ข่าว

 เลื่อนพิจารณาคดีซูจีเป็น 26 มิ.ย.

เลื่อนพิจารณาคดีซูจีเป็น 26 มิ.ย.

13 มิ.ย. 2552

ย่างกุ้ง-พม่ายื้อคดีซูจี เลื่อนพิจารณาคดีไปอีก 2 สัปดาห์

 เจ้าหน้าที่ทางการพม่าที่ไม่ประสงค์จะออกนามเผยเมื่อวันศุกร์ (12 มิ.ย.) ว่าศาลสูงของพม่าได้สั่งเลื่อนการพิจารณาคดีนางออง ซาน ซูจี แกนนำพรรคฝ่ายค้าน ออกไปสองสัปดาห์เป็นในวันที่ 26 มิถุนายนนี้ ส่งผลให้ทนายฝ่ายจำเลยสามารถเรียกพยานมาให้ปากคำเพิ่มเติมได้ ขณะที่นักการทูตมองว่าเป็นความพยายามเตะถ่วงของรัฐบาลทหารพม่า
 
เมื่อวันศุกร์ นางซูจีได้ปรากฏตัวในศาลแต่การพิจารณาคดีมีขึ้นเพียง 20 นาที โดยศาลประกาศเลื่อนการพิจารณาคดีไปเป็นวันที่ 26 มิถุนายน ขณะที่มีสมาชิกพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ราว 20 คนไปนั่งอยู่ด้านนอกคุกอินเส่งเพื่อรับฟังผลการพิจารณาคดีด้วย

 ด้านบรรดานักการทูตตะวันตกในนครย่างกุ้งให้ความเห็นว่าการเลื่อนวันพิจารณาคดีออกไปหลายครั้งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่ารัฐบาลทหารพม่าต้องการเตะถ่วงการพิจารณาคดีวีรสตรีประชาธิปไตยของพม่า ภายหลังจากที่ต้องตกอกตกใจกับปฏิกิริยาที่ทั่วโลกมีต่อการจับกุมตัวนางซูจีมาแล้ว

 นายเนียน วิน โฆษกพรรคเอ็นแอลดีซึ่งเป็นหนึ่งในคณะทนายของนางซูจีด้วยได้กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่านางซูจี วัย 63 ปี บอกกับเหล่าทนายว่าตัวเธอเชื่อว่าคดีนี้มีแรงจูงใจทางการเมือง แต่เรื่องนี้ไม่สามารถหยุดยั้งเธอจากการสู้เพื่อประชาธิปไตยได้ เพราะเธอคงจะไม่เข้ามาเล่นการเมืองถ้ากลัวผลลัพธ์ที่จะตามมา

 วันเดียวกัน นายโก๊ะ จ๊ก ตง อดีตนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ซึ่งเพิ่งเสร็จสิ้นการเยือนพม่า 4 วัน ได้เรียกร้องให้ทางการพม่ายอมให้นางซูจีเข้าร่วมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งให้พรรคเอ็นแอลดีของเธอในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในปีหน้า โดยให้เหตุผลว่าหากนางซูจีไม่ได้เข้าร่วมหาเสียงให้พรรคของเธอ ไม่ว่าใครจะชนะก็ตาม อีกฝ่ายสามารถอ้างได้ว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ค่อยจะถูกต้องตามกฎหมายเพราะพรรคเอ็นแอลดีซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักนั้นไม่ได้หาเสียงกับผู้นำของตัวเอง

 นอกจากนี้ นายโก๊ะ จ๊ก ตงยังย้ำด้วยว่าสิงคโปร์ผิดหวังกับการจับกุมตัวนางซูจีเพราะเรื่องชาวอเมริกันบุกรุกบ้านของเธอมาก และเป็นห่วงว่าคำตัดสินจะออกมาอย่างไร
 ด้านสาธารณรัฐเช็กซึ่งเป็นประธานสหภาพยุโรป (อียู) ในปัจจุบัน ออกแถลงการณ์แสดงความวิตกต่อกรณีที่รัฐบาลทหารพม่าใช้กำลังปราบปรามกองโจรชาวกะเหรี่ยงอย่างรุนแรงจนทำให้พลเรือนจำนวนมากต้องอพยพหนีตายเข้าประเทศไทย โดยบอกว่าการใช้ปฏิบัติการทางทหารปราบปรามชนกลุ่มน้อยจะยิ่งทำให้ไร้เสถียรภาพ เกิดความแตกแยกในระยะยาว และเพิ่มความเกลียดชังกันมากขึ้น พร้อมเรียกร้องให้ทั้งรัฐบาลทหารและกองกำลังกะเหรี่ยงหยุดยิงในทันที