ข่าว

'ศาลท่องเที่ยว'อีกก้าวย่างกระบวนการยุติธรรมไทย

'ศาลท่องเที่ยว'อีกก้าวย่างกระบวนการยุติธรรมไทย

15 ก.ย. 2556

'ศาลท่องเที่ยว'อีกก้าวย่างกระบวนการยุติธรรมไทย : โอภาส บุญล้อม

                 "ศาลท่องเที่ยว " เริ่มเป็นข่าวมากขึ้นในระยะนี้ แต่ชาวบ้านอย่างเราๆก็ไม่ค่อยคุ้นเคยหรือรู้จัก
               
                 แล้ว "ศาลท่องเที่ยว" มีที่มาที่ไปและหน้าตาเป็นอย่างไรกัน
               
                 นายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ  โฆษกศาลยุติธรรม ได้เล่าถึงที่มาของเรื่องนี้ว่า  เนื่องจากนายสมศักย์ ภูรีศรีศักดิ์  รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวฯ มีนโยบายว่าจะร่วมกับสำนักงานศาลยุติธรรม จับมือกันดูแลนักท่องเที่ยว ซึ่งปีหนึ่งมาเที่ยวประเทศไทยตกประมาณ 20 ล้านคน เป็น"อุตสาหกรรมท่องเที่ยว "นำรายได้ปีหนึ่งเข้าประเทศเป็นมูลค่ามหาศาล

                 แต่พบว่าที่ผ่านมาได้เกิดปัญหาขึ้นกับนักท่องเที่ยว กล่าวคือ มีการอาศัยข้ออ่อนด้อยของนักท่องเที่ยวจากการไม่รู้ภาษาและความไม่ค่อยรู้  ทำการหลอกลวง ต้มตุ๋น  เอารัดเอาเปรียบขายของให้ในราคาแพงจากมืออาชีพและผู้ประกอบการหรือมีการทำร้ายร่างกายนักท่องเที่ยว  รัฐมนตรีท่องเที่ยวจึงได้มาหารือกับสำนักงานศาลยุติธรรม ในการที่จะให้ศาลมีบทบาทในการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพของนักท่องเที่ยวทั้งที่เป็นคนต่างชาติและคนไทยในคดีแพ่งและคดีอาญา เพราะว่าที่ผ่านมาเมื่อมีการปล่อยให้นักท่องเที่ยวถูกเอาเปรียบ นักท่องเที่ยวก็จะไปพูดต่อ ทำให้ประเทศสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยว
           
                 "เมื่อ 2-3 เดือนที่แล้ว จึงมีการประชุมร่วมกันระหว่างสำนักงานศาลยุติธรรมและกระทรวงการท่องเที่ยวฯ โดยตกลงกันว่าจะเปิดนำร่อง "ส่วนคดีท่องเที่ยว" ในศาล 7 แห่ง คือ พัทยา ภูเก็ต สมุย เชียงใหม่ กระบี่ และใน กทม.คือ ศาลแขวงปทุมวัน และศาลแขวงดุสิต  ที่เลือกเขตปทุมวัน เพราะมีสยามสแควร์ นักท่องเที่ยวเยอะ ส่วนเขตดุสิต ก็มีวัดพระแก้ว ตรอกข้าวสาร  ตอนแรกตกลงกันว่า จะเปิดพร้อมกันทั้ง 7 แห่งในวันที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา แต่มีความไม่พร้อม จึงเปิดปฐมฤกษ์แห่งเดียวก่อนที่ศาลจังหวัดพัทยา ซึ่งจากสถิติคดีที่เกี่ยวกับนักท่องเที่ยวทั้งแพ่งและอาญาที่พัทยาในปี2555 ตกเฉลี่ยเดือนละ 70-90 คดี เมื่อเปิด"ส่วนคดีท่องเที่ยว"ได้รับเสียงตอบรับดีมาก ปลายเดือนนี้ก็จะเปิดแห่งที่สองที่ภูเก็ต และจะเปิดครบทั้ง 7 แห่งภายในสิ้นปีนี้  แต่ต้องเข้าใจว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่การตั้งศาลใหม่ เป็นเพียง "ส่วนคดีท่องเที่ยว"ในศาลจังหวัดหรือศาลแขวง เท่านั้น ใช้งบประมาณของศาลยุติธรรมในการเพิ่มบุคลากรและปรับปรุงอาคารสถานที่ประมาณ 1,500,000 บาทต่อปี ไม่ถึงกับเป็น "แผนก" 

                 แต่ในอนาคตอาจจะจัดตั้งเป็น "แผนก" เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการในกระบวนการยุติธรรมให้สูงขึ้นเป็นการเตรียมพร้อมในการเปิดประตูสู่อาเซียน  และเมื่อวันที่ 3 ก.ย. ที่ผ่านมา ได้มีการลงนามในเอ็มโอยูของ 4 หน่วยงาน คือ สำนักงานศาลยุติธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวฯ สำนักงานอัยการสูงสุดและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมจะช่วยกันดูแลนักท่องเที่ยวที่มีคดี เป็นการทำงานในเชิงบูรณาการ ให้คดีที่เกี่ยวกับนักท่องเที่ยว ได้รับการพิจารณาอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม " สิทธิศักดิ์ อธิบาย

                 สำหรับ "ศาลท่องเที่ยว" จะเปิดบริการในเวลาราชการปกติตั้งแต่ 08.30 น.-16.30 น. และต่อไปจนถึงเวลานอกราชการ คือ 16.30 น. -20.30 น. รวมทั้งวันหยุดราชการ เสาร์และอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 08.30 น. -16.30 น. บางพื้นที่อาจจะแค่วันเสาร์หรือวันอาทิตย์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่ว่าในพื้นที่นั้นมีคดีพิพาทเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวมากน้อยแค่ไหน

                 ส่วนคดีไหนจะเป็นคดีที่ขึ้นศาลท่องเที่ยวหรือไม่  "สิทธิศักดิ์ " บอกว่า ดูที่ว่าคดีนั้นมีนักท่องเที่ยวเกี่ยวข้องหรือไม่ ดังนั้นทุกคดีทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่นักท่องเที่ยว ไปพักโรงแรม แล้วได้รับการบริการที่ไม่ดี เช่นในเรื่องที่พัก หรือเรื่องอาหาร ไปเช่าสกู๊ตเตอร์แล้วคุณภาพไม่ดี, ผู้ประกอบการขายสินค้าเกินราคาหรือขายด้อยคุณภาพ หรือนักท่องเที่ยวถูกชิงทรัพย์ ลักทรัพย์  ปล้นทรัพย์ ถูกข่มขืน ถูกฆ่า ก็ขึ้นศาลท่องเที่ยว  ซึ่งเดิมคดีที่เกี่ยวกับนักท่องเที่ยวก่อนที่จะมี "ส่วนคดีท่องเที่ยว"  ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ก็ขึ้นศาลเหมือนคดีทั่วไปตามปกติ ทำให้ต้องไปต่อคิวกับคดีอื่น แต่เมื่อมี"ส่วนคดีท่องเที่ยว " ทำให้มีการโอนคดีที่เกี่ยวกับนักท่องเที่ยวมายังส่วนคดีนี้โดยอัตโนมัติรวมทั้งคดีที่ฟ้องใหม่ และเมื่อมีการแยกส่วนคดีออกมา ทำให้คดีที่เกี่ยวกับนักท่องเที่ยวได้รับการพิจารณาและตัดสินในเวลาที่รวดเร็ว เพราะนักท่องเที่ยวจะอยู่ในประเทศไทยในช่วงเวลาสั้นๆ จึงต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษเปรียบเสมือนคนป่วย ศาลท่องเที่ยวจะเน้นเรื่องการเจรจา ไกล่เกลี่ย ประนีประนอมยอมความ  ตกลงกันได้ก็ตัดสินเลย  หากมีการสืบพยานก็จะทำการสืบพยานอย่างต่อเนื่องทุกวันรวมทั้งวันหยุด มีการสืบพยานข้ามจังหวัดโดยระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เช่น เกิดเหตุคดีในจังหวัดหนึ่งหลังจากนั้นนักท่องเที่ยวเดินทางไปเที่ยวอีกจังหวัดหนึ่ง ก็สืบพยานได้

                 เพราะปัจจุบันศาลต่างๆมีการติดตั้งระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพราะคดีที่เกี่ยวกับนักท่องเที่ยวการได้รับการพิจารณาอย่างรวดเร็วเป็นเรื่องสำคัญ  หากมีการอุทธรณ์ ฎีกา ต่อสู้คดี ก็เป็นนโยบายของศาลยุติธรรมว่าศาลสูงก็ต้องพิจารณา พิพากษาคดีในเวลาที่รวดเร็วเช่นกัน ส่วนการเลือกผู้พิพากษามาทำหน้าที่พิจารณาคดีนักท่องเที่ยว ก็จะเลือกคนที่มีทักษะในการไกล่เกลี่ย มีความรู้ด้านภาษา และกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ก็จะช่วยในการพัฒนาบุคคลากร  โดยจะส่งผู้พิพากษาไปดูงานเรื่องการท่องเที่ยวที่ประเทศฝรั่งเศส เพราะประเทศฝรั่งเศส มีนักท่องเที่ยวไปเที่ยวมากที่สุดในโลกและจะไปเรียนกฎหมายท่องเที่ยวเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ผู้พิพากษาเหล่านี้กลับมาจะได้มาดูว่าจะปฏิรูประบบงานของศาลอย่างไรบ้าง

                 "การมีศาลท่องเที่ยว จะเป็นการส่งสัญญาณในเชิงบวก โดยเราต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวว่านอกจากประเทศไทยเป็นเมืองยิ้ม คนดี อาหารดีแล้ว หากมีคดีหรือข้อพิพาทเกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยว เราจะเข้าไปดูแลทันทีในการเยียวยาความเสียหาย ทำอย่างจริงจัง อย่างมีมาตรฐาน นักท่องเที่ยวจะได้รับความคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพจากกระบวนการยุติธรรมของไทย อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม ไม่ถูกลอยแพ ทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความเชื่อมั่นและเดินทางมาประเทศไทย สร้างรายได้ให้ประเทศ"

                 ก้าวย่างใหม่ของกระบวนการยุติธรรมไทยในการมี"ศาลท่องเที่ยว" จึงเป็นคุณูปการต่อประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง 


....................

(หมายเหตุ : 'ศาลท่องเที่ยว'อีกก้าวย่างกระบวนการยุติธรรมไทย  : โอภาส บุญล้อม)