ข่าว

เค-วอเตอร์..จากแม่น้ำฮั่นสู่เจ้าพระยา

เค-วอเตอร์..จากแม่น้ำฮั่นสู่เจ้าพระยา

13 ก.ย. 2556

เค-วอเตอร์..จากแม่น้ำฮั่นสู่เจ้าพระยา : รายงาน

               ก่อนได้รับเลือกเป็นผู้ชนะการประมูลโครงการบริหารจัดการน้ำภายใต้โมดูล A3 การปรับปรุงพื้นที่เกษตรในโครงการชลประทานเหนือ จ.นครสวรรค์ หรือแก้มลิง และโมดูล A5 การจัดทำทางผันน้ำ (ฟลัดเวย์) ชื่อของ เค-วอเตอร์ (Korea Water Resources) ไม่เป็นที่รู้จักของคนไทย และอาจไม่คุ้นหูชาวเกาหลีส่วนใหญ่เช่นกัน หากไม่เรียกใหม่เป็น "ฮันกุก ซูจาวอน คงซา" จึงจะทราบว่าเป็นองค์กรรัฐบาลผู้รับผิดชอบหลักในการบริหารทรัพยากรน้ำในประเทศ มีประวัติความเป็นมานานกว่า 40 ปี ทั้งยังเข้าไปทำโครงการหรือมีส่วนร่วมกับการจัดการน้ำในหลายประเทศมานานหลายปี

               แต่พลันที่คุ้นหู ก็เป็นที่จับตาค้นหาปูมหลังในฐานะผู้คว้าเค้กชิ้นใหญ่สุดในแง่มูลค่ารวมประมาณ 1.6 แสนล้านบาทของโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน พ่วงข้อสงสัยคอนเนกชั่นทางการเมือง สถานะการเงิน ศักยภาพของบริษัท จนผู้บริหารออกปากว่าเหนื่อยกับการเข้ามารับงานใหญ่ในต่างประเทศผ่านการแข่งยื่นประมูลจัดซื้อจัดจ้างเป็นครั้งแรก ที่ผ่านมา โครงการในต่างประเทศขององค์กรมาจากการได้รับเชิญหรือตกลงระหว่างรัฐกับรัฐ

               แม้ยืนยันว่า ตั้งใจเข้ามาดำเนินการในประเทศไทย ด้วยต้องการแบ่งปันองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านบริหารจัดการน้ำเป็นหลัก แต่เนื่องจากชนะทำโครงการฟลัดเวย์ ซึ่งเป็นโมดูลที่เต็มไปด้วยปริศนามากที่สุด แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดแผนงานที่ชัดเจน และองค์กรก็ไม่สามารถเปิดเผยด้วยเหตุว่า ยังไม่ได้เซ็นสัญญากับรัฐบาล ที่อยู่ระหว่างปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองที่สั่งให้จัดทำประชาพิจารณ์และศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมก่อน การนำคณะสื่อมวลชนไทยไปดูโครงการจัดการน้ำของตนเองถึงถิ่นเมื่อช่วงปลายเดือนที่แล้ว จึงเป็นอีกทางที่บริษัทหวังแสดงถึงความพร้อมได้ โดยที่เป็นไฮไลท์และถือเป็นการทำความรู้จักฟลัดเวย์ที่ เค-วอเตอร์ เคยทำมาก่อนและเป็นครั้งแรกก็คือ โครงการทางผันน้ำคยอง-อิน อารา (เรียกสั้นๆ อารา วอเตอร์เวย์) ที่จัดเป็นโครงการน้ำใหญ่สุดโครงการหนึ่งของประเทศ กับ ฝายกังจอง-กอยอง แม่น้ำนักดอง ในเมืองแทกู ทางตอนใต้ หนึ่งในโครงการแม่น้ำสี่สาย อภิมหาโครงการบริหารน้ำอันโด่งดังของอดีตประธานาธิบดีลี มยอง บัค (2551-2556) มูลค่าประมาณ 6 แสนล้านบาท

               อารา วอเตอร์เวย์ เป็นคลองเทียมเชื่อมแม่น้ำฮั่นทางตะวันตกสุดของกรุงโซล กับทะเลตะวันตกหรือทะเลเหลือง ทางเหนือของเมืองท่าอินชอน เริ่มดำเนินโครงการเมื่อปี 2548 แล้วเสร็จในปี 2554 และเริ่มเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว

               ทางผันน้ำแห่งนี้ถูกใช้หลายวัตถุประสงค์ คือ ระบายน้ำช่วงฝนตกหนักออกสู่ทะเลตะวันตก 15 วันต่อปี เพื่อป้องกันน้ำท่วมในที่ราบลุ่มแม่น้ำกูลโป ที่มีประชากรอาศัยอยู่ราว 1.5 ล้านคน ซึ่งเผชิญอุทกภัยซ้ำซากก่อนหน้านั้นทุกปีเนื่องจากเป็นพื้นที่ต่ำ โดยทางผันน้ำนี้ผ่านบทพิสูจน์ในการป้องกันอุทกภัยจากฝนตกหนักมาแล้วเมื่อปลายกรกฎาคม 2554

               ส่วนช่วงปกติ อารา วอเตอร์เวย์ ซึ่งมีความยาว 18 กิโลเมตร กว้าง 80 เมตร และลึก 6.3 เมตร ถูกใช้ประโยชน์ด้านโลจิสติกส์ เรือบรรทุกน้ำหนัก 4,000 ตัน สามารถผ่านได้ เพื่อเลี่ยงปัญหาจราจรแออัดบนท้องถนน และลดต้นทุนด้านการขนส่งทั้งเรือสินค้าและการโดยสาร ตลอดจนหวังจะเป็นอีกช่องทางขยายการขนส่งและการโดยสารจากโซลไปจีนและญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งสันทนาการท่องเที่ยว 

               โครงการจึงประกอบด้วย 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่ ทางน้ำหลักสำหรับผันน้ำหลากและสำหรับสัญจร อ่างปรับระดับน้ำที่มีทางเปิดเข้าออกระหว่างทะเลกับทางน้ำหลัก และสถานีขนส่งสำหรับเรือคอนเทนเนอร์และผู้โดยสาร ตลอดจนมีทางจักรยานขนาบข้างยาวถึงเมืองปูซาน ทางภาคใต้ความยาวกว่า 600 กิโลเมตร สะพานข้าม 8 แห่ง สวนสาธารณะ และน้ำตกเทียม

               แต่โจทย์ฟลัดเวย์ตามแผนจัดการน้ำที่จะดำเนินการในไทยคือ คลองความยาว 289 กิโลเมตร แนวเขตคลองกว้าง 245 เมตรรวมถนน ผ่าน 6 จังหวัด ครอบคลุมพื้นที่กว่า 4.3 หมื่นไร่ แตกต่างกับฟลัดเวย์สายนี้ที่ยาวแค่ 18 กิโลเมตร

               ดร.ลี คู ฮัน วิศวกรผู้ชำนาญการ ผู้อำนวยการทรัพยากรแม่น้ำ/น้ำ ฝ่ายเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเค-วอเตอร์ กล่าวว่า ความยาวอาจต่างกัน และหัวใจของการทำฟลัดเวย์คือ เทคโนโลยีในการขุดลอก และการสร้างฝายควบคุมการไหลของน้ำ ตลอดจนการปรับปรุงคุณภาพน้ำ ซึ่งบริษัทมีประสบการณ์ ความยากของโครงการที่จะดำเนินการในไทยไม่ใช่ความยากเรื่องเทคโนโลยี แต่อยู่ที่เงื่อนไขทางสังคมและสภาพแวดล้อม 

               ในกรณีของอารา วอเตอร์เวย์ ก่อนเริ่มโครงการมูลค่า 2,500 ล้านดอลลาร์นี้ ก็มีประชาชนและเอ็นจีโอต่อต้านเช่นกัน ซึ่งเป็นธรรมดาของการทำโครงการใหญ่ แต่การต่อต้านส่วนใหญ่เป็นเพราะไม่ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง หลังผ่านการเจรจาพูดคุยกับตัวแทนเจรจาของชาวบ้านราว 3 ปี ที่สุด มีการจ่ายค่าชดเชยแก่ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบราว 3,000 ครอบครัว รวมเป็นเงินประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์

               สำหรับฝายกังจอง-กอยอง แม่น้ำนักดอง ในเมืองแทกู หนึ่งในโครงการพัฒนาแม่น้ำหลัก 4 สายที่มีวัตถุประสงค์ตั้งแต่สร้างงาน ท่องเที่ยวปรับปรุงคุณภาพน้ำ และป้องกันน้ำท่วมด้วยการสร้างเขื่อน 2 แห่งกับฝาย 16 แห่งในแม่น้ำฮั่น กึม เยียงซัน และนักดอง โดยมองยาวถึงการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลกด้วย เค-วอเตอร์ เปิดเผยว่า ใช้เวลาศึกษาความเป็นไปได้และประชาพิจารณ์ก่อนผุดโครงการจัดการน้ำใหญ่สุดในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ประมาณ 1 ปี (2551-2552) ยอมรับว่ากระแสต่อต้านย่อมมี เพราะเป็นโครงการใหญ่ แต่โครงการคงเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่ได้รับการสนับสนุนและยอมรับจากประชาชน ตลอดจนรัฐบาลท้องถิ่น

               โครงการนี้เป็นโมเดลที่เค-วอเตอร์มั่นใจว่าจะนำองค์ความรู้และประสบการณ์มาใช้จัดการปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นโจทย์ที่องค์กรจัดการน้ำของเกาหลีสนใจศึกษาหาคำตอบมานานหลายปีว่า เหตุใด ประเทศไทยมีน้ำเพียงพอ แต่กลับประสบภัยแล้งและน้ำท่วม กระทั่งอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2554 เค-วอเตอร์ยิ่งให้ความสนใจและคิดหาทางออก สองประเทศมีความแตกต่างและความเหมือน ความเหมือนในภาพกว้างคือ เสี่ยงต่อระดับน้ำทะเลจากภาวะโลกร้อน มีแม่น้ำใหญ่ไหลผ่านกลางอย่างแม่น้ำฮั่นกับเจ้าพระยา มีภูเขาเป็นต้นน้ำทางเหนือและมีปัญหาในการระบายออกทะเล 

               ส่วนปรากฏการณ์ Agal Blooms ที่ชาวเกาหลีใต้เรียกชื่อเล่นว่า ชาเขียวลาเต้ ที่แม่น้ำนักดอง ซึ่งนักสิ่งแวดล้อมและนักวิชาการในเกาหลีใต้หลายคนเชื่อว่า การสร้างฝายและเขื่อนมีผล เพราะทำให้น้ำไหลช้าลงถึงนิ่งในบางส่วน เป็นปัจจัยหนึ่งที่เอื้อต่อการเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวนั้น ได้รับคำชี้แจงว่า ไม่เกี่ยวกับการสร้างสิ่งปลูกสร้างควบคุมสายน้ำ แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ โดยปีที่รุนแรง เกิดก่อนสร้างเขื่อนและฝายในโครงการแม่น้ำสี่สาย คือ ปี 2539 และ 2548 การเกิดปรากฏการณ์น้ำเขียว มีหลายปัจจัยเกี่ยวข้องโดยเฉพาะปีนี้ ปัญหาเกิดขึ้นมาอีก เพราะอากาศร้อนมากผิดปกติ แต่รุนแรงน้อยกว่าปีที่แล้ว และยืนยันว่าคุณภาพน้ำดีขึ้นหลังจากมีโครงการ

               อย่างไรก็ดี เมื่อตรวจสอบข้อมูลอีกด้านจากสื่อเกาหลีใต้อย่าง โคเรีย เฮรัลด์ รายงานเมื่อ 15 สิงหาคม ว่า นายยูน ซอง-คยู รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อม ได้พูดในคณะรัฐมนตรีว่า ฝายและเขื่อนในแม่น้ำที่ชะลอการไหลของแม่น้ำ เป็นปัจจัยให้ปรากฏการณ์น้ำเขียวที่มักเกิดขึ้นในฤดูร้อน เลวร้ายหนักขึ้น

               และจากที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้สื่อข่าวคนหนึ่งของหนังสือพิมพ์ฮันเคียวเรห์ (สื่อเกาหลีที่เกาะติดโครงการแม่น้ำสี่สายอย่างต่อเนื่อง) ได้สะท้อนความเห็นว่า โครงการสี่แม่น้ำนั้น ได้สร้างปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการขุดลอกแม่น้ำที่มีความลึกกว่า 6 เมตร และอย่างรีบเร่ง ส่งผลให้สะพานบางแห่งที่เคยแข็งแรงก่อนทำโครงการ พังลงมา เมื่อถามว่า โครงการนี้ป้องกันน้ำท่วมได้หรือไม่ เธอกล่าวว่า คอนกรีตย่อมป้องกันได้ แต่อนาคตไม่แน่ใจ แต่เธอแน่ใจว่าไม่คุ้มกับระบบนิเวศที่เสียไป       

               โจทย์ใหญ่คือความเหมาะสม?

               เกาหลีใต้เป็นประเทศที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลไทยมักยกเป็นตัวอย่างของการพัฒนารุดหน้าแซงไปไกล มีเจ้าหน้าที่ระดับชาติและระดับท้องถิ่นเดินทางไปดูงานบริหารจัดการน้ำจำนวนมาก (เว้บไซต์ นสพ.โชซอน รายงานเมื่อ 30  สิงหาคม 2555 โดยอ้างสำนักงานควบคุมอุทกภัยแม่น้ำฮั่นว่า ทางการไทยส่งคณะเจ้าหน้าที่ 9 คณะ ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด นายกเทศมนตรี สมาชิกสภาบริหารส่วนจังหวัด และเจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่น กว่า 2,000 คน ไปดูงานบริหารจัดการน้ำที่เกาหลีนับจากเดือนกรกฎาคม เท่ากับเดือนเดียวไปดูงานกว่า 2,000 คน)

               แต่เสียงสะท้อนจากนักวิชาการของไทยและภาคประชาชน ผ่านเวทีสัมมนาโครงการน้ำเปลี่ยนประเทศหลายครั้ง พบว่า โจทย์ใหญ่ที่ยังต้องการคำตอบคือ สิ่งปลูกสร้างที่ใช้จัดการลุ่มน้ำและภูมิทัศน์สวยงามโดยรอบตามแบบประเทศอุตสาหกรรมอย่างเกาหลีใต้ ตอบโจทย์ความต้องการพัฒนาหรือการเปลี่ยนแปลงระยะยาวในอีกประเทศ ที่มีความแตกต่างทั้งทางกายภาพและมิติทางสังคม โดยเฉพาะวิถีชีวิตผูกพันและอ่อนไหวกับความหลากหลายทางชีวภาพอย่างประเทศไทยหรือไม่ 

               ตราบใดที่ยังไม่ทราบรายละเอียดของแผนงานอย่างชัดเจน และรายงานผลกระทบอย่างถูกต้องตามครรลอง ข้อข้องใจต่อรูปแบบจัดการน้ำที่รัฐบาลหรือองค์กรรัฐบาลจากมิตรประเทศอย่างเกาหลีใต้นำเสนอ คงมีอยู่ต่อไป หากจะมีความไม่แน่ใจว่าผู้รับงานประมูลจะทำได้หรือไม่ ก็ยังไม่เท่ากับความสงสัยเรื่องความคุ้มค่าของโครงการ ขั้นตอนการดำเนินงานของรัฐบาล และการเปิดกว้างให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมกับการเปลี่ยนประเทศอย่างเป็น"ประชาธิปไตย" ที่จับต้องได้จริง

...........

(หมายเหตุ : เค-วอเตอร์..จากแม่น้ำฮั่นสู่เจ้าพระยา: [email protected] รายงาน)