ข่าว

บัณฑูรชี้2บ่อเกิดวิกฤติประเทศถ่วงแก้ปัญหา-ทำต่างชาติหนีลงทุน

บัณฑูรชี้2บ่อเกิดวิกฤติประเทศถ่วงแก้ปัญหา-ทำต่างชาติหนีลงทุน

13 มิ.ย. 2552

"บัณฑูร" ชี้ปมวิกฤติชาติ มาจากกติกาหลักไม่นิ่ง ทำรัฐบาลเสียสมาธิแก้ปัญหาประเทศ และรัฐไม่มีอำนาจเด็ดขาด ด้านกรณ์ เชื่อไตรมาส 4 เศรษฐกิจเริ่มฟื้น ระบุสภาพคล่องมีมากพอใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ ชี้บาทอ่อนระยะยาวไม่เกิดประโยชน์

 นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย บรรยายในหัวข้อ "กระบวนการยุติธรรมช่วยแก้วิกฤติเศรษฐกิจได้อย่างไร" ที่สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ว่าการบริหารระบบเศรษฐกิจโดยรวมกับกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยยังมีข้อด้อยเมื่อเทียบกับต่างประเทศ และไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลก็ไม่มีกรอบกติกาที่นิ่งให้ทำงานได้ ขณะที่โจทย์เศรษฐกิจ การศึกษาหรือระบบต่างๆ มีมหาศาล

 ดังนั้นจะเห็นว่า เมื่อมีการประเมินประเทศไทยก็ถอยหลังลงไปทุกที ไม่ว่ารัฐบาลใดเข้ามาจะเจอโจทย์ 2 ข้อ คือ 1.การมีอำนาจที่ไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด เป็นพรรคร่วม ต้องต่อรองตลอดเวลา ไม่สะดวกในการจัดการปัญหาให้ครบวงจร และข้อ 2 กติกาใหญ่ของไทยยังไม่นิ่ง อย่างเรื่องรัฐธรรมนูญก็พูดกันตลอดเวลา พอใครแพ้ต้องบอกว่ากติกาไม่ดี รัฐธรรมนูญไทยเปลี่ยนมาไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ ซึ่งเมื่อกติกาไม่นิ่งใครจะมาแก้ปัญหาก็ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ที่ผ่านมาแค่แก้ปัญหาเศรษฐกิจก็หมดเวลาแล้ว ทำได้แค่ดับไฟเท่านั้น

 "ผมคิดว่าประเทศตอนนี้อยู่ในระดับวิกฤติขั้นหนึ่งแล้ว ต่อไปถ้าเรายังไม่มีกติกาที่ชัดเจนต่างชาติเขาก็ไม่อยากจะมาลงทุนเราก็ไม่รู้ว่าเขาจะเปลี่ยนความคิดว่าประเทศไทยยังน่าลงทุนเมื่อไร ที่สำคัญคือเมื่อความคิดเปลี่ยนแล้วแก้ไขยาก" นายบัณฑูร กล่าวและว่า การกู้เงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็เป็นหนทางที่ทุกรัฐบาลต้องหยิบขึ้นมาใช้ตอนนี้ แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครจะบริหารจัดการได้ดีกว่ากัน ส่วนตัวเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะเริ่มดีขึ้น เพราะขณะนี้มีสัญญาณมาจากต่างประเทศซึ่งเริ่มฟื้นแล้ว

 นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงานเดียวกันว่า เชื่อว่าไตรมาส 4 ของปีจะเห็นสัญญาณเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น โดยในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้ออกมาตรการระยะสั้นเพื่อรักษากำลังซื้อและกระตุ้นการบริโภคในประเทศ และขณะนี้ประเทศไทยมีสภาพคล่องสูงมากจึงมองว่าเป็นเวลาที่เหมาะสม หากรัฐบาลจะนำสภาพคล่องที่มีอยู่มากระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการลงทุนในโครงการที่ช่วยลดการพึ่งพิงพลังงานในอนาคต เช่น ระบบการขนส่งสินค้า ซึ่งการลงทุนของภาครัฐยังจะช่วยให้ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงได้ในอนาคต หากมีการนำเข้าวัตถุดิบมากขึ้น

  "การดูแลค่าเงินบาทเป็นหน้าที่ของ ธปท. และแม้ว่าค่าเงินบาทที่อ่อนจะส่งผลดีกับผู้ประกอบการ แต่การใช้นโยบายกดบาทอ่อนในระยะยาวไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์ แต่ต้องทำให้สินค้ามีความน่าซื้อ ส่วนราคาควรเป็นประเด็นรอง ซึ่งบทบาทของคลังที่ทำได้คือการลงทุน 1.5 ล้านล้านบาท ที่จะต้องมีการซื้อวัตถุดิบจากต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนไปโดยปริยาย และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม" นายกรณ์กล่าว