
'โต๊ะหย่าศึก'ไฟใต้แค่ภาพลวงตา!?
ใต้ระอุหลัง'จัดระเบียบ-ทุน' 'โต๊ะหย่าศึก'แค่ภาพลวงตา!? : สุพิชฌาย์ รัตนะ /ภูชิสส์ พิรุณละอองรายงาน
ภาษิตมลายูว่าไว้ "เห็นน้ำนิ่งๆ อย่านึกว่าไม่มีจระเข้"
ฉันใดฉันนั้น สถานการณ์ใต้ในยามนี้ก็เฉกเช่นกัน หลังความเงียบสงบแผ่ปกพื้นที่นี้ผิดสังเกตมานานค่อนเดือน ท่ามกลางความหวั่นไหวของคนในพื้นที่ว่า..ถัดจากนี้จะมีเหตุรุนแรงตามมาหรือไม่อย่างไร
กระทั่งช่วงสายวันที่ 11 กันยายน ก็เกิดไฟใต้ลุกโชนขึ้นมาอีกระลอก หลังคนร้ายซุ่มยิงถล่มเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดปราบปรามน้ำมันเถื่อน สังกัด กก.สส.2 ศชต.เสียชีวิตถึง 5 นาย ขณะกำลังเข้าหาข่าวในเขต "สีแดง" พื้นที่ อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี
ปฏิบัติการของคนร้ายครั้งนี้ สะท้อนชัดว่า ธุรกิจผิดกฎหมาย "ยาเสพติด-น้ำมันเถื่อน-สินค้าหนีภาษี" ในพื้นที่มีความผูกโยงเป็น "น้ำเลี้ยง" ให้แก่กลุ่มผู้ปฏิบัติการอย่างเลี่ยงไม่ได้
ขณะที่ก่อนหน้านั้นเพียง 1 วัน กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบก็ลอบวางระเบิดทหารชุดคุ้มครองครู ภายในบริเวณโรงเรียนคณะราษฎรบำรุง 2 ต.ยุโป อ.เมือง จ.ยะลา จนมีทหารพลีชีพไปถึง 2 นาย และบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง
สิ่งที่เห็นและเป็นไป จึงมีข้อกังขาในทำนองว่า การตั้งโต๊ะเจรจากับกลุ่มบีอาร์เอ็นที่ผ่านมาประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวกันแน่
ทั้งที่คล้อยหลัง "เทศกาลแห่งบุญ" ของชาวมุสลิมไม่นานนัก สถานการณ์ที่ระอุคุโชนก็อุ่นเย็นขึ้นมาพลัน ดุจเป็นการ "พักรบ-พักร้อน" ชั่วขณะ
เมื่อดูจากสถิติข้อมูลของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ พบว่า เหตุรุนแรงช่วงเดือนรอมฎอนปี 2556 ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น 113 เหตุการณ์ มีผู้เสียชีวิต 40 ราย บาดเจ็บ 132 ราย ทว่า ในห้วงเดียวกันของปีนี้กลับลดความรุนแรงลงชนิดครึ่งต่อครึ่ง
นักวิชาการในพื้นที่อย่าง "ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี" ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ หนึ่งในผู้ร่วมคณะพูดคุยสันติภาพกลุ่มบีอาร์เอ็นทั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมา วิเคราะห์ว่า ช่วงก่อนหน้านี้ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจอย่างมาก หากย้อนกลับไปดูสถิติความรุนแรงในช่วงเดียวกันกับปีที่ผ่านมา จะพบว่าปีนี้เหตุการณ์เบาลงอย่างมาก เมื่อวิเคราะห์จากปัจจัยแวดล้อม ยอมรับว่ามีเหตุผลหลายประการที่เอื้อให้ภาพรวมในยามนี้ "ดูดี" กว่าหากเทียบกับเดือนรอมฎอนปีที่ผ่านๆ มา
ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้มั่นใจว่า ตัวลดอุณหภูมิเดือดในพื้นที่ในช่วง 1 เดือนก่อนหน้านี้ ก็คือ “การพูดคุยสันติภาพ" ที่ได้เข้ารูปเข้ารอย หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากที่สุดในการเริ่มต้นเมื่อหลายเดือนก่อน
ผศ.ดร.ศรีสมภพ ชี้ว่า ในช่วงปลายเดือนรอมฎอน กระแสข่าว "การล้มโต๊ะเจรจา” รวมถึงการถอนตัวของ “ฮัสซัน ตอยิบ” แกนนำบีอาร์เอ็น ในการพูดคุย ทำให้สถานการณ์ในพื้นที่คุกรุ่นพอสมควร แต่มีการพยายามติดต่อกับแกนนำบีอาร์เอ็นอย่างลับๆ ต่อเนื่อง จนสามารถประคับประคองให้ทุกอย่างกลับสู่ลู่วิ่งที่ดีได้เป็นลำดับ กระทั่งมีการตกลงที่จะพูดคุยสันติภาพ รอบที่ 4 ในเดือนตุลาคมนี้อีกครั้ง
“สิ่งสำคัญคือ การติดต่อกันอย่างไม่เป็นทางการ ได้มีการเสนอให้แกนนำบีอาร์เอ็นอธิบายความถึงข้อเรียกร้อง 5 ข้อว่าไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญไทยอย่างไรบ้าง เมื่อมีการอธิบายความอย่างชัดเจนจากบีอาร์เอ็นในประเด็นนี้จนเกิดความเข้าใจตรงกัน ทำให้ทั้งสองฝ่ายเริ่มตกลงที่จะพูดคุยกันอีกครั้งในรอบที่ 4 ซึ่งถือเป็นสัญญาณดีที่เกิดขึ้น ณ เวลานี้” ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าว
นักวิชาการรายเดิม บอกว่า ในช่วงแรกของการเริ่มต้นพูดคุย รวมถึงช่วงเวลาของเดือนรอมฎอนที่มีเหตุการณ์ความรุนแรงปรากฏอย่างต่อเนื่อง เป็นเพราะต่างฝ่ายต่างยังสับสนในการส่งสัญญาณถึงกันในบางเรื่อง แต่เมื่อมีการพูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการมากขึ้นทำให้ทำความเข้าใจกันได้ ที่สำคัญกระบวนการส่งสัญญาณในขบวนการบีอาร์เอ็นเริ่มลงตัว ทำให้การสื่อสารจากแกนนำไปสู่แนวร่วมที่เคลื่อนไหวเป็นไปในทิศทางเดียวกัน จึงเป็นเหตุผลที่สถานการณ์ลดโทนความรุนแรงอย่างเห็นได้ชัด
มองจากมุม "ประสิทธิ์ เมฆสุวรรณ" ในฐานะประธานสภาประชาสังคมชายแดนภาคใต้ ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ สภาพการณ์ดีขึ้นช่วงก่อนนี้ถือว่ามีนัยหรือไม่ หลังจากที่เหตุการณ์ทวีความรุนแรงอย่างหนักหน่วงในช่วงสุดท้ายของเดือนรอมฎอน ยิ่งเงื่อนไขสำคัญที่มักจะถูกหยิบยกมาพูดคุยบนโต๊ะเจรจา ล่าสุดได้อ่านคำอธิบายข้อเรียกร้องทั้ง 5 ข้อเป็นเอกสารภาษาอังกฤษความยาว 30 หน้า ก็ยิ่งทวีความแปลกใจเพราะทุกอย่างง่ายดายยิ่งนัก
"ช่วงก่อนนี้การฆ่าผู้บริสุทธิ์น้อยลง ระเบิดลดลง การทำร้ายเจ้าหน้าที่ก็ลดลง อีกทั้งจำกัดในพื้นที่อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นไปได้หรือไม่ที่บีอาร์เอ็นต้องการพิสูจน์ว่าสามารถควบคุมเหตุการณ์ได้จริง หรือมีการเปลี่ยนแปลงอื่นใด เช่น การดึงกลุ่มขบวนการอื่นๆ ร่วมแนวทางสันติภาพ โดยเฉพาะชื่อของ "กลุ่มพูโลใหม่" ที่กำลังเป็นกระแสในช่วงนี้" ประสิทธิ์มองเช่นนั้น
แม้สถานการณ์ยามนี้จะสุ่มเสี่ยงที่จะลุกโชนต่อก็ตาม แต่ในมุมของหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่าง "พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์" โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ก็บอกว่า ยังมีความหวังมากขึ้นในการก้าวเดินไปสู่สันติภาพที่วาดหวังไว้ เชื่อว่าปัจจัยที่ทำให้ทุกอย่างมีผลเชิงบวก อาจเกิดขึ้นจากความร่วมมือที่มีขั้นตอนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลไทยกับมาเลเซีย ที่ผนึกความร่วมมือกันเหนียวแน่นขึ้นในทุกมิติ
ขณะเดียวกัน ในทางการเมืองการเจรจาก็มีความคืบหน้าไปมาก เช่นเดียวกับความร่วมมือด้านความมั่นคงที่ทางการมาเลเซียจับกุมและยึดอาวุธได้จำนวนหนึ่ง จนทำให้เห็นความร่วมมือเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน รวมทั้งในแง่ภาคประชาชนก็ได้รับความร่วมมือดีขึ้นตามลำดับเช่นกัน
ไม่ว่าสถานการณ์ที่เป็นบวกในช่วง 1 เดือนก่อนหน้านี้ จะมีมรรคผลมาจากการเจรจาหย่าศึกกับกลุ่มบีอาร์เอ็นหรือไม่ก็ตาม แต่ดูเหมือนว่า ถัดจากนี้ไปการ "ขอคืนพื้นที่-คืนความสงบ" จากกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ จึงยังคงต้องดำเนินไปด้วยความแยบยล ที่สำคัญ ประมาทไม่ได้แม้นาทีเดียว
เนื่องเพราะหลายฝ่ายเชื่อว่า ถัดจากนี้ฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบส่อมีการเปิดยุทธการที่ดุเดือดยิ่งขึ้น
หลังมีการ "จัดระเบียบ-สะสมกระสุนดินดำ" ได้ในระดับหนึ่งอีกครั้ง !!
.......................
(หมายเหตุ : ใต้ระอุหลัง'จัดระเบียบ-ทุน' 'โต๊ะหย่าศึก'แค่ภาพลวงตา!? : สุพิชฌาย์ รัตนะ /ภูชิสส์ พิรุณละอองรายงาน
-----------------



