ข่าว

วัดใจรัฐบาลลดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย

วัดใจรัฐบาลลดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย

16 ก.ย. 2556

วัดใจรัฐบาลลดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย : กระตุ้นใช้จ่ายท่องเที่ยวขับเคลื่อนศก.

 

                           หลังจากภาวะเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ช่วงชะลอตัวลง เนื่องจากการอุปโภคบริโภค การลงทุนภาคเอกชน และการส่งออกล้วนชะลอตัวลง รัฐบาลจึงหวังพึ่งรายได้จากภาคการท่องเที่ยวเข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ เพราะภาคบริการคิดเป็น 50.3% ของจีดีพีและมีความเกี่ยวเนื่องกับแรงงานถึง 44.5% ของจำนวนแรงงานทั้งระบบ ที่ผ่านมาจึงมีมาตรการกระตุ้นภาคบริการและการท่องเที่ยวเพิ่มเติมทั้งการให้นำค่าใช้จ่าย ค่าห้องพัก ค่าจัดสัมมนาลูกจ้าง ที่จัดในประเทศมาหักภาษีได้ 2 เท่า ในปีภาษี 56-57 รวมไปถึงการเร่งรัดให้ส่วนราชการเร่งเบิกจ่ายงบสัมมนาในประเทศให้ได้ไม่น้อยกว่า 50% ใน 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้ และให้นำค่าใช้จ่ายที่ลงทุนซ่อมแซมทรัพย์สินอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้มาหักค่าเสื่อมได้ 50% ของมูลค่าทรัพย์สินในปีแรก แต่ในมุมมองของภาคเอกชนที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกลับเห็นว่า มาตรการดังกล่าวไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้เท่าที่ควร

                           ล่าสุดกระทรวงการคลังจึงมีไอเดียจะลดภาษีนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยบางรายการที่นักท่องเที่ยวนิยมจับจ่ายใช้สอย เพื่อหวังให้ไทยสามารถแข่งขันกับสิงคโปร์ ฮ่องกงได้ในฐานะของการเป็น ”ช็อปปิ้งพาราไดซ์” แห่งใหม่ แต่พอมีกระแสข่าวออกไปก็ย่อมมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและคัดค้าน โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าดังกล่าวเกรงว่าจะได้รับผลลกระทบหากสินค้านำเข้ามีราคาถูกลง แต่นักวิชาการ เอกชนบางส่วนและ ททท.เองก็ต่างสนับสนุน เพราะมองว่าจะช่วยกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจากเอเชียอย่างจีน ที่ปัจจุบันมีอัตราการใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าแบรนด์เนมสูงมากได้ เรื่องนี้จึงต้องวัดใจรัฐบาลว่าจะเลือกผลดีต่อภาคการท่องเที่ยวหรือฟังเสียงสะท้อนของภาคเอกชนในประเทศมากกว่า

 

คลังหวังไทยเป็นช็อปปิ้งพาราไดซ์

 

                           สำหรับแนวคิดในการปรับลดสินค้าฟุ่มเฟือยให้แก่สินค้าที่นักท่องเที่ยวนิยมเพื่อสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางการจับจ่ายใช้สอยนั้น เริ่มมาจากนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯและรมว.คลัง ที่มองว่าน่าจะเป็นมาตรการช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายจากนักท่องเที่ยวได้ทันที จึงสั่งการให้กระทรวงการคลังศึกษาความเป็นไปได้และความเหมาะสมของการปรับลดอัตราภาษีสินค้าบางรายการลง รวมทั้งให้หารือกับผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าต่างๆเพื่อฟังเสียงสะท้อนและผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น

                           จนกระทั่งล่าสุดนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมารับลูกว่า สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) กำลังศึกษาและหารือกับผู้ประกอบการเกี่ยวกับการลดภาษีนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยบางรายการลง ยกตัวอย่างเช่น น้ำหอม นาฬิกา เครื่องสำอาง และสินค้าแบรนด์เนมต่างๆ ที่กรมศุลกากรจัดเก็บภาษีในปัจจุบันอัตราประมาณ 30% โดยมีความเป็นไปได้ที่จะปรับลดลงมาให้เหลือ 5% เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการจับจ่ายสินค้า หรือช็อปปิ้งพาราไดซ์ แข่งขันกับประเทศสิงคโปร์และฮ่องกง พร้อมทั้งระบุว่า น่าจะสรุปได้ภายใน 1-2 เดือนนี้ เพื่อให้ทันกับฤดูกาลท่องเที่ยวในช่วงปลายปีนี้

                           ปลัดกระทรวงการคลังยืนยันว่า การลดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยจะใช้เป็นมาตรการระยะยาวที่ให้เป็นการทั่วไป ทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทยที่นิยมไปซื้อของแบรนด์เนมยังต่างประเทศ โดยมุ่งหวังจะดึงคนไทยให้หันกลับมาซื้อสินค้าในประเทศแทนหากมีราคาไม่แตกต่างกันมากนัก พร้อมทั้งยืนยันว่า ไม่ใช่เป็นการสนับสนุนให้คนไทยใช้จ่ายฟุ่มเฟือยจนนำไปสู่การนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยเร่งตัวขึ้นหรือนำไปสู่การขาดดุลการค้าและบัญชีเดินสะพัดในอนาคต เพราะคนที่มีกำลังซื้อสินค้าดังกล่าวก็จะมีอยู่ในกลุ่มคนที่มีรายได้สูงเท่านั้น

                           นอกจากนั้นมองว่า การลดภาษีดังกล่าวจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ไปเพียงหลักพันล้านบาท แต่มีผลดีตามมามากกว่าคือ จะช่วยกระตุ้นยอดการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยช่วยเพิ่มกำลังซื้อต่อหัวของนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น จากที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อวันอยู่ที่ 4,393 บาท ในปี 2555 รวมทั้งช่วยลดการไหลออกของเงินไปยังประเทศอื่น เช่น สิงคโปร์ และฮ่องกง โดยคนไทยที่นิยมไปช็อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนม พร้อมทั้งยืนยันว่า การลดภาษีสินค้าใดๆ จะพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ประกอบการในประเทศที่ผลิตสินค้าได้เอง

                           นายอารีพงศ์ ระบุว่า การท่องเที่ยวเป็นหนึ่งภาคบริการที่มีส่วนสำคัญต่อการขยายตัวเศรษฐกิจไทย ซึ่งปัจจุบันนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศประมาณ 26 ล้านคน เพิ่มจากปีก่อนที่มีจำนวน 22 ล้านคน หากนักท่องเที่ยวใช้จ่ายเพิ่มขึ้นก็จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ทดแทนภาคการส่งออกของประเทศที่ชะลอตัวลงได้

 

เร่งกล่อมเอกชนลดสินค้าไม่กระทบ

 

                           ด้านนางเบญจา หลุยเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า กระทรวงการคลังคงไม่สามารถปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยได้ทุกรายการสินค้า แต่จะพิจารณาปรับลดในบางรายการสินค้าที่ไม่มีผลกระทบต่อผู้ผลิตในประเทศ เช่น แว่นตา นาฬิกา กล้องถ่ายภาพ เป็นต้น

                           ขณะที่แหล่งข่าวในกระทรวงการคลังระบุว่า ในหลักการของการปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยนั้น คงจะใช้วิธีการนำร่องลดภาษีในรายการสินค้าที่ผู้ประกอบการในประเทศได้รับผลกระทบน้อยที่สุดหรือไม่ได้รับผลกระทบเลย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่ไม่ได้มีการผลิตในประเทศ เช่น น้ำหอม และนาฬิกา เป็นต้น โดยจะมีการประเมินถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นก่อนขยายไปสินค้าอื่นๆ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาทาง สศค.ได้เรียกตัวแทนกลุ่มผู้ประกอบการสินค้าที่มีระดับราคาสูงหรือสินค้าฟุ่มเฟือยมาหารือถึงแนวทางและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าผู้ประกอบการเกือบทั้งหมดะไม่เห็นด้วยกับแนวนโยบายนี้

                           ด้านนายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการ สศค.กล่าวว่า ระหว่างนี้กระทรวงการคลังก็จะหารือกับผู้ประกอบการที่ยังไม่เห็นด้วยหรือเกรงว่าการปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าบางรายจะกระทบสินค้าที่ผลิตในประเทศต่อไป เพื่อเร่งทำความเข้าใจให้ตรงกัน โดยยืนยันว่าจะลดภาษีรายการสินค้าที่ภาคเอกชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด และหากปรับลดภาษีแล้วก็ต้องมุ่งหวังให้เกิดผลดีในการกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวได้จริงและส่งผลดีต่อทำให้ประเทศมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นและช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ในระยะต่อไป

                           “หากลดภาษีรายการสินค้าใดแล้วก็ต้องได้ผลจริง เช่น บางรายการอาจปรับลดลงเหลือ 0% เพื่อให้แข่งขันกับสิงคโปร์ ฮ่องกงได้ แต่คงมีเพียงไม่กี่รายการ โดยยืนยันว่าไม่ใช่สินค้ากลุ่มเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าที่มีการผลิตในประเทศจำนวนมากอย่างแน่นอน” นายสมชัย กล่าว 

 

ชำแหละอัตราภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย

 

                           ทั้งนี้ จากข้อมูลตัวเลขการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยไตรมาสที่ 2 ของปี 2556 ของประเทศไทย มี 17 กลุ่มสินค้า มูลค่ารวม 829 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 1.27% ของมูลค่านำเข้ารวม เพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4,100 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 19.36% โดยมีสินค้าที่นำเข้าสูงสุด 3 อันดับแรก คือ น้ำหอมและเครื่องสำอาง คิดเป็นมูลค่า 4,800 ล้านบาท แต่หากพิจารณาในช่วง 6 เดือนของปีงบประมาณ 2556 (ต.ค.2555-มี.ค.2556) พบว่านำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยรวม 1,677 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 5.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนกว่า 24% โดย 3 อันดับแรก คือ น้ำหอมประมาณ 1 หมื่นล้านบาท รองลงมาคือ เครื่องสำอาง นาฬิกาและอุปกรณ์

                           อย่างไรก็ตาม หากดูอัตราภาษีนำเข้าสินค้าที่เข้าข่ายที่กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาจะปรับลดลงเหลือประมาณ 5% เพื่อแข่งขันกับสิงคโปร์และฮ่องกงที่เก็บ 0% เช่น เสื้อผ้า ปัจจุบันจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 30-60%  น้ำหอม 30% เครื่องสำอาง 30% กระเป๋าถือ 30% รองเท้า 30% ส่วนนาฬิกาและแว่นตาจัดเก็บในอัตรา 5% อยู่แล้ว

                           นอกจากภาษีนำเข้าแล้ว สินค้าฟุ่มเฟือยดังกล่าวยังต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% ภาษีมหาดไทย ในอัตรา 10% และภาษีสรรพสามิตในอัตรา 15% สำหรับกรณีของน้ำหอม ทำให้สินค้าแบร์นเนมที่ขายตามห้างสรรพสินค้ามีราคาสูงมากและแพงกว่าซื้อที่ต่างประเทศ เช่น น้ำหอมหากราคานำเข้าอยู่ที่ 1,000 บาท บวกภาษีทุกตัวเข้าไปก็ต้องมีราคาขั้นต่ำอยู่ที่ 1,600 บาทแล้ว ยังไม่รวมค่าการตลาดต่างๆ อีก แต่หากเป็นนักท่องเที่ยวก็จะสามารถขอคืนแวตได้เต็มจำนวน 7% ทำให้คนไทยที่ไปต่างประเทศนิยมซื้อสินค้าแบรนด์เนมนำเข้ามา เพราะมีราคาถูกกว่ามาก

 

สรรพากรแจงคืนแวตทะลุล้านคน

 

                           ด้านนางจิตมณี สุวรรณพูล โฆษกกรมสรรพากร กล่าวว่า ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มเข้ามามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่นิยมมาเที่ยวเมืองไทยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในเอเชีย อย่างนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามาเที่ยวเมืองไทยสูงขึ้นมาก 

                           ทั้งนี้ จากตัวเลขการขอคืนล่าสุด 8 เดือนของปีงบประมาณ 2556 พบว่า มีนักท่องเที่ยวขอคืนภาษีเข้ามาแล้วจำนวน 1.04 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 44% คิดเป็นเม็ดเงินภาษี 1,597 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% คิดเป็นมูลค่าสินค้า 24,721 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 26%

                           หากดูตัวเลขย้อนหลังไปปีงบประมาณ 2555 มีจำนวนท่องเที่ยวขอคืนภาษี 7.96 แสนราย เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2554 ที่มี 5.86 แสนคน หรือเพิ่มขึ้น 35.92% เม็ดเงินภาษี 1,386 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนที่อยู่ในระดับ 1,064 ล้าบาท หรือเพิ่มขึ้น 30% คิดเป็นมูลค่าสินค้า 21,208 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ในระดับ 16,270 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 30%

                           “จากยอดขอคืนภาษีภาษีมูลค่าเพิ่ม 8 เดือนของปีนี้ ที่เพิ่มขึ้นทั้งในแง่จำนวนราย เม็ดเงินและมูลค่าสินค้า สะท้อนว่า มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาไทยเพิ่มขึ้นทุกปี และมีการซื้อสินค้าแบรนด์เนมในประเทศไทยไม่น้อย เพราะหากเทียบกับประเทศของตนเองอาจจะมีราคาถูกกว่า เช่น จีน ที่นิยมมาซื้อสินค้าที่ไทย เพราะราคาถูกกว่าและยังได้คืนภาษีภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย และหากเทียบกับบางประเทศ เช่น สหรัฐคืนแวตให้น้อยกว่าที่เก็บไป แต่เราคืนให้เต็ม แต่ในอนาคตหากลดภาษีนำเข้าลงก็อาจจะช่วยให้ราคาสินค้าถูกลงยิ่งกระตุ้นการใช้จ่ายซื้อสินค้าในไทยได้มากขึ้น” นางจิตมณี กล่าว