ข่าว

 ยุ่ง เพราะขาดยุ้ง

ยุ่ง เพราะขาดยุ้ง

16 มิ.ย. 2552

สมัยก่อนบ้านเรือนคนไทยจะต้องมีการปลูกสร้างยุ้งฉางเอาไว้เก็บข้าวเปลือก โดยยุ้งจะแยกออกไปห่างจากตัวเรือนพอประมาณ ขนาดของยุ้งจะใหญ่หรือเล็กขึ้นอยู่กับความมีฐานะ หรือจำนวนไร่นาสาโทของเจ้าของ ครอบครัวที่มีที่นาทำกินน้อยจนไม่คุ้มค่ากับการสร้างยุ้งฉาง ก็จะมีภาช

 ในยุคสมัยที่กรมการค้าภายในและกระทรวงพาณิชย์ ยังไม่รู้จักคำว่า “รับจำนำข้าว” และ “ประกันราคาข้าว”  ชาวนาไทยเมื่อเกี่ยวข้าวได้ก็จะนวดข้าว และนำข้าวเปลือกมาเก็บไว้ในยุ้งฉาง น้อยรายนักที่จะขายข้าวเปลือกทันทีที่เก็บเกี่ยวได้แบบที่เรียกกันว่า “ขายหน้าลาน” เพราะชาวนารู้ว่าข้าวที่เพิ่งเกี่ยวหมาดๆ จะมีความชื้นสูง ทำให้ขายได้ราคาไม่ดีเท่าที่ควร

 ยกเว้นแต่ชาวนาที่ถูกเจ้าของนามาเก็บค่าเช่านาเป็นข้าวเปลือกตามส่วนแบ่งเท่านั้น ที่อาจจะมีการ “ตวงข้าว”  ซึ่งหมายถึงขายข้าวเปลือกตามไปในการตวงข้าวค่าเช่านาไปเสียทีเดียวกันนั้นเลย แต่ก็ยากนักที่ชาวนายุคเก่าก่อนจะขายข้าวหรือตวงข้าวทั้งหมดในครั้งเดียว

 เมื่อเอาข้าวเข้ายุ้ง หรือขึ้นยุ้ง เรียบร้อยแล้ว ชาวนาจึงจะแบ่งข้าวส่วนหนึ่งออกไปสีเพื่อเป็นข้าวสารไว้กิน โรงสีที่รับสีข้าวให้ชาวนาจะได้ปลายข้าวที่มีขนาดเล็กสุดที่เรียกว่า “ปลายหยี” และรำข้าว ทั้งรำหยาบและรำละเอียดเป็นค่าจ้างสีข้าว ในหลายท้องที่ซึ่งมีโรงสีไฟใช้เครื่องจักรไอน้ำมาก มีการแย่งชาวนาให้เอาข้าวไปให้ตัวเองสี ด้วยการแจกเงินหรือแจกทองคำตามปริมาณข้าวที่ชาวนานำข้าวไปสี

 วัฒนธรรมดังกล่าวทำให้คนไทยบ้านนอกยุคนั้นเกิดอาชีพชนิดหนึ่งขึ้นมา นั่นคือการดำรงชีพด้วยการเร่ออกไปรับข้าวตามบ้านเรือนที่มียุ้งฉางเก็บข้าวเปลือก แล้วเอามาทำหน้าที่ส่งไปสีเป็นข้าวสารตามโรงสี  อาชีพดังกล่าวในภาคกลางมักใช้เรือเป็นพาหนะในการไปเก็บข้าวจากเจ้าของตามยุ้ง ไปส่งยังโรงสีที่ตนเองมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน จึงเรียกอาชีพนั้นๆ ว่า “เรือรับ” หมายถึงเรือที่รับข้าวเปลือกมาสีเป็นข้าวสาร

 เรือรับจะมีรายได้จาก “ข้าวท่อน” หรือปลายข้าวที่มีเม็ดข้าวขนาดใหญ่กว่าปลายหยี และค่าจ้างเป็นสินน้ำใจจากโรงสี เช่น เงินหรือสายสร้อยคอทองคำตามปริมาณข้าวที่เก็บไปสียังโรงสี และยังมีรายรับจากส่วนต่างของข้าวเปลือกและข้าวเจ้า โดยปกติจะมีการคิดกันตามสัดส่วนข้าวเปลือกหนึ่งเกวียน หรือหนึ่งพันกิโลกรัม สีออกมาจะได้ข้าวสารหกร้อยกิโลกรัมหรือหกกระสอบ ไม่รวมรำข้าวและปลายข้าวทุกขนาด

 หากโรงสีทำการปรับระดับความชิดของลูกหินขัดข้าว และปรับการทำงานของตะแกรงบนและตะแกรงโยกหรือตะแกรงล่าง ซึ่งทำหน้าที่คัดแยกระหว่างข้าวที่มีเม็ดหักในระดับต่างกัน แยกออกไปเป็น “ต้นข้าว” หรือ “ข้าวสาร” และ “ปลายข้าว” ที่แยกย่อยออกไปเป็นข้าวท่อนและปลายหยี โดยหากมีการปรับการให้ลูกหินชิดกันมาก ก็จะมีข้าวท่อนและปลายข้าวมากขึ้น รวมทั้งมีรำข้าวมากขึ้นด้วย แบบนี้โรงสีก็จะมีรายได้มากขึ้น

 แต่หากเรือรับทำการชนิดทันเกมหรือรู้กันกับเจ้าหน้าที่ประจำตะแกรงโยกและตะแกรงบน ให้ยอมขัดข้าวหยาบหน่อยก็จะทำให้มีข้าวสารและข้าวท่อน ซึ่งเป็นเป้นส่วนได้ของเรือรับมากกว่าส่วนของโรงสี โดยที่ส่วนของชาวนาเจ้าของข้าวก็จะยังคงได้ข้าวสารในสัดส่วนร้อยละหกสิบของข้าวเปลือกตามเดิม   

 เสียดายที่พื้นที่หมดลงอีกแล้ว วันพฤหัสบดีผมจะมาพูดถึงเหตุผลที่คนยุคก่อนไม่จำเป็นต้องมีการ “รับจำนำข้าว” และ “รับประกันราคาข้าว” ครับ

พัฒนเดช  อาสาสรรพกิจ