ข่าว

'ปชป.'ติง'รบ.'ปิดปากฝ่ายค้าน

'ปชป.'ติง'รบ.'ปิดปากฝ่ายค้าน

15 ก.ย. 2556

'ปชป.' ติง 'รบ.' อย่าใช้เสียงข้างมากปิดปากฝ่ายค้าน ชิงปิดอภิปรายร่างพ.ร.บ. 2 ล้านล้าน แนะ 'ปู' กำชับลูกพรรคยอมรับคำวินิจฉัยศาลรธน.ปมที่มาส.ว.

 

                          15 ก.ย. 56  นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการพิจารณาออก พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ว่า พรรคเห็นด้วยกับการดำเนินโครงการ โครงสร้างพัฒนาพื้นฐานคมนาคม แต่ต้องดำเนินการถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่ผ่านมาในชั้นรับหลักการและชั้นกรรมาธิการวิสามัญนั้น พรรคเห็นว่ามีการดำเนินการไม่ถูกต้องตามกฎหมายหลายประการ คือ 1. มีความพยายามกระทำการขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 169 หมวด 8 และ 2. เอกสารแนบท้ายตามร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ในโครงการไม่มีความชัดเจนไม่มีการศึกษาคุ้มค่าอัตราการเงินและเศรษฐกิจ

                          นายองอาจ กล่าวว่า 3. หากกฎหมายดังกล่าวผ่านจะไม่สามารถตรวจสอบ การกู้เงินได้เลยและมีโอกาสที่จะปกปิดอัมพรางซ่อนเร้นข้อมูลต่างๆ ได้โดยง่าย 4. การดำเนินการส่อที่จะทุจริตได้โดยง่าย ทั้งนี้ใน 4 ประเด็นดังกล่าว จะมีการอภิปรายในวาระ 2 วันที่ 19-20 ก.ย.นี้ เพื่อให้สังคมรับทราบ นอกจากนี้ตนอยากเสนอไปที่รัฐบาลและเสียงข้างมากว่า ไม่ควรปิดอภิปรายเพื่อปิดปากฝ่ายค้าน เพราะมีผู้สงวนคำแปรญัติ 144 คน แบ่งเป็นพรรคประชาธิปัตย์ 106 คน พรรคเพื่อไทย 37 คน โดยจะพิจารณาทั้งหมด 19 มาตรา และมีเอกสารประกอบอีก 31 หน้า จึงอยากให้รัฐบาลเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เพราะหากสมาชิกรัฐสภาไม่ได้อยู่ภายใต้อาณัติของใคร ก็จะเห็นว่า กฎหมายดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ และขอร้องนายกรัฐมนตรี ไปกำชับลูกพรรคอย่าริดรอนการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน

 

 

แนะ 'ปู' กำชับลูกพรรคยอมรับคำวินิจฉัยศาลรธน.

 

                          นายองอาจ แถลงถึงการพิจารณาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับประเด็นที่มาของ ส.ว. ซึ่งชัดเจนแล้วว่า จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์เตรียมการที่จะยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้ตีความว่า ขัดต่อมาตรา 68 หรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่มีความชัดเจน คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เป็นการกระทำที่ลุแก่อำนาจของฝ่ายเสียงข้างมาก ที่ครอบงำฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งถือว่าเป็นพฤติกรรมอันธพาล กร่างทับซอยและจะก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมาย

                          นายองอาจ กล่าวว่า ดังนั้นพรรคจึงอยากฝาก 3 ประเด็นหลัก ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลอาจกระทำอีกในอนาคต คือ 1. ใช้เสียงข้างมากอภิปรายปิดปากสมาชิก หากมีการพูดกระทบรัฐบาล 2. เป็นเผด็จการรัฐสภาปิดปากไม่ให้ฝ่ายค้านทำงานได้ 3. ประธานรัฐสภาใช้อำนาจเกินขอบเขต และสุ่มเสี่ยงที่จะขัดรัฐธรรมนูญ จึงเป็นเหตุให้พรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนที่รัฐบาลและเสียงข้างมากพยายามบอกว่า แต่ละองค์กรควรที่จะมีบทบาทแยกออกจากกัน

                          นายองอาจ กล่าวว่า ตนอยากถามว่าในเมื่อประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดความขัดแย้งที่แต่ละฝ่ายมองไม่เหมือนกัน และหากไม่มีศาลรัฐธรรมนูญ แล้วหน่วยงานไหนจะมายุติข้อพิพาทได้ จะมาอ้างว่าฝ่ายนิติบัญญัติทำอะไรก็ได้นั้น ตนมองว่าไม่ถูกต้อง จึงอยากฝากไปยัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้ไปกำชับสมาชิกพรรคเพื่อไทย ให้เลิกพฤติกรรมดังกล่าว รวมทั้งทุกฝ่ายยอมรับคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่าเป็นที่สิ้นสุด และไม่ควรมีพฤติกรรมใดๆ ที่ออกมาขัดขวาง หรือจะหักดิบโหวตวาระ 3 หากมีคำวินิจฉัยอย่างหนึ่งอย่างใดในอนาคต

 

 

จี้เปิดสัญญาซื้อขาย 'ข้าว' ลบครหาไม่โปร่งใส

 

                          นายองอาจ แถลงถึงโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นตามฤดูกาลอีกครั้งว่า อยากฝากไปยังรัฐบาลว่าโครงการนี้ขาดทุนมหาศาล ตนจึงอยากฝากรัฐบาล 3 ประเด็น คือ มีผู้ส่งออกข้าวจำนวนหนึ่ง ทำตัวเป็นนายหน้าสวมสิทธิ์ค่าจีทูจี และนำไปขายโดยหาส่วนต่างจากราคาข้าว และผลักภาระขาดทุนให้รัฐบาลโดยที่เอกชนได้ประโยชน์ 2. โรงสีที่เก็บข้าวให้รัฐบาลและแปรสภาพข้าวให้รัฐบาล แล้วนำไปสวมสิทธิ์จำนำข้าวข้ามเขต ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลจะต้องจัดการก่อนที่ฤดูใหม่จะผลิต

                          นายองอาจ กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดสัญญาซื้อขาย ระหว่างไทยกับจีนจำนวน 1 ล้านตันว่า 1. เป็นสัญญาจีทูจี หรือเป็นสัญญาเอกชน ที่ซื้อข้าวจากรัฐบาลแล้วไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง 2. ให้เปิดเผยราคาซื้อขาย และระบุด้วยว่าเป็นข้าวคุณภาพดี หรือคุณภาพต่ำ 3. เปิดเผยระยะเวลาส่งมอบข้าวว่าจะใช้เวลาเท่าใด หากรัฐบาลดำเนินการได้ตามที่ตนเรียกร้องก็เชื่อว่า จะทำให้โครงการดังกล่าวโปร่งใสขึ้น ซึ่งเชื่อว่าจะลบภาพความไม่โปร่งใสในช่วง 2 ปีของรัฐบาลได้ อย่างไรก็ตาม พรรคก็จะตรวจสอบเรื่องนี้ต่อไป หากพบความไม่โปร่งใสก็จะส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพิ่มเติมทันที

 

 

อัด 'รบ.ยิ่งลักษณ์' บริหารปท. 2 ปี ทำของแพงทั้งแผ่นดิน

 

                          นายสรรเสริญ สมะลาภา ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีสินค้าราคาแพงว่า รัฐบาลมีทัศนะที่ผิด เพราะไม่ยอมรับในข้อเท็จจริง ว่าสินค้าราคาแพงจริง แต่กลับออกมายอมรับในสินค้าบางชนิดเท่านั้น ว่าปรับตัวสูงขึ้นจริง เพราะหากยอมรับว่าสินค้าทั้งหมดมีราคาแพง ก็จะเท่ากับยอมรับว่ารัฐบาลบริหารงานผิดพลาด จากเดิมที่รัฐบาลอ้างว่าแพงเพราะคิดไปเอง แต่ตอนนี้ก็พยายามมาอ้างว่า เป็นเพราะสื่อลงข่าวเยอะ ซึ่งถือว่าเป็นทัศนะที่ผิด และจะส่งผลกระทบต่อการแก้ปัญหาของรัฐบาลตามมา

                          นายสรรเสริญ กล่าวว่า ขณะที่โครงการธงฟ้าที่รัฐบาลจะออกมาช่วยเหลือประชนนั้น ไม่ทั่วถึง ประชาชนที่อยู่ห่างไกลก็หมดสิทธิ์ และจะมีขายเฉพาะสินค้าที่รัฐบาลคิดว่าแพง เช่น ไข่ไก่ ขณะที่บางสิ่งสำคัญกลับไม่มี จึงส่งผลให้สินค้ายังแพงทั้งแผ่นดินทั่วราชอาณาจักรอยู่ต่อไป อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าปลายปีนี้ราคาสินค้าจะขึ้นสูงมากกว่านี้ เพราะผู้ประกอบการอั้นราคาไว้ไม่อยู่แล้ว

                          นายสรรเสริญ กล่าวต่อว่า ตั้งแต่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารประเทศ ตนได้นำราคาสินค้าของ 2 ตลาดหลักมาแสดงให้ทราบว่ามีราคาแพงจริงหรือไม่ คือ 1. ตลาดยิ่งเจริญ โดยราคาสินค้าในช่วง ส.ค. 54 คือ ตั้งแต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มาบริหารประเทศ จนขณะนี้วันที่ 11 ก.ย. 56 ราคาขายปลีกอาหารสด สูงขึ้นถึง 27.5% 2. ตลาดไท จนถึงเดือนกรฎาคม ในระยะเวลาเดียวกันสินค้าแพงขึ้น 25.4% แบ่งเป็นผลไม้สูงขึ้น 20.5% พืชไร่ 76.4% จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลลงมาแก้ไข ไม่ใช่นั่งเทียนอยู่ในห้องแอร์

                          นายสรรเสริญ กล่าวว่า ขอเรียกร้อง และเสนอแนะรัฐบาล 3 ประเด็น คือ 1. รัฐบาลต้องประเมินสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ ไม่ใช่ไปประเมินจากเงินเฟ้อ 2. เลิกโทษแม่ค้าขายข้าวแกง เพราะราคาที่แพงมาจากอาหารสดที่มาจากต้นน้ำที่รัฐบาลสร้างขึ้น 3. ปัญหาค่าแรง 300 บาท ที่ส่งผลให้ต้นทุนราคาสินค้าแพงขึ้น จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลประเมินความเดือดร้อนของประชาชน จากราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ และต้องยอมรับว่าราคาสินค้าขายส่ง และขายปลีก เกิดปัญหาจากต้นน้ำ จึงทำให้เกิดผลกระทบกับทั้งระบบ รวมทั้งรัฐบาลต้องทบทวนมาตรการในการชดเชยให้กับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นราคาค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท

                          "รู้หรือไม่สินค้าอะไรแพงที่สุดในรัฐบาลชุดนี้ ผมขอฝากเป็นของแถม คือ 'ปู' ครับ แพง 4 เท่าตัว ไปดู ปูทะเลเป็นๆ แพงถึง 400% ผมไม่รู้เป็นเพราะอะไรนอกจากจะตีความว่านอกจากบริหารไม่เป็น เที่ยวต่างประเทศ และยังกินยากด้วย"

 

 

จี้ 'ยิ่งลักษณ์' ตอบทำไมบูรณาการยางพาราใช้เวลานาน

 

                          นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุว่าม็อบสวนยางมีการเมืองอยู่เบื้องหลัง จึงเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ช่วยเจรจาว่า สิ่งที่นายพร้อมพงศ์พูดล้วนแต่เป็นความเท็จทั้งสิ้น เพราะไม่เคยรู้ปัญหาที่แท้จริงว่าชาวสวนยางเดือดร้อนอย่างไร ดังนั้นพรรคเพื่อไทยควรปลดนายพร้อมพงศ์ ออกจากโฆษกพรรค เพราะว่ายิ่งพูด ก็ยิ่งบาดหัวใจชาวสวนยางพาราที่เดือดร้อน และหากมีข้อมูลและแน่จริงขอให้เปิดเผยชื่อว่าใครที่อยู่เบื้องหลัง

                          "นายกรัฐมนตรี ก็อย่าดูดายปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ผมอยากถามว่าทำไมเรื่องราคายางพารา นายกฯ ถึงใช้เวลาบูรณาการนานเหลือเกิน ทั้งที่แนวทางที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหานี้ คือ นายกฯ ต้องหัดรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านอย่างตั้งใจ และตั้งใจทำหน้าที่ของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาคนทุกกลุ่ม อย่าเลือกปฏิบัติ ที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ ได้สะท้อนปัญหาไว้หลายช่องทาง แต่ทุกช่องทางรัฐบาลพยายามปิดประตูการรับรู้ของรัฐบาลเอง เสนอญัตติเข้าไปสะท้อนปัญหาในสภาผู้แทนราษฎร รัฐบาลก็ใช้เสียงข้างมากปิดปากฝ่ายค้าน ฉะนั้นเมื่อปัญหานี้ปะทุเกิดขึ้นซ้ำอีก รัฐบาลจะโทษใครไม่ได้นอกจากโทษรัฐบาลเอง"