศ รวมทั้งเมืองหลวงเก่าอย่างเกียวโตด้วย นอกจากนี้ ยังตกกระหน่ำที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก หลังเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิ เมื่อปี 2554 โดยน้ำฝนได้สาดใส่กำแพงที่กั้นรอบถังกักเก็บน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสี ที่เคยใช้ในการหล่อเย็นเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่เสียหาย และมีบางถังที่ถูกตรวจพบว่ามีน้ำปนเปื้อนรั่วไหลออกมาก่อนหน้านี้

                            เทปโก้ ระบุว่า คนงานได้วัดระดับกัมมันตรังสีในน้ำ ที่รวบรวมได้จากภายในกำแพงที่ล้อมรอบถังเก็บกักน้ำ และถ้าพบว่ามีระดับการปนเปื้อนสูงก็จะปั๊มกลับคืนเข้าไปในถัง แต่ถ้าพบว่าส่วนใหญ่เป็นน้ำฝน ก็จะระบายออก เนื่องจากเกินกว่าปริมาณจำกัดที่สามารถเก็บกักน้ำไว้ได้ ทำให้น้ำปนเปื้อนรังสีสตรอนเทียม 30 แบ็คเคอเรลต่อลิตร ซึ่งนับว่าต่ำมาก จำนวน ราว 1,130
ตัน ถูกปล่อยลงดิน

                            เทปโก้ ยืนยันว่า ในจุดที่ระดับน้ำมีการปนเปื้อนเกินมาตรฐานความปลอดภัย คนงานก็จะไม่สามารถปั๊มน้ำออกมาได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากฝนตกหนัก ก็เลยเป็นไปได้ที่จะมีน้ำปนเปื้อนสูงรั่วออกมาหลายนาที // สำหรับสารสตรอนเทียม เป็นสารก่อมะเร็ง ที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งกระดูก

                            ก่อนหน้านี้ ได้มีการนำน้ำหลายพันตัน ที่ใช้การหล่อเย็นเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่หลอมละลายไปเก็บไว้ในถังเก็บกักน้ำชั่วคราว และเทปโก้ก็ไม่เคยเผยแผนการที่ชัดเจนในการจัดการกับน้ำเหล่านี้ และปัญหาได้เลวร้ายลงเรื่อยๆ เมื่อมีบางถังรั่ว และเชื่อว่าจะไหลลงไปปนกับน้ำใต้ดิน และไหลลงทะเล นอกจากนี้ ยังพบว่ามีน้ำอีกราว 300 ตัน ที่ปนเปื้อน ไหลลงไปปนกับน้ำใต้ดินและไหลลงสู่มหาสมุทรอยู่แล้วทุกวัน จากการซึมผ่านเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์

 

 

---------------------

(หมายเหตุ : ที่มาภาพ : AFP)