
'นิรโทษวรชัยชื่อเดียวกฎหมายก็ตกแล้ว'
'นิรโทษวรชัยชื่อเดียวกฎหมายก็ตกแล้ว' : เกาะติด พ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์ @somthawin_kcl
การประชุม "คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ...." นัดล่าสุดได้ขอให้ 7 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กรมสอบสวนคดีพิเศษ, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, กรมราชทัณฑ์, กระทรวงยุติธรรม, อัยการสูงสุด, กรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งข้อมูลเกี่ยวกับคดีการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 19 กันยายน 2549-10 พฤษภาคม 2554 มาให้สภา เพื่อส่งต่อคณะกรรมาธิการ
โดยให้ 7 หน่วยงานนำรายละเอียดของคดีส่งมอบทั้งหมด เพื่อจะได้ทราบว่าคนตกเป็นจำเลย ผู้ต้องหา มีกี่คน ชื่ออะไรบ้าง อยู่ศาลไหน คดีดำเลขอะไร ใครเป็นโจทก์ ข้อหาอะไร พร้อมให้ถ่ายสำเนาศาลมาประกอบ
ทำให้ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้น่าจับตาเป็นพิเศษ เพราะหากพบว่าผู้ต้องหาในช่วงเวลาดังกล่าวมีชื่อส.ส.ที่ร่วมลงชื่อเสนอกฎหมายฉบับนี้ด้วยอาจจะทำให้กฎหมายฉบับนี้ขัดรัฐธรรมนูญเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
โดยเฉพาะมาตรา 122 ที่ระบุว่า "สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมาย หรือความครอบงำใดๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์"
เกี่ยวกับเรื่องนี้ "บุญจง วงศ์ไตรรัตน์" ส.ส.นครราชสีมา รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะกรรมาธิการ บอกว่า กฎหมายฉบับนี้ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะคนเสนอกฎหมายตกเป็นผู้กระทำความผิดในช่วงเหตุการณ์ชุมุนมทางการเมือง ดูจากรายชื่อผู้เสนอกฎหมายที่ตกเป็นผู้ต้องหาเช่น นายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย จากคดีล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่พัทยา, นายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.พรรคเพื่อไทย ผู้ต้องหาในคดีก่อการร้าย ส่วนที่ส.ส.พรรคเพื่อไทยกล่าวว่าการยื่นเสนอกฎหมายเป็นการยื่นในฐานะทำหน้าที่ส.ส.ไม่ใช่ฐานะ "ผู้ก่อการร้าย" ในเรื่องนี้ "บุญจง" บอกว่า ถ้าจะตีความแบบนั้นก็เป็นสิทธิ แต่กฎหมายสูงสุดของประเทศได้ระบุไว้ชัดเจน พูดอย่างไรก็เข้าข่ายมาตรา 122 ขัดรัฐธรรมนูญ 100%
"ส่วนตัวคิดว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ใช้ เพราะไปเสนอกฎหมายเพื่อทำลายระบบศาล คำพิพากษาของศาลจะจบก็เพราะคำพิพากษาของศาล ไม่ใช่สภาไปออกกฎหมายยกเลิกความผิด เว้นศาลตัดสินแล้ว และมีการติดคุกจึงค่อยออกกฎหมายนิรโทษภายหลัง"
มีกรรมาธิการบางคนในห้องประชุมระบุว่าในอดีตเคยทำกฎหมายนิรโทษกรรมมาแล้วทำไมครั้งนี้จะทำไม่ได้ "รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย" กล่าวว่า คนละประเด็น คำว่านิรโทษกรรมต้องรอให้กระบวนการยุติธรรมเดินจนสิ้นสุดก่อน เช่น ผิดชุมนุมทางการเมือง ตำรวจจับ อัยการฟ้อง ศาลตัดสินจำคุก 2 ปี จากนั้นจึงมาเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมให้
"การเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมครั้งนี้ต่างจากในอดีต เพราะหลายคดีอยู่ในกระบวนการของตำรวจ ศาล แล้วมาออกกฎหมายยกเลิกความผิดทั้งหมดถือว่าไม่ใช่ จึงเชื่อว่าสุดท้ายพ.ร.บ.ฉบับนี้จะถูกยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความแน่นอน การขอข้อมูลไปที่ 7 หน่วยงานจะได้คำตอบทันทีว่าส.ส.ในสภาที่ร่วมลงชื่อเสนอกฎหมายและตกเป็นผู้ต้องหามีอยู่กี่คน ผมถามคุณวรชัย ซึ่งเขาก็ยอมรับในห้องประชุมว่าตัวเองตกเป็นจำเลยในคดีล้มการประชุมผู้นำอาเซียนที่พัทยาและยังมีส.ส.อีกหลายคนที่ร่วมโหวต ผมจึงบอกว่ากฎหมายฉบับนี้แค่นิรโทษชื่อคุณวรชัยคนเดียวกฎหมายก็ตกแล้ว เชื่อว่ายังมีส.ส.ที่มีส่วนได้เสียอีกหลายคน แต่ไม่อยากคิดไปเองรอการยืนยันจากสำเนา 7 หน่วยงานชัดเจนกว่า"
ส่วนการอ้างโดยนำไปเทียบเคียงกับอภัยโทษ "บุญจง" กล่าวว่า การอภัยโทษ กับนิรโทษกรรมคนละเรื่อง การอภัยโทษเกิดขึ้นได้เมื่อคดีนั้นๆ เสร็จสิ้นกระบวนการแล้ว จำเลยติดคุกแล้ว หน่วยงานของรัฐเห็นว่าจำเลยประพฤติดี จึงทำเรื่องเสนอในวโรกาสสำคัญของสถาบัน ต่างจากนิรโทษกรรมที่กำลังทำอยู่ "บุญจง" มองไม่เห็นข้อดีของการออกพ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพราะบ้านเมืองมีกฎหมายอยู่แล้ว ถ้าประเทศไทยปล่อยให้มีกฎหมายนิรโทษกรรมในลักษณะนี้ออกมาจะทำเกิดปัญหาถือเป็นการทำลายระบบกฎหมายบ้านเมือง และจะเป็นบรรทัดฐานหากสังคมไม่พอใจรัฐบาลก็จะชุมนุมทำฝ่าฝืนกฎหมายเกิดการเลียนแบบ
"ถ้ากฎหมายลักษณะนี้เกิดขึ้นได้ในประเทศไทย ต่อไปประเทศเราจะไม่เหลืออะไรเลย เวลาสู้กันทำลายให้หมด เมื่อได้อำนาจรัฐ ก็เสนอกฎหมายล้างผิด ประเทศจะเหลืออะไร ถ้าต่อไปรัฐบาลแก้ไขปัญหาไม่ได้ ก็ชุมนุม ไม่ยอมก็เผา กดดันทุกรูปแบบ บ้านเมืองวุ่นวายแน่ วิธีปรองดองที่สุดในวันนี้คือทุกคนต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถ้าแน่ใจตัวเองบริสุทธิ์ก็หลุด ไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายลักษณะนี้"
สำหรับข้อถกเถียงเรื่องกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายการเงินหรือไม่ "กรรมาธิการ สัดส่วนพรรคภูมิใจไทย" กล่าวว่า คนรู้กฎหมายจะเห็นชัดเจนว่าพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับนี้เป็นกฎหมายการเงินแน่นอน โดยเฉพาะมาตรา 4 ระบุชัด อยู่ชั้นตำรวจต้องหยุดการสอบสวน อยู่ชั้นอัยการหยุดฟ้อง อยู่ชั้นศาลต้องจำหน่ายคดี อยู่ราชทัณฑ์ต้องปล่อยตัว และลบประวัติไม่เคยกระทำความผิด ดังนั้นทุกคดีในช่วงเวลา 19 กันยายน 2549-10 พฤษภาคม 2554 ผู้ที่เคยทำผิดไม่มีความผิด เมื่อพ้นผิดต้องคืนเงิน การคืนเงินต้องถือว่าเป็นกฎหมายการเงิน พ.ร.บ.ฉบับนี้มีจุดให้ยื่นตีความมากมาย ไม่ใช่เรื่องง่าย
...............................
('นิรโทษวรชัยชื่อเดียวกฎหมายก็ตกแล้ว' : เกาะติด พ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยสมถวิล เทพสวัสดิ์ @somthawin_kcl)



