
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า... : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล
ว่ากันว่าไฟไหม้ น้ำท่วม หรือแผ่นดินไหว ก็ยังไม่รุนแรงเท่ากับความโลภของมนุษย์ เพราะภัยธรรมชาติเหล่านั้นถึงจะสร้างความเสียหามากมายเพียงไร ก็ยังมีขอบเขตจำกัด และไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำ นานๆ จึงจะปรากฏขึ้นสักครั้งหนึ่ง แต่ความโลภที่อยู่ในใจดวงเล็กๆ ของมนุษย์นั้น ไม่มีขอบเขต และเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
คนที่มีความโลภก็จะไม่รู้จักคำว่าเพียงพอ ทั้งๆ ที่ บางสิ่งที่ตนดิ้นรนไขว่คว้านั้นเป็นสิ่งที่เกินความจำเป็นของตนเอง แต่กลับกลายเป็นว่าคนที่ยิ่งมีมากก็ยิ่งโลภมาก อยากได้โน่นได้นี่ต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด และยิ่งโลภมากเท่าไหร่ก็ยิ่งน่าเกลียดมากขึ้นเท่านั้น เพราะขาดความละอาย สามารถทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ตนต้องการ ไม่ว่าวิธีการนั้นจะถูกทำนองคลองธรรมหรือไม่ จะผิดกฎระเบียบหรือไม่ และจะทำความเดือดร้อนให้คนอื่นสักเพียงไร
ความโลภนั้นเป็นบ่อเกิดของบาป ที่มองเห็นอย่างง่ายๆ ก็คือ คนโลภจะละเมิดศีลหลายข้อ เช่นการเอาของของผู้อื่นมาเป็นของตน การโกหกหลอกลวง และอาจก้าวล่วงไปถึงการทำร้ายเจ้าของเดิมเพื่อข่มขู่หรือช่วงชิงเอาของสิ่งนั้นมาเป็นของตน ลำพังแค่ศีลห้า ความโลภก็ทำให้คนผิดศีลอย่างน้อยๆ ก็สามข้อแล้วละครับ
ความโลภเป็นสิ่งเสพติดและเป็นอาการทางจิตอย่างหนึ่ง คนโลภเห็นอะไรก็อยากได้ไปหมด และถ้าไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องเอาให้ได้ด้วยกล แต่ต่างจากสิ่งเสพติดอย่างอื่นคือความโลภไม่มีการสร่าง อย่างคนที่ติดเหล้า หรือยาเสพติดอื่นๆ ดังนั้น จึงไม่มีโอกาสที่จะมีสติสัมปชัญญะแม้เพียงชั่วครู่ชั่วยาม หากลุ่มหลงมัวเมาอยู่ตลอดเวลา ดูๆ แล้วก็น่าเวทนาอยู่ไม่น้อยที่หนักไปกว่านั้นก็คือคนโลภมักไม่คิดที่จะเลิกราหรือแก้ไขตัวเอง มีแต่จะทวีความโลภยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ
มีเรื่องเล่ากันมาว่า ในยุคที่ชาวยุโรปแข่งขันกันล่าอาณานิคมนั้น มีกัปตันผิวขาวคนหนึ่งเรือแตกไปติดที่เกาะใหญ่แห่งหนึ่งกลางทะเล เป็นเกาะซึ่งไม่เคยมีใครเดินทางไปถึงมาก่อน พระราชาของชาวเกาะก็ให้การต้อนรับคนต่างถิ่นเป็นอย่างดี และนำเพชรพลอยจำนวนหนึ่งมากำนัล กัปตันเห็นเพชรพลอยก็เกิดความโลภ ขอให้พระราชาต่อเรือลำใหม่ให้ อ้างว่าเพื่อจะใช้เป็นพาหนะเดินทางกลับ แต่แท้ที่จริงต้องการจะสืบหาแหล่งเพชรพลอยแล้วนำลงเรือไปด้วย ซึ่งในที่สุดเมื่อทราบว่าบนเกาะนี้มีเพชรพลอยอยู่เกลื่อนกลาดในป่า แต่ชาวเกาะเห็นเป็นแค่ก้อนกรวดก้อนหิน และมีค่าน้อยกว่าปลาในทะเลหรือลูกมะพร้าวเสียด้วยซ้ำ กัปตันเที่ยวเก็บเพชรพลอยมาเป็นจำนวนมาก และก็ขอให้พระราชาต่อเรือให้ใหญ่ขึ้นไปอีกเพื่อบรรทุกเพชรพลอยกลับไปให้มากที่สุดเท่าที่จะมาได้ แม้จะต่อเรืออยู่หลายครั้งก็ยังไม่เป็นที่พอใจของกัปตัน
ในที่สุด กัปตันก็เปลี่ยนแผนการใหม่ บังคับให้พระราชายกดินแดนให้กับตน - พระราชาบอกว่าตามธรรมเนียมของชาวเกาะ ถ้าใครอยากได้ที่ดินสักเท่าไหร่ก็วิ่งไปเท่าที่มีแรงภายในหนึ่งวัน พื้นที่บริเวณทั้งหมดที่วิ่งผ่านก็จะเป็นของผู้นั้น ถ้ากัปตันอยากได้ที่ดินก็ต้องทำตามธรรมเนียมดังกล่าว กัปตันก็ตกลงและลงมือวิ่งแต่เช้ามืดจากชายหาดเข้าไปในป่าลึก โดยมีพระราชากับบริวารตามดูอยู่ห่างๆ
กัปตันวิ่งเป็นระยะทางไกล แม้จะเหนื่อยแสนสาหัสก็ไม่ยอมที่จะหยุดวิ่ง ทั้งๆ ที่ที่ดินที่ได้มานั้นเป็นพื้นที่มากมายแล้วก็ตาม - ในที่สุด กัปตันก็หมดแรงล้มลงกับพื้น ไม่สามารถที่จะลุกขึ้นมาได้อีก ต้องนอนรอความตายอยู่กลางพื้นที่เกลื่อนไปด้วยเพชรพลอย และสิ่งที่เขาต้องการอย่างแท้จริงก็เพียงแค่หลุมเล็กๆ ที่จะฝังร่างของตนเท่านั้น
เรื่องนี้ไม่ใช่นิทานสำหรับเด็ก จึงไม่มีคำต่อท้ายว่า “นิทานเรื่องนี้สอนว่า...” ครับ



