ข่าว

ยุทธการ'หมีดำ12'ม็อบต้านเหมืองทอง

ยุทธการ'หมีดำ12'ม็อบต้านเหมืองทอง

14 ก.ย. 2556

ยุทธการ'หมีดำ12'ม็อบต้านเหมืองทอง-สงบสยบเคลื่อนไหว : เสาวลักษ์ คงภัคพูน / บุญชู ศรีไตรภพ

                ภาพนักศึกษานับสิบคนยกมือไหว้กลุ่มตำรวจที่มาสกัดม็อบต้านเหมืองทองคำที่ จ.เลย ท่ามกลางสายฝนโปรยปราย เมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่ผ่านมา แพร่กระจายในโซเชียลเน็ตเวิร์ก ท่ามกลางกระแสวิพากษ์ ซึ่งโดยสรุปมีเพียงสองทาง ฝ่ายหนึ่งก่นด่าตำรวจที่มองดูเหมือนนกยักษ์กางปีกเตรียมจิกเหยื่อ ขณะที่อีกฝ่ายมองว่า กลุ่มนักศึกษากำลังสร้างภาพเพื่อให้ตำรวจเป็นฝ่ายผิด แต่ในความเป็นจริง ภาพที่ปรากฏต่อสาธารณะมิได้มีความหมายในทางเลวร้าย กลุ่มนักศึกษาที่ปรากฏตามภาพมีคำตอบ

                เหตุการณ์คุกรุ่นมาตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน กลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดปิดถนนสี่แยกทางเข้าหมู่บ้านนาหนองบง ตัดกับทางเข้าเหมืองทองคำของบริษัททุ่งคำ จำกัด เพื่อจัดงาน “ทำบุญภูทับฟ้า ต่อชะตาภูซำป่าบอน หาบคอนภูเหล็ก” ปิดทางไปเวทีรับฟังความคิดเห็นเรื่องการเปิดพื้นที่ประทานบัตรแปลงใหม่ของบริษัทพื้นที่กว่า 10,000 ไร่ ในต.นาโป่ง อ.เมือง จ.เลย ที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน

                "มีการปล่อยข่าวว่า กลุ่มชาวบ้านที่ต่อต้านเหมืองทองคำเป็นพวกรุนแรง เป็นพวกก่อความไม่สงบ จ้างนักศึกษาหัวละหมื่น ทางตำรวจมีคำสั่งด่วนที่สุดให้ใช้แผนกรกฎ 52 ทั้งโล่ทั้งกระบองพร้อมรับมือม็อบ พวกเรามาคิดว่า ยังไงเวทีนี้เขาก็ต้องผ่านไปจนได้ หากกลุ่มชาวบ้านใช้ยุทธการม็อบแบบเดิมๆ โอกาสจะปะทะและเกิดความสูญเสียมีมาก ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น เราแค่ต้องการให้ทางราชการ ทางบริษัททำเหมือง และคนทั่วไปรู้ว่า ชาวบ้านในพื้นที่เดือดร้อนจากมลพิษ ต้องการให้หยุดการทำเหมืองทอง ได้ตกลงกันว่าจะเคลื่อนไหวแบบสันติ จึงเกิดยุทธการหมีดำ 12 ขึ้น" ไผ่ นักศึกษา มข.ที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นถ่ายทอดแนวคิด

                ยุทธการ "หมีดำ 12" นี้ คิดชื่อจากนักศึกษาที่มีลักษณะตัวดำทั้งหมด 12 คน ไว้รับมือกับแผน "กรกฎ 52" ของตำรวจ เน้นที่ "อ่อนชนะแข็ง" ไม่ก้าวร้าว รุนแรง หรือยั่วยุ เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสีย กำหนดยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนไว้ทั้งหมด 10 แผน เมื่อความคิดตกผลึกจึงได้จัดเตรียมอุปกรณ์อย่างเร่งด่วน โทรให้เพื่อนที่กำลังจะตามมา เอาชุดนักศึกษามาให้ทุกคนด้วย

                "เราคุยกันว่า บทบาทนักศึกษาช่วยชาวบ้านได้มากกว่าแค่ไปรับฟังข้อมูล จึงอาสาขอเป็นทีมด่านหน้าเข้าไปเจรจากับตำรวจ โดยคิดว่าควรสวมเครื่องแบบนักศึกษา เพราะจะทำให้สถานการณ์อ่อนลง และจะใช้วิธีขอร้องมากกว่าตะโกนด่าหรือขู่บังคับ เพราะนั่นจะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง" นักศึกษาบอก

                แผนแรกถูกนำมาใช้ทันทีที่ประจันหน้ากัน ท่าทีการตั้งรับของตำรวจแข็งขัน แววตายังแข็งกร้าว ไม่ไว้วางใจ พร้อมเผชิญหน้ากับม็อบ กลุ่มนักศึกษาเริ่มจากเดินเข้าไปทักทายตำรวจ เข้ารายงานตัวว่าเป็นกลุ่มหมีดำ 12 เป็นหน่วยของชาวบ้านที่มาเจรจาขอเปิดทางไปเข้าร่วมรับฟังความคิดเห็น ซึ่งแน่นอนได้รับการปฏิเสธ

                ม็อบ "ดัน" ถูกนำมาใช้ แต่เป็นการเกี่ยวแขนกรูเข้าดันกันชนของตำรวจแบบเฮๆ ไม่รุนแรง เพราะเสี่ยงต่อการปะทะได้ง่าย ระหว่างนั้นก็พยายามพูดๆๆๆ กล่อม และร้องขอ บอกถึงสุขภาพที่เลวร้ายลงของชาวบ้าน ซึ่งมีเสียงตำรวจเล็ดลอดมาว่า "พวกพี่เห็นใจนะ แต่ถ้าจะผ่านได้ต้องให้นายสั่ง" เมื่อดันไม่สำเร็จ นักศึกษาตะโกน "ถอย" แต่หมายถึงถอยดันไปทางกลุ่มตำรวจอีกครั้ง

                แผน 3 นักศึกษาเอาหมอนที่เขียนคำว่าโล่มาถือเลียนแบบตำรวจถือโล่ บอกว่า โล่พวกผมเป็นโล่แบบหนานุ่มนอนอุ่น มุกนี้เริ่มทำให้สถานการณ์คลี่คลายขึ้นเล็กน้อย พอเข้าสู่แผนแสดงพลัง กลุ่มนักศึกษาเต้นแอโรบิก วิดพื้น สลับกับไปซับเหงื่อ เอาน้ำให้ตำรวจ และเริ่มนั่ง นอนลง ร้องเพลง โซลิดาริตี้ ก่อนจะลุกขึ้นมาคุกเข่ายกมือไหว้อ้อนวอนขอผ่านเข้าไป ซึ่งเป็นภาพที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ ระหว่างนั้นได้พูดให้เห็นใจชาวบ้านที่ต้องมารับกับมลพิษ เกิดอาการเจ็บป่วย หากล้มตายไปครอบครัวล่มสลาย ด้วยฝีมือคนต่างถิ่น ทั้งที่พวกเขามีสวนยาง มีรายได้เพียงพอเลี้ยงตัวเองอย่างสบาย แต่กลับถูกยัดเยียดโรคภัยให้

                "ถึงตรงนี้ พี่ตำรวจและชาวบ้านบางคน้ำตาซึม หลั่งน้ำตาออกมาเลยนะ เหมือนมันเป็นความอัดอั้นของชาวบ้าน และมีความเห็นใจจากพี่ตำรวจ เห็นได้ว่าพอพ้นจุดนี้แล้วพี่ตำรวจที่ยืนแถวหน้าขอย้ายตัวเองไปยืนแถวหลัง บอกไม่ไหวแล้ว เราคิดว่านี่เป็นความสำเร็จของการต่อสู้แนวใหม่ ไม่เน้นรุนแรง ทำอย่างสร้างสรรค์ และสื่อให้ทุกคนเข้าใจถึงความรู้สึกของเรา รู้อยู่แล้วว่ายังไงเขาก็ไม่ให้ผ่าน เราแค่อยากทำให้เวทีฟังความคิดเห็นหมดความชอบธรรม"

                หนึ่งชั่วโมงเต็มกับยุทธการ "หมีดำ 12" ที่พวกเขาบอกว่า นี่คือความสำเร็จ วันที่ 8 กันยายน 2556 ถือเป็นวันประกาศชัยชนะของชาวบ้านอย่างแท้จริง เวทีจะล้มไม่ล้มไม่ใช่ประเด็น แต่พี่น้องบ้านนาโป่งได้เข้าใจ ตอนที่กลุ่มต่อต้านกลับออกมาที่ด้านนอก ชาวบ้านปรบมือให้ เอากล้วยเอาน้ำมาให้ สัมพันธภาพที่ดีในพื้นที่คืนกลับมาอีกครั้ง

                พวกเขาบอกว่า จะยึดยุทธการ "หมีดำ 12" เป็นต้นแบบในการเคลื่อนไหวร่วมกับชาวบ้านในทุกเวที เพราะการแสดงออกด้วยความรุนแรง มิใช่คำตอบสุดท้าย


11ปีแห่งการต่อสู้


                บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ผลิตทองคำจากสินแร่ ได้รับอนุมัติจากระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อ 2 ตุลาคม 2545 ทำเหมืองทองคำบริเวณภูทัพฟ้า เนื้อที่ 1,308 ไร่ ต่อมาได้ยื่นขอเปิดเหมืองแปลงที่ 7 คือที่ภูเหล็ก ต.เขาหลวง แต่ชาวบ้านจาก 6 หมู่บ้านที่อยู่รอบและใกล้กับบริเวณภูเหล็กรวมตัวต้านเหมืองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ของบริษัททุ่งคำ จำกัด ที่ดำเนินการทำเหมืองทองมาเกือบ 10 ปี กำลังส่งผลกระทบทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในชุมชน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ปัญหาต่อสุขภาพ เสียง และฝุ่นละออง

                ปี พ.ศ.2549 ชาวบ้านร้องเรียนว่าไม่ได้มีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็น ต่อมามติ ครม.เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2554 ระบุว่า ให้มีการชะลอการขยายพื้นที่ใหม่ หรือการขอประทานบัตรของบริษัททุ่งคำ จำกัด ห้ามขยายพื้นที่แปลงที่ 104/2538 และแปลงอื่นๆ ไว้ก่อนจนกว่าจะได้ข้อสรุปของสาเหตุการเกิดสารปนเปื้อน ผลการประเมินความคุ้มค่าของฐานทรัพยากรธรรมชาติและค่าภาคหลวงแร่กับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน และผลการประเมินผลด้านสุขภาพ หรือ เอชไอเอ 

                ชาวบ้านได้สร้างกำแพงที่บริเวณถนนทางเข้าเหมือง โดยยึดระเบียบของชุมชนไม่ต้องการให้นำสารเคมีสารพิษทุกชนิดเข้าในหมู่บ้าน ซึ่งทางบริษัทมีเส้นทางอื่นที่ใช้แทนได้

                ล่าสุดวันที่ 8 กันยายน 2556 มีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นโดยไม่ให้กลุ่มต่อต้านเข้าร่วม และวันที่ 13 กันยายน 2556 ทางบริษัทจะมาประชุมหารือกับทางกลุ่มต่อต้านเพื่อหาทางแก้ปัญหาต่างๆ

----------------------------------------------------------------

(หมายเหตุ : ยุทธการ'หมีดำ12'ม็อบต้านเหมืองทอง-สงบสยบเคลื่อนไหว : เสาวลักษ์ คงภัคพูน / บุญชู ศรีไตรภพ)