
ชำแหละบทความปูตินถึงชาวอเมริกัน
15 ก.ย. 2556
ชำแหละบทความปูตินถึงชาวอเมริกัน : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์
วิกฤติซีเรียยังเป็นศูนย์กลางการเมืองโลกที่จะต้องจับตาต่อไปในสัปดาห์ แม้ว่าประธานาธิบดีบารัก โอบามา แถลงต่อชาวอเมริกันเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า ต้องการให้รัฐสภาหรือคองเกรส ชะลอการลงมติว่าจะอนุมัติหรือไม่อนุมัติแผนการโจมตีซีเรียเพื่อลงโทษฐานใช้อาวุธเคมีสังหารประชาชนไว้ก่อน เพื่อรอดูว่าแผนการของรัสเซีย ที่เสนอให้ซีเรียยอมส่งมอบอาวุธเคมีให้อยู่ในความควบคุมของสหประชาชาติและทำลายทิ้งได้ผลหรือไม่ แต่ไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ที่จะโจมตี แม้เอือมระอากับสงครามแค่ไหนก็ตาม เพื่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของประเทศ
เมื่อโอบามาถอย (ชั่วคราว) ก็ส่งให้ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ขึ้นมาเป็นผู้นำโลกคลี่คลายวิกฤติซีเรียทันที เพราะเป็นประเทศที่เสนอต่อลมหายใจทางออกทางการทูตอีกเฮือกให้แก่พันธมิตรเก่าแก่ จากที่ผ่านมา ก็คอยขัดขวางหรือวีโต้มติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ที่จะมีท่าทีแข็งกร้าวต่อซีเรียตลอดอายุสงครามกลางเมืองสองปีครึ่ง
เท่ากับว่าเวลานี้ผู้นำรัสเซียประสบความสำเร็จในการดันประเด็นซีเรีย กลับไปอยู่บนเวทีระหว่างประเทศอีกครั้งหนึ่ง แม้ยังบอกไม่ได้ว่าที่สุดแล้วจะตกลงในรายละเอียดเรื่องกรอบเวลาและเงื่อนไขต่างๆ ได้หรือไม่ แต่ก็ทำให้สถานการณ์พลิกจากหมิ่นเหม่ว่าจะมีการใช้กำลัง มาเป็นเกมต่อรองใหม่ในเวลาอันรวดเร็ว และทำให้ประธานาธิบดีปูติน กลายเป็นพระเอกผู้รักสันติภาพในโลกที่วุ่นวายมากพอแล้วขึ้นมาทันที
สื่อโทรทัศน์เอ็นทีวี ในรัสเซียแซ่ซ้องว่าหากช่วยเลี่ยงการโจมตีของสหรัฐได้สำเร็จ สมควรเสนอชื่อนายปูตินเข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ขณะที่นายอเล็กเซ เค พุชคอฟ ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎรรัสเซีย แสดงความเห็นผ่านทวิตเตอร์ว่า นายโอบามาควรรีบยกสองมือรับข้อเสนอของรัสเซียไว้เลย เพราะนี่ถือว่าช่วยให้โอบามาไม่ต้องก่อสงครามอีกสงคราม ไม่ต้องพ่ายแพ้ในสภา และไม่ต้องกลายเป็นอย่างจอร์จ ดับเบิลยู บุช คนที่สอง
แต่เรื่องที่ประธานาธิบดีปูติน สร้างความฮือฮาท่ามกลางวิกฤติซีเรีย และทำให้นักการเมืองอเมริกันโดยเฉพาะรุ่นเก๋าทั้งหลาย ฉุนเฉียวไปตามๆ กัน ก็คือบทความเชิงเทศนาพญาอินทรีที่เขียนไปลงสื่อยักษ์ใหญ่ เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา ในชื่อ "คำวิงวอนให้ระวังจากรัสเซีย" โดนหวังสื่อสารตรงถึงประชาชนและนักการเมืองอเมริกัน เพื่อเตือนว่าการใช้ปฏิบัติการทหารโจมตีซีเรีย โดยไม่สนใจเสียงคัดค้านจากนานาชาติ ผู้นำทางการเมืองและศาสนาต่างๆ อาจทำให้สูญเสียชีวิตผู้บริสุทธิ์เพิ่มขึ้น และสงครามกลางเมืองซีเรีย ไม่ใช่สมรภูมิเพื่อประชาธิปไตย แต่มีทั้งนักรบอัล-ไกดาและพวกสุดโต่งที่ต่อสู้กับรัฐบาลซีเรียอยู่
ปูตินย้ำว่า การโจมตีด้วยอาวุธเคมี เกิดขึ้นจริง แต่อาจเป็นฝีมือของกลุ่มกบฏ เพื่อยั่วให้ชาติอำนาจต่างๆ เข้าแทรกแซง
นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ประโยคที่ดูเหมือนกระแทกโอบามา อดีตศาสตราจารย์ด้านกฎหมายคือ "เราไม่ได้กำลังปกป้องรัฐบาลซีเรีย แต่ต้องการปกป้องกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งอนุญาตให้การใช้กำลัง เป็นไปเพื่อป้องกันตนเอง หรือโดยมติคณะมนตรีความมั่นคงเท่านั้น หากคุณไม่วางใจในกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว คุณก็จะต้องแสวงหนทางอื่นๆ เพื่อรับประกันความมั่นคงต่อไป"
เป็นที่ทราบกันว่า อเมริกาภายใต้ประธานาธิบดีโอบามา ถูกวิจารณ์เรื่องไม่เคารพกฎหมายประเทศกรณีส่งอากาศยานไร้คนขับไปโจมตีผู้ต้องสงสัยในต่างแดน ทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่จำนวนมาก
ประธานาธิบดีปูตินยังระบุว่า ที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าการใช้กำลังไร้ประโยชน์และไร้เป้าหมายในอิรักและอัฟกานิสถาน ประชาชนหลายล้านทั่วโลกไม่ได้มองอเมริกาเป็นแบบอย่าง แต่เป็นประเทศที่ใช้กำลังรุนแรงและหาพวกภายใต้สโลแกนว่า ไม่อยู่ข้างเราก็เป็นศัตรูกับเรา
ยังมีประโยคเด็ดอีกที่ว่า เป็นเรื่องน่าตกใจที่การเข้าแทรกแซงด้วยกำลังทหารเพื่อยุติปัญหาขัดแย้งภายในของประเทศอื่นกำลังกลายเป็นเรื่องธรรมดาในสหรัฐ
ปฏิกิริยาแรกๆ จากนักสังเกตการณ์ที่ได้อ่านบทความของประธานาธิบดีปูตินออกไปทางขำขัน บ้างหยอกว่า สงสัยว่าปูตินถอดเสื้อโชว์กล้ามเขียนอยู่หรือเปล่า บางทีอาจจะเขียนตอนกำลังปล้ำกับจระเข้อยู่ (ล้อเลียนประธานาธิบดีปูตินที่มักปล่อยภาพถ่ายขณะทำกิจกรรมที่ดูเท่และเข้มแบบชายชาตรีเวลาไปพักผ่อน) บ้างก็เอ็ดใส่นิวยอร์กไทมส์ว่า ควรสงวนพื้นที่บทแสดงทัศนะไว้ให้นักการเมืองสหรัฐ มากกว่าเป็นพื้นที่พร่ำเพ้อของนักการเมืองต่างชาติ
ขณะที่บางส่วนก็คิดว่า หากมองข้ามประเด็นปากว่าตาขยิบในบทความ ก็ต้องยอมรับว่า สิ่งที่ปูตินชี้ประเด็น เป็นจริงและมีเหตุผล โดยเฉพาะการโจมตีซีเรียฝ่ายเดียว บั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์กฎหมายระหว่างประเทศ เพิ่มความยุ่งยากและซับซ้อนให้แก่สหรัฐในการสกัดกั้นโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน และการก่อการร้าย
แต่ที่เห็นตรงกันคือ บทความของปูติน ใส่ข้อเท็จจริงบางส่วนและจะไม่เอ่ยถึงบางเรื่อง อาทิ การกล่าวถึงสงครามกลางเมืองซีเรียราวกับว่ารัสเซียไม่เคยมีส่วนให้ยืดเยื้อเลย ปูตินระบุว่า การต่อสู้ภายในซีเรีย ส่วนหนึ่งที่ยืดเยื้อเพราะอาวุธต่างชาติที่ส่งไปให้แก่ฝ่ายต่อต้าน โดยไม่พูดว่าอาวุธรัสเซียก็มีส่วนช่วยพยุงระบอบอัสซาดไว้เนิ่นนานช่นกัน
แอนนา ไนสตัท ผู้ช่วยผู้อำนวยการฮิวแมนไรทส์ วอทช์ กล่าวว่า บทความผู้นำรัสเซีย ไม่มีท่อนใดเอ่ยถึงการเข่นฆ่าประชาชนของรัฐบาลอัสซาดด้วยอาวุธ การประหาร ทารุณกรรม และการจับกุมตามอำเภอใจ (สหประชาชาติออกรายงานเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ยืนยันว่ามีการสังหารหมู่เกิดอย่างน้อย 8 ครั้งโดยรัฐบาล และหนึ่งครั้งโดยฝ่ายกบฏ)
อีกประเด็นที่ดูเหมือนนักการเมืองอเมริกันติดใจมาก คือการที่ประธานาธิบดีปูติน ระบุว่า ได้ศึกษาสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีโอบามาเมื่อวันอังคาร แล้วไม่เห็นด้วยกับที่โอมาบาพูดถึงความพิเศษที่ชาวอเมริกันมีเหนือชนชาติอื่น (American exceptionalism)
ประธานาธิบดีโอบามากล่าวว่า "อเมริกาไม่ใช่ตำรวจโลก แต่หากสามารถหยุดยั้งการบาดเจ็บล้มตายของเด็กเพราะแก๊สพิษได้ สหรัฐก็ควรลงมือ สิ่งนี้ทำให้อเมริกาไม่เหมือนใคร ทำให้เราพิเศษกว่า...แต่ปูตินกล่าวว่าการกระตุ้นให้ประชาชนมองตนเองว่าเหนือกว่าใคร ไม่ว่าจะด้วยมูลเหตุจูงใจอะไรก็ดี เป็นทัศนคติอันตรายอย่างยิ่ง
"โลกมีประเทศใหญ่และเล็ก รวยและจน มีประชาธิปไตยยาวนานกับประเทศที่ยังแสวงหาหนทางสู่ประชาธิปไตย นโยบายแตกต่างกัน เราแตกต่างกัน"
แต่นายเจย์ คาร์นีย์ โฆษกทำเนียบขาว ตอบโต้ว่า การที่สหรัฐออกมาตอบโต้เหตุนองเลือดในซีเรียสะท้อนว่า เหตุใดอเมริกาจึงพิเศษ "สหรัฐยืนหยัดเพื่อค่านิยมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในประเทศและทั่วโลก การที่บทความของปูตินปรากฏบนหนังสือพิมพ์สหรัฐได้ นี่ก็สะท้อนแล้วถึงความพิเศษในประเทศที่มีเสรีภาพแสดงความเห็น ซึ่งเสรีภาพนี้กำลังเสื่อมถอยในรัสเซีย
สมาชิกวุฒิสภา รอเบิร์ต เมนเนนเดซ ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ อาการหนักกว่าใครเพราะบทความของปูติน เกือบทำให้ ส.ว.เดโมแครตท่านนี้ เกือบอาเจียนตอนที่อ่านขณะรับประทานอาหารเย็น ส.ว.เมนเนนเดซกล่าวว่า รู้สึกเป็นห่วงที่คนคนหนึ่งที่ไต่เต้ามาจากเคจีบี มาบอกเราว่าอะไรคือผลประโยชน์ของประเทศเรา
ด้าน นายลีออน พาเนตตา อดีตรัฐมนตรีกลาโหม กล่าวว่า รัสเซียไม่ได้อยู่ในฐานะจะมาเทศนาสหรัฐเรื่องสิทธิมนุษยชน และการทำเช่นนี้ก็ส่อว่ารัสเซียหวังจะบั่นทอนความมุ่งมั่นของสหรัฐ และความพยายามเจรจา ขณะที่ ส.ว.จอห์น แมคเคน กล่าวว่า บทความของปูตินดูถูกสถิติปัญญาของชาวอเมริกันทุกคน
แต่หากมองอีกด้านและเป็นแง่ดี ประธานาธิบดีปูตินอาจลงทุนใช้เกียรติยศศักดิ์ศรีตนเอง พยายามโน้มน้าวให้ประธานาธิบดีอัสซาด ยอมให้นานาชาติเข้าไปควบคุมอาวุธเคมีก็เป็นไปได้ ด้วยการเขียนบทความทะลุขึ้นมาเป็นประเด็นท่ามกลางการถกเถียงเรื่องการโจมตีทางอากาศต่อซีเรีย ซึ่งชาวอเมริกันส่วนใหญ่คัดค้าน เพราะการเขียนอาจโน้มน้าวได้ดีกว่าคำพูด และแสดงว่ารัสเซียเอาจริงกับแผนการนี้มิได้เสนอเพื่อถ่วงเวลาโจมตีเท่านั้น
อดีตเคจีบีอย่างปูตินย่อมรู้จังหวะว่าใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนฝ่ายตรงข้ามเวลาไหน แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ประธานาธิบดีปูตินได้ก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของนโยบายซีเรียในเวทีระหว่างประเทศแล้ว และน่าจับตาต่อไปว่าการแสดงตนหนนี้จะหมายถึงการกอบกู้สถานะของตนที่เคยทัดเทียมกับสหรัฐในยุคสงครามเย็นในประเด็นด้านความมั่นคงของโลกกลับมาหรือไม่
................................
(ชำแหละบทความปูตินถึงชาวอเมริกัน : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์)



