ข่าว

 ถาวร เสนเนียม -รัฐบาลพรรคไหนใต้ก็ไม่สงบ

ถาวร เสนเนียม -รัฐบาลพรรคไหนใต้ก็ไม่สงบ

13 มิ.ย. 2552

เหตุคนร้ายใช้อาวุธสงครามบุกเข้าไปกราดยิงพี่น้องชาวมุสลิมที่กำลังละหมาดอยู่ในมัสยิดอัลฟุรกอน ซึ่งตั้งอยู่บ้านไอปาแย หมู่ 8 ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 คน บาดเจ็บ 13 คน ถือเป็นการก่อเหตุรุนแรงครั้งแรกที่ทำร้ายและฆ่าประชาชน

 "ถาวร เสนเนียม" รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่กำกับดูแลศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเดินทางลงไปในพื้นที่สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง และลงพื้นที่ทุกครั้งที่มีเหตุร้าย พร้อมยอมรับว่าแปลกใจกับการก่อเหตุลักษณะดังกล่าว เพราะเป็นการกระทำโดยไม่คำนึงถึงมวลชน ต้องการสร้างความหวาดกลัวและหวังให้เกิดความแตกแยกในมวลหมู่ประชาชน

 ส่วนความหวาดระแวงของชาวบ้านที่มีต่อเจ้าหน้าที่รัฐ หลังเกิดเหตุ "ถาวร" ตั้งข้อสังเกตว่า น่าจะเป็นการกระทำของฝ่ายตรงข้ามที่พยายามสร้างความแตกแยกระหว่างประชาชนกับข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ พร้อมยืนยันว่าความลับไม่มีในโลก ประชาชนทั้งหมู่บ้าน ตำบล ไม่ว่าจะเป็นช่วงค่ำคืนก็ตาม มีประชาชนเดินทางไปละหมาดช่วง 20.00 น.ก็ต้องมีคนเห็น

 เมื่อมีการตั้งรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ "พรรคประชาธิปัตย์" ทำให้ประชาชนโดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนเกิดความหวังว่าพรรคประชาธิปัตย์น่าจะแก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้

 แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ชี้ให้เห็นแล้วว่าไม่ว่าพรรคไหนจะมารับผิดชอบแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ก็ไม่สามารถดูแลความปลอดภัยให้แก่ประชาชนได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

 "ถาวร" ได้ตำหนิผู้ก่อเหตุหากใช้ชีวิตประชาชนเพื่อท้าทาย หรือวัดฝีมือการแก้ไขปัญหาของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะการฆ่าประชาชนเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ

 และการที่ "พรรคประชาธิปัตย์" ที่มี ส.ส.ในพื้นที่ภาคใต้มากที่สุดด้วย ทำให้เกิดคำถามตามมาว่าการติดตามปัญหาภาคใต้สมัยเป็นฝ่ายค้านเคยตั้ง "รัฐมนตรีเงา" รับผิดชอบปัญหาภาคใต้โดยตรง แต่เมื่อถึงเวลาเป็นรัฐบาลกุมอำนาจรัฐก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เหมือนรัฐบาลอื่น

 จึงเข้าทำนองว่าเขาอิเหนาเป็นเอง !

 เพราะสมัย "พรรคประชาธิปัตย์" เป็นฝ่ายค้านเคยอภิปรายในสภาไม่เห็นด้วยต่อการใช้ "กฎอัยการศึก-พ.ร.ก.ฉุกเฉิน-พ.ร.บ.ความมั่นคง" ในพื้นที่ภาคใต้อย่างต่อเนื่อง เพราะบางจุดยิ่งสร้างความหวาดระแวงให้ประชาชนในพื้นที่

 แต่เมื่อ "พรรคประชาธิปัตย์" เป็นรัฐบาลก็เคยขยายเวลาประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม-19 เมษายน 2552 ที่ผ่านมา

 และเมื่อเกิดเหตุรุนแรงที่มัสยิดอัลฟุรกอน "ถาวร" ก็เตรียมจะเสนอให้ "นายกรัฐมนตรี" พิจารณาต่ออายุพระราชกำหนดฉุกเฉินในพื้นที่ขึ้นอีกครั้ง ซึ่งเป็นการยอมรับถึงความจำเป็นต้องมี "พ.ร.ก.ฉุกเฉิน" ในพื้นที่ เพื่อความสะดวกต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่

 ซึ่ง "ถาวร" ก็ยอมรับว่า มุมมองในขณะที่เป็นฝ่ายค้านกับมุมมองหลังจากเข้ามาปฏิบัติหน้าที่บางครั้งกลยุทธ์ที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาก็ต้องเปลี่ยนไปบางเรื่องความเป็นรัฐบาลก็มีข้อจำกัดไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ทันที

 ส่วนที่มองว่าการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้การเมืองกับการทหารไม่สอดคล้องกัน เรื่องนี้ "ถาวร" ยืนยันว่า การทำงานเดินไปด้วยกัน แต่ประสิทธิภาพยังไม่ค่อยเกิดตัวชี้วัดยังเกิดเหตุรุนแรงขึ้นบ่อยครั้งทำให้ทุกฝ่ายยังไม่พอใจผลทางการปฏิบัติเท่าที่ควร

 ในส่วนของ "ถาวร" ตัวแทนการเมืองได้เร่งพยายามทำความเข้าใจต่อประชาชนในพื้นที่ รับผิดชอบเรื่องการพัฒนา นำโครงการต่างๆ เข้าไปสู่ประชาชน ส่วนเรื่องความปลอดภัยของประชาชนแม้จะไม่ได้มีหน้าที่แต่ก็ไม่สามารถปัดความรับผิดชอบได้

 โดยมุ่งเน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรักษาความสงบในพื้นที่ของตัวเอง โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดบวก 4 อำเภอ ได้เปิดรับสมัครอาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) เพิ่มขึ้น 1,800 คน จากเดิมที่มีอยู่ 5,900 คน โดยคัดเลือกคนในหมู่บ้านหมู่ละ 6 คน หลังการฝึกเสร็จก็ส่งไปอยู่ในหมู่บ้านทำหน้าที่รักษาความสงบร่วมกับประชาชน

 "ต้องยอมรับ อส.ทำงานได้ดี เพราะผ่านการฝึกมาทั้งยุทธวิธีและมีความรอบรู้ในหมู่บ้านในตำบลของตัวเองรู้ใครเป็นญาติใคร ภูมิประเทศอยู่ตรงไหนอะไร ก็จะเกิดประโยชน์ในการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับภาครัฐ และสามารถพูดคุยกับคนในหมู่บ้านได้ เนื่องจากความเป็นเครือญาติ และความเป็นผู้รู้เรื่องเหตุการณ์ความเป็นไปในหมู่บ้านนั้นเป็นอย่างดี"
 
 นอกจากนี้มีคำถามตามมาว่าเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นมีเรื่องของงบประมาณที่จะเพื่อนำไปใช้แก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาเกี่ยวข้องหรือไม่

 เรื่องนี้ "ถาวร" ยืนยันว่า เป็นการมองในแง่ร้ายมากกว่า เพราะเรื่องงบประมาณได้มีมติคณะรัฐมนตรีไปนานแล้วว่าหน่วยงานไหนได้เท่าไหร่ อย่างไร ถือเป็นการตั้งข้อสังเกตบนพื้นที่ฐานที่ไม่อยู่บนความจริง และที่ผ่านมาเมื่อเกิดเหตุก็มักมองว่าต้องเป็นเรื่องของงบประมาณ ซึ่งไม่เกี่ยวกัน หน่วยงานราชการทุกหน่วยรู้แล้วว่า หน่วยงานของตัวเองมีงบประมาณอยู่เท่าไหร่ เหลืออย่างเดียวจะแปรญัตติเพิ่มได้หรือไม่แค่นั้น

สมถวิล เทพสวัสดิ์