
หวัง!หนุน'ยาง'ทำถนนถึงผลิตภัณฑ์'คอมปาวด์'
'ยาง'ทำถนนถึงผลิตภัณฑ์'คอมปาวด์' ความหวังชาวสวน...ที่รอรัฐขับเคลื่อน : มัทนา ลัดดาสิริพร/สุวรรณี บัณฑิศักดิ์รายงาน
การต่อสู้เรียกร้องของเกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะการปิดถนนในพื้นที่ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งยืดเยื้อมาตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยผู้ชุมนุมกดดันให้รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เข้ามาแทรกแซงราคายางพาราที่มีแนวโน้มลงอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ในการให้เงินช่วยเหลือชาวสวนยางไร่ละ 2,520 บาท ไม่เกิน 25 ไร่ แต่เกษตรกรในหลายพื้นที่ยังคงเคลื่อนไหวและไม่ยอมรับข้อเสนอของรัฐ
ดังนั้นในระยะยาวรัฐบาลจึงพยายามจะให้ความสำคัญต่อการกระตุ้นการใช้ยางพาราภายในประเทศ โดยมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมเป็นผู้ขับเคลื่อนนโยบายครั้งนี้ เน้นการนำยางพาราไปใช้ในการก่อสร้างถนน เพื่อระบายยางพาราในสต็อก
ทั้งนี้การนำยางพารามาใช้เป็นส่วนประกอบในงานก่อสร้างเส้นทางคมนาคม ที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ได้ใช้เป็นส่วนผสมกับแอสฟัลต์คอนกรีตก่อสร้างถนน ซึ่งดำเนินการโดยสำนักทางหลวงที่ 11 กรมทางหลวง ในงานปรับปรุงผิวทางโครงการทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์ ช่วงบริเวณหน้าท่าอากาศยานดอนเมือง กรุงเทพฯ ที่ใช้ยางพาราเป็นส่วนผสมหลักในการฉาบ "ผิวถนน" หรือ "พาราสเลอรีซีล" ทำให้พื้นผิวถนนมีคุณสมบัติในด้านความหนืด และไม่ลื่น
นี่คือเป้าหมายของกระทรวงคมนาคม ที่จะใช้ยางพาราในงานของกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท คาดการณ์ว่า ในอนาคตอาจต้องให้ยางพารากว่า 1 หมื่นตัน นอกจากนี้ยังต้องใช้ยางพาราในงานอื่นๆ เช่น ตัวยางรองสะพาน ยางรองระหว่างรางกับหมอนคอนกรีตโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง เพื่อช่วยลดแรงสะเทือนจากรางลงมาสู่หมอนคอนกรีต สามารถปรับจากการใช้ยางสังเคราะห์มาใช้ยางพาราให้มากขึ้นได้
ข้อเสนอระบายยางพารามาสู่อุตสาหกรรมอื่นนั้น เริ่มที่ จ.ภูเก็ต เมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ในการประกาศความร่วมมือระหว่างกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม และคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในโครงการวิจัยการใช้ยางพาราผสมแอสฟัลต์คอนกรีต สำหรับก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 44 สายกระบี่-ขนอม ช่วง กม.4 + 500 ถึง กม.21 + 400 ซึ่งเป็นทางเชื่อมฝั่งทะเลอันดามัน กับฝั่งทะเลอ่าวไทย ระยะทาง 16.9 กิโลเมตร เพราะการเกิดขึ้นของโครงการนี้ คือ ปัจจัยสนับสนุนให้เกิดการใช้ยางพาราภายในประเทศ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำหน้าที่พัฒนาเทคโนโลยีการผสม "แอสฟัลต์" กับ "ยางพารา" เพื่อการใช้งานเชิงพาณิชย์
ยุทธศาสตร์ที่ถูกวางไว้ในขณะนั้น เป็นการนำ "ยางพารา" มาผสมกับ "ยางมะตอย" ในอัตราส่วน 5% เพื่อใช้ในการก่อสร้างถนนแทนการใช้ยางแอสฟัลต์ ซึ่งจะได้ถนนที่มีคุณภาพ มีความทนทาน และมีอายุการใช้งานยาวนานถึง 3 เท่า ของถนนที่ไม่มีส่วนผสมของยางพารา ที่สำคัญสามารถประหยัดงบประมาณในการซ่อมบำรุงถนนได้จำนวนมาก และแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำได้ ในการศึกษาของสำนักวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร พบว่า การใช้ยางพาราผสมกับยางมะตอยทำถนน ช่วยให้ถนนมีความทนทาน ใช้งานได้ยาวนานขึ้น ทั้งยังปลอดภัยจากข้อจำกัดเรื่องอุณหภูมิสูงของยางมะตอยที่จะอ่อนตัว และผิวถนนแตกเมื่ออุณหภูมิต่ำ
ข้อดีของการใช้ยางข้น สามารถผสมเป็นเนื้อเดียวกับยางมะตอยได้ง่ายกว่า ภายใต้อุณหภูมิสูงถึง 150 องศาเซลเซียส ขณะเดียวกันเมื่อเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น กับถนนที่มีความทนทานมากกว่าปกติ 2-3 เท่า การนำยางพารามาเป็นส่วนประกอบ เท่ากับว่าสามารถประหยัดงบประมาณในการซ่อมบำรุงได้ปีละหลายพันล้านบาท และช่วยเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศ จึงคุ้มค่าหากจะลงทุนในช่วงที่ราคายางตกต่ำ
ทั้งนี้การนำยางพารามาเป็นส่วนผสมในการทำพื้นผิวถนน เริ่มมีการหารืออย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือนกันยายน 2555 โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แผนงานในขณะนั้นเป็นการก่อสร้างถนนลาดแอสฟัลต์ผสมยางพารา (รับเบอร์โรด) ในเส้นทางแรก ตัดผ่านพื้นที่ขององค์การสวนยาง (อสย.) ในพื้นที่หมู่ 2 และหมู่ 7 ต.กรุงหยัน อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช กับถนนสายบ้านคอกช้าง ต.บางขัน อ.บางขัน จ.นครศรีธรรมราช ระยะทาง 19 กิโลเมตร ใช้งบประมาณจากกรมวิชาการเกษตรจำนวน 85.5 ล้านบาท
ที่ผ่านมาถนนสายดังกล่าวเป็นถนนลูกรัง และถูกร้องขอจากท้องถิ่นให้จัดทำเป็นถนนลาดยาง โดยการก่อสร้างจะใช้ยางพาราเป็นส่วนผสมแทนยางมะตอยเพื่อราดผิวถนน
"โครงการนี้ผมมองว่าจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ยางพารา และแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำในระยะยาว ทราบว่าเดิมกำหนดพื้นที่โครงการที่นครศรีธรรมราช แต่ประสบปัญหาเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดิน จึงมาดำเนินการที่กระบี่ โดยเลือกเส้นทางที่มีการจราจรหนาแน่น และเป็นเส้นทางท่องเที่ยว มีรถวิ่งผ่านเฉลี่ย 5,300 คันต่อวัน ในจำนวนนี้จะมีรถบรรทุกหนักใช้งานวันละ 500 คัน การนำยางพาราเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการทำพื้นถนน จะช่วยเพิ่มมูลค่ายางพาราได้มากยิ่งขึ้น ช่วยแก้ปัญหาผลผลิตมีราคาตกต่ำในระยะยาวได้อย่างแน่นอน" บุญส่ง นับทอง นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย สะท้อนความเห็น
สอดคล้องกับ เพิก เลิศวังพง ประธานชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (จำกัด) ยอมรับว่า แนวทางที่จะยกระดับราคายางพาราที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด คือการสนับสนุนให้เกิดการใช้ยางพาราในประเทศ โดยเฉพาะการนำมาใช้กับงานพัฒนาเส้นทางคมนาคม ที่ผ่านมาภาคการผลิตถูกเน้นไปที่การส่งออกเท่านั้น ดังนั้นเมื่อความต้องการยางในตลาดโลกผันผวน ทางออกที่รัฐบาลต้องเร่งรัดให้เกิดขึ้นก็คือ สนับสนุนให้เกิดการใช้ยางพาราในประเทศ และเห็นว่า นอกจากการนำยางพารามาใช้เป็นส่วนประกอบการในการทำถนนแล้ว การสนับสนุนให้เกิดการผลิตยางคอมปาวด์ หรือการบดยางพาราผสมกับสารเคมีต่างๆ จนเป็นเนื้อเดียวกันพร้อมที่จะขึ้นรูป น่าจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการแสวงหาตลาดยางพาราในรูปแบบใหม่
"ยางคอมปาวด์เป็นตลาดที่มีอนาคตมากกว่ายางตัวอื่น เป็นที่ต้องการของตลาดโลก ทั้งยังมีราคาดีกว่ายางแผ่นรมควัน โดยเฉพาะประเทศจีนจะเก็บภาษีนำเข้ายางแผ่นรมควันชั้น 3 ส่วนยางคอมปาวด์ไม่เก็บภาษีนำเข้าเป็นระยะเวลา 6 ปี ทำให้ลูกค้าหันมาสนใจใช้ยางตัวนี้มากขึ้น เพราะช่วยลดต้นทุนการผลิต เพราะนอกจากยางคอมปาวด์แล้ว ยางทุกชนิดจะต้องเสียภาษีนำเข้า 20% บวกภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 17% ถือเป็นโอกาสดีที่ไทยจะหันมาให้ความสำคัญกับการส่งออกยางคอมปาวด์"
เพิก แนะว่า การผลิตยางคอมปาวด์เป็นเทคโนโลยีใหม่ สำหรับการผลิตยางเพื่อการส่งออก ถือเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันตลาดโลก ปัจจุบันตลาดยางคอมปาวด์มีการขยายตลาดเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในประเทศจีน แต่ปัญหาคือผู้ประกอบการในประเทศไทยมีเพียงไม่กี่ราย ที่มีกำลังการผลิตยางคอมปาวด์ เพราะต้นทุนในการผลิตค่อนข้างสูง เนื่องจากเครื่องจักรมีราคาแพง ปัจจุบันเป็นตลาดที่มีอนาคตสดใสกว่ายางรูปแบบอื่นๆ
การก่อสร้างถนนด้วยการใช้ "ยางพารา" เป็นอีกมิติหนึ่งของการส่งเสริมให้ใช้วัตถุดิบภายในประเทศ จากเดิมที่การส่งออกยางพารามุ่งเน้นที่ "ยางแปรรูป" อย่างง่าย อันเป็นที่มาของความเสี่ยงทางด้านราคา และเสียโอกาสต่อการสร้างมูลค่าเพิ่ม ขณะที่ข้อเสนอของผู้นำเกษตรกรต่อการให้รัฐบาลสนับสนุนให้เกิดการผลิตยางคอมปาวด์ ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่น่าจะสร้างความต้องการใช้ยางพาราในประเทศ เป็นการนำมาแปรรูปเพื่อส่งออกสร้างมูลค่าให้สูงขึ้น
......................
(หมายเหตุ : 'ยาง'ทำถนนถึงผลิตภัณฑ์'คอมปาวด์' ความหวังชาวสวน...ที่รอรัฐขับเคลื่อน : มัทนา ลัดดาสิริพร/สุวรรณี บัณฑิศักดิ์รายงาน)



