
การศึกษายิ่งอ่อนด้อยคอร์รัปชั่นยิ่งแก่กล้า
การศึกษายิ่งอ่อนด้อยคอร์รัปชั่นยิ่งแก่กล้า : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn
มันเป็นปฏิภาคผกผันกันจริงๆ ครับท่านผู้อ่าน ผมได้ข้อมูลตรงนี้ชัดเจนจากเพื่อนที่เป็นผู้พิพากษาตุลาการหลายท่านซึ่งคร่ำหวอดและทำงานในกระบวนการยุติธรรมมาเนิ่นนาน ได้เห็นผู้คนซึ่งผ่านเข้าออกขึ้นโรงขึ้นศาลมานับร้อยนับพันชีวิต เขายืนยันให้ผมไม่ต้องไปทำวิจัยให้เสียเวลาว่า คนส่วนมากที่ถูกฉ้อโกงเอารัดเอาเปรียบ ซึ่งขาดความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่เขาไม่เรียนหนังสือแต่เขาผ่านกระบวนการศึกษาหาความรู้ในยุคปัจจุบันที่มีส่วนทำให้เขามีความเขลาในการคิดไตร่ตรองหรือที่พึงจะมีความคิดแบบคนมีการศึกษาคิด หรือทำก็ไปในทางตรงข้าม เช่น ขาดความเป็นตัวของตัวเอง ถูกใครชักจูงไปซ้ายไปขวาหน้าหลังได้โดยง่าย
แต่ความเป็นตัวของตัวเองซึ่งยกมานี้ ไม่เกี่ยวกับกรณีนิสิตกะเทยของมหาวิทยาลัยดังออกมาแสดงออกบนเสรีภาพที่ตนเองคิดว่ามีมากล้น แต่ได้สะท้อนให้เห็นถึง “การขาดความยับยั้งชั่งใจหรือขาดชั้นเชิงและความรอบคอบในการสื่อความ” เนื่องด้วยการเน้นหนักนำเอาการสื่อความ “เรื่องเพศ” มาโยงใยปะปนกับการคัดค้านการแต่งกายกระทั่งทำให้ความหมายสำคัญที่ต้องการจะสื่อสาร ถูกละเลงเละเทะเลอะเลือน กระทั่งต้องมา “เปิดใจผ่านสื่อด้วยความคิดทัศนคติที่สับสนพอๆ กับสิ่งที่สื่อความออกไปกระทั่งมองว่าเป็นการแก้ตัวมากกว่าอธิบายความให้สังคมรับรู้หรือเข้าใจมากขึ้น”
ในย่อหน้าที่สองซึ่งเขียนกระทบไปถึงประเด็นทางสังคม เรื่องเครื่องแบบนักศึกษาก็เพราะเป็นตัวอย่างที่สามารถสะท้อน “คุณภาพการศึกษาของประเทศ” ได้อย่างชัดเจน เพราะผู้เรียนก็ดีหรือกระทั่ง “ผู้สอนเองก็ตาม” ไม่เอาแก่นแท้ทางปัญญาความคิดมาศึกษาพิจารณาแต่ไปคว้าเอาเรื่อง “ฉาบฉวย” ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับ “สาระสำคัญที่สะท้อนความอยู่รอดของสังคมหรือการสร้างภูมิปัญญาความคิดใหม่ๆ ให้แก่วงวิชาการหรือสังคมส่วนรวม” ต่างกับความเคลื่อนไหวหรือการทำกิจกรรมของนิสิตนักศึกษาในอดีตที่มีความร่วมมือส่งเสริมซึ่งกันและกันทั้งผู้เรียนผู้สอนและสังคมชุมชน ต่างรู้เขารู้เรารู้เท่าทันกัน และมีความใกล้ชิดมีความเข้าใจดีกว่ามาก ชาวบ้านถึงกับเคยมองหรือยกย่องให้นิสิตนักศึกษาเป็นชนชั้นพิเศษทางสังคมอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งมักเรียกกันว่า “ปัญญาชน” (Intellects)
แต่ปรากฏการณ์ทางสังคมที่เรามีพื้นที่เปิดกว้างมากขึ้น ให้โอกาสคนมากขึ้น กลับไม่สามารถทำให้ “ความคิดภูมิปัญญาของคนมีอานุภาพสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นให้กับสังคมอย่างที่คนส่วนใหญ่คาดหวัง” เพราะเคยเห็นครูอาจารย์มหาวิทยาลัยบางแห่ง ยังนิยมชมชอบกล่าวคำผรุสวาทจาบจ้วงเพราะคิดว่าการแสดงออกดังกล่าวเป็นความจริงใจและดึงดูดความสนใจให้คนหันมามอง แต่หารู้ไม่ว่าคนจำนวนมากเพ่งมองด้วยความหดหู่และสมเพชกับสังคมนักวิชาการนักแอบอ้างอย่างที่สุด บางส่วนหมกมุ่นอยู่กับการเปิดสาขาวิชา เปิดหลักสูตรมากมายเพื่อดึงดูดคนคลั่งปริญญามากกว่าเนื้อหาความรู้ให้เข้ามาเรียนด้วยต้นทุนที่ทางการศึกษาที่สูงมากแต่ผลลัพธ์ (outcomes) กลับกลั่นออกมาได้ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน เพราะได้ในเชิงปริมาณมหาศาล พิจารณาดูประเทศไทยน่าจะเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาตรีมากที่สุดในโลกเมื่อคิดในอัตราสัดส่วนต่อประชากรทั้งประเทศ และน่าจะมีผู้สำเร็จปริญญาขั้นสูงเช่น ปริญญาโทและเอกแซงหน้าหลายประเทศที่พัฒนาแล้วหลายเท่าตัว แต่กลายเป็นว่า อัตราการทุจริต คอร์รัปชั่น การใช้อำนาจนอกกฎหมาย ยังคงกลายเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทยตลอดมา
สภาวะ “หลงผิดในกระบวนการจัดการเรียนการสอนในวงการศึกษาไทย” ที่คิดแก้ปัญหาแบบ “เอามวลชนมากกว่าเอาวิชาความรู้ภูมิปัญญาอย่างที่เป็นอยู่” คือ บ่อเกิดของ “ความแตกแยกทางสังคมที่ผ่านๆ มา” เพราะคนที่ถูกสอนมาแบบ “คิดไม่เป็น วิเคราะห์แยกแยะไม่เป็น” จะมีปัญหาอย่างมากเมื่อจำเป็นต้องอยู่ในสภาวะที่ต้องตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ ซึ่งจะกระทบกับคนหมู่มาก ในเมื่อขาดคุณสมบัติสำคัญที่ว่า จึงง่ายต่อ “การถูกชักจูง โน้มน้าว ใช้อารมณ์ความรู้สึกมากกว่าเหตุผลตรรกสามัญสำนึก” ซึ่งแตกต่างคนละเรื่องกับวิธีการคิดหรือกระบวนการแก้ปัญหาของคนในสังคมอารยะทั่วๆ ไป ที่ผู้คนมีศักยภาพและคุณภาพในการใช้ชีวิตที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด
คนจำนวนมากที่เคยมีผลสำรวจออกมาว่า “จะทุจริต จะโกงกันมากมายก่ายกองเท่าใดก็ยังรับได้ หากคนเหล่านั้นตอบแทนคืนสังคมในด้านต่างๆ” ย่อมสะท้อนมุมมองทัศนคติของกระบวนการคิดที่ต้องยอมรับว่า ถ้าโพลล์มีการสำรวจจริงไม่ใช่การ “ยกเมฆ” เหมือนหลายๆ โพลล์ที่นิยมทำกันเพื่อปากท้องของตัวเอง ย่อมยืนยันได้ว่าคนที่มีการศึกษาและอยู่ร่วมกันในสังคมธรรมาภิบาลทั่วไปจะไม่ตอบคำถามหรือมีความเห็นเช่นที่ยกตัวอย่างมา หากสังคมพอใจกับสถานการณ์ในปัจจุบันก็ไม่ต้องทำอะไร แต่ถ้าคิดจะส่งเสริมสนับสนุนเด็กและเยาวชนของชาติซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญต่อไป พวกเราจำเป็นต้อง “ติดอาวุธทางปัญญา” ให้กับสังคม ด้วยการใช้ “ยาแรง” เหมือนในสหรัฐอเมริกา ซึ่งหากพนักงานเจ้าหน้าที่รัฐยังคงไม่พัฒนาตนเองหรือไม่ทุ่มเทกับการถ่ายทอดวิชาความรู้ หรือ ทำได้ไม่เข้าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด ขนาดเขามี “สหภาพแรงงานครู” การเลิกจ้างหรือไล่ออกเขายังทำได้ เราอาจจำเป็นต้องเอาจริงอย่างที่ฝรั่งชอบอุทานหรือเอ่ยปากเสมอว่ามันเหมือนจะเป็น “ก้อนกรวดในรองเท้า” ที่สร้างความรำคาญ จึงจำเป็นต้องร่อนเศษหินกรวดทรายในรองเท้าออกไปให้มากที่สุด
..........
(หมายเหตุ : การศึกษายิ่งอ่อนด้อยคอร์รัปชั่นยิ่งแก่กล้า : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn)



