
'พงศ์เทพ'ชี้ความขัดแย้งฝังลึกถึงครอบครัว
'พงศ์เทพ' ชี้ความขัดแย้งฝังลึกถึงครอบครัว หวังเวทีปฏิรูปฯทำคนฟังกันมากขึ้น
14 ก.ย.56 นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งในการบรรยายพิเศษให้กับนักศึกษา "หลักสูตรบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนสำหรับนักบริหารระดับสูง" สำนักงาน ก.พ.ร. ว่า มีครั้งหนึ่งที่ตนรอรับกระเป๋าที่สนามบินมีผู้หญิงคนหนึ่งมาคุยด้วยบอกว่าตนอยู่อีกเสื้อส่วนสามีก็อีกเสื้อหนึ่ง ทำให้เห็นได้ว่าความขัดแย้งสมัยนี้ต่างกับสมัยก่อน ปัจจุบันความคิดทางการเมืองรุนแรง สมัยก่อนชาวบ้านไม่สนใจการเมือง แต่ตอนนี้คนที่ไม่สนใจก็มาสนใจมากและไม่ได้สนใจแบบธรรมดา รวมทั้งปัจจุบันคนในครอบครัวก็มีการแบ่งฝ่าย ทำให้ความขัดแย้งลงลึก บางกลุ่มคนที่เป็นเพื่อนกันเวลาเจอกันอย่าพูดเรื่องการเมือง ถ้าพูดเรื่องการเมืองเมื่อไรงานกร่อยทันที
"ดังนั้นต้องยอมรับว่าสังคมแบบนี้จะทำอะไรก็ลำบากกว่าปกติ แม้กระทั่งให้มาช่วยกันคิดว่าถ้าคุณทั้ง 64 ล้านคนจะมาอยู่ด้วยกันเราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร ซึ่งเมื่อปี 2539 ทุกคนอยากมาจะช่วยกันคิด แต่ตอนนี้บรรยากาศแตกต่าง นายกรัฐมนตรีจึงให้เชิญทุกภาคส่วนและคนที่อยู่ในความขัดแย้งมานั่งพูดกัน เพราะที่ผ่านมาอยู่กันคนละเวทีก็ไม่ได้ฟังกัน จึงจัดเวทีให้คนเหล่านี้ไปเจอกันและฟังกันบ้างเพราะถ้าไม่ได้เจอกันเลยก็หาความเห็นร่วมไม่ได้ ส่วนถ้ามาแล้วจะมีความเห็นร่วมหรือไม่ก็อีกเรื่อง" พงศ์เทพ กล่าว
'พงศ์เทพ' ชี้ยิงสดเชิญร่วมสภาปฏิรูปฯเปิดช่องเล่นแสดง
นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายบรรหาร ศิลปอาชา ที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา เตรียมเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเชิญร่วมสภาปฏิรูปว่า รอดูดีกว่า เพราะจะพบกันอยู่แล้ว ส่วนที่จะมีการถ่ายทอดสดทางทีวีดาวเทียมบางช่องนั้นคิดว่าจริงๆการหารือทำนองนี้เป็นเรื่องของคนที่หารือกับคนที่ไปหารือ ถ้าท่านทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันให้ออกอากาศสดก็ควรเป็นอย่างนั้นก็ต้องออกอากาศสด แต่ถ้าท่านใดท่านหนึ่งบอกว่าอย่าออกอากาศสดก็ไม่ควรออกอากาศ แต่โดยปกติเราควรใช้วิธีการที่สบายใจที่สุด อย่างไรก็ตามนายบรรหารยังไม่เคยบ่นให้ตัวเองฟังว่าท้อหรือไม่กับภารกิจนี้หลังจากโดนถล่มในการเข้าบ้านพระอาทิตย์
"ปกติการพูดคุยกันแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ออกอากาศสด เพราะบางทีทำให้เป็นเรื่องของการแสดงไป จำได้ไหมครับครั้งหนึ่งเราเคยมีการหารือกันของนปช.ที่ไปพบรัฐบาลแล้วออกอากาศสด สุดท้ายทำให้การเจรจาที่ควรเป็นไปด้วยเหตุผลก็กลายเป็นเรื่องส่วนได้เสียทางการเมือง" นายพงศ์เทพ กล่าว
เมื่อถามว่าตอนนี้มีการทาบทามบุคคลอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ อาทิ นายมีชัย ฤชุพันธ์ รองนายกฯ กล่าวว่า ได้มีหนังสือเชิญไปยังนายมีชัยแล้ว แต่หลายท่านก็ไม่สะดวกซึ่งรัฐบาลก็เข้าใจ ทั้งนี้ในการหารือครั้งต่อไปของสภาปฏิรูปจะอยู่ในช่วงเดือนตุลาคมนี้ แต่การหารือของ 3 กลุ่มย่อยจะนัดได้ก่อน
'พงศ์เทพ' ปัดให้ความเห็นข้อเสนอ BRN ขัดกฎหมายหรือไม่
นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อกรณีข้อเสนอของกลุ่ม BRN ที่ขัดต่อกฎหมายหรือไม่ว่า ปล่อยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาและหารือกัน เพราะการจะรับข้อเสนอต้องพิจารณาใคร่ครวญก่อน ตนยังไม่อยากจะพูดตรงนั้นเพราะอาจจะกระทบต่อกระบวนการหารือกัน
'พงศ์เทพ' ชี้ไปกันใหญ่ยื่นศาลรธน.ตีความแก้ที่มาส.ว.ขัดม.68
นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีบางกลุ่มเตรียมยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาตีความว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของส.ว. เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68ว่า ตนคิดว่าการใช้มาตรา 68 นั้นไม่ใช่กรณีที่สมาชิกรัฐสภาปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่ผ่านมีการใช้มาตรานี้อย่างบิดเบือนมาก แต่คราวนี้ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะนี่เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงบางมาตราเท่านั้นไม่ใช่การแก้ไขทั้งฉบับ หากยื่นจริงจะมีผู้ที่เกี่ยวข้องคือประธานรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภาฝ่ายที่ผลักดันที่จะพิจารณาต่อสู้ด้วยข้อเท็จจริงที่มีอยู่อย่างแน่นอน
ส่วนกรณีที่มีการระบุว่าการแก้ไขที่มาของส.ว.อาจจะทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนนั้น นายพงศ์เทพ กล่าวว่า การแก้ไขกฎหมายอะไรก็ตามแต่ ถามว่าสมาชิกรัฐสภาที่พิจารณาอาจจะมีส่วนได้เสียหรือไม่ก็เป็นสิทธิ์ของเขา แต่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจนว่าอะไรที่ให้เขามีส่วนร่วม เช่น สมาชิกรัฐสภาที่เป็นรัฐมนตรีถ้าถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐธรรมนูญก็เขียนชัดเจนว่าจะไปลงมติไม่ได้ แต่เมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนห้ามไว้สมาชิกรัฐสภาเหล่านั้นอาจจะมีส่วนได้เสียอยู่บ้างเขาก็มีสิทธิที่จะลงมติ
เมื่อถามว่าส.ว.ที่ลงมติในการแก้ไขที่มาของส.ว. อนาคตจะมีผลต่อการลงสมัครชิงตำแหน่งส.ว.หรือไม่ นายพงศ์เทพ กล่าวว่า ต้องถามหน่อยว่าคราวที่ผ่านมาสมาชิกสภาฯได้ลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมในส่วนที่ว่าด้วยเรื่องที่มาของสมาชิกรัฐสภา และท่านเหล่านั้นก็ลงเลือกตั้งเกือบทั้งสิ้น ถามว่ามีปัญหาไหมหละ ก็ไม่มีอะไร เพราะการแก้ไขครั้งนั้นท่านเหล่านั้นก็คิดว่าจะเป็นประโยชน์กับเขามากกว่าท่านจึงเสนอแก้ แล้วท่านก็ลงมติ



