
ทอ.แจกปกขาวแจงงบกองทัพถูกหั่น9ปีเพิ่งได้ซื้อ กริพเพน
ทอ. กู้ภาพพจน์แจก ปกขาว แจงงบกองทัพฯ ถูกหั่น 9 ปี เพิ่งได้งบปี 50 ซื้อ กริพเพน ผบ.ทอ. เผยเครื่องบินรบสวีเดนแค่ 6 ลำ ไม่พอพร้อมรบ เตรียมยืดอายุใช้งานเอฟ - 5 ใช้คู่กับกริพเพน 6 ลำแรก กัดฟันรับความเสี่ยงใช้เครื่องบินหมดอายุบิน
เมื่อเวลา 13.00 น. ที่กองทัพอากาศ พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวถึงกรณีที่กองทัพอากาศขอถอนการพิจารณาโครงการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่กริพเพน จากประเทศสวีเดน ออกจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า การจัดหาเครื่องบินกริพเพนเป็นโครงการจัดหาระยะที่ 2 ซึ่งในการจัดหาระยะที่ 1 จัดหาตั้งแต่ปี 2551-2555 แต่ด้วยกรอบงบประมาณที่เป็นข้อจำกัด จึงไม่สามารถจัดหาครั้งเดียว 12 ลำได้ จึงจัดหาในงบประมาณที่กองทัพอากาศมีอยู่ 5 ปี จากนั้นได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องให้ครบ 1 ฝูง ซึ่งการพิจารณาในกรอบงบประมาณปี 2553 กองทัพอากาศจึงได้เสนอโครงการเพื่อขอผูกพันงบประมาณในปี 2553 เป็นต้นไป ซึ่งจะมี 2 โครงการคือจัดหาเครื่องบินกริพเพนตั้งแต่ปี 2553-2557 และโครงการจัดหาเฮลิคอปเตอร์ทดแทนอีก 4 ลำ วงเงิน 5,000 ล้านบาท ซึ่งเฮลิคอปเตอร์รุ่นดังกล่าวใช้มาตั้งแต่ปี 2511
“โครงการดังกล่าวเสนอไปตั้งแต่ขอตั้งงบประมาณปี 2553 แต่เมื่อ ครม.มีมติปรับลดงบประมาณ กองทัพอากาศและเหล่าทัพอื่น ต้องถูกปรับงบประมาณในส่วนที่ต้องผูกพันในโครงการที่เราเสนอไป ซึ่งการที่จะขอผูกพันยังค้างอยู่ใน ครม.จึงทำให้เป็นวาระที่ค้างอยู่ ทำให้มองว่าเหตุใดกองทัพอากาศจึงยังดื้อดึง ความจริงไม่ใช่ เพราะหลังจากที่รัฐบาลกำหนดกรอบงบประมาณ และไม่ให้ผูกพันงบประมาณ กองทัพอากาศ จึงเห็นว่าถึงอย่างไรก็จัดหาในปี 2553 ไม่ได้ เพื่อความสบายใจจึงขอถอนออกมาก่อน แต่ความจำเป็นเรื่องนี้ ยังคงเป็นความจำเป็นต่อไป ดังนั้น ในปี 54 เป็นต้นไปคงมีการขอตั้งงบประมาณ เพื่อให้ครบ 1 ฝูงบิน" พล.อ.อ.อิทธพร กล่าว
พล.อ.อ.อิทธพร กล่าวต่อไปว่า โครงการระยะแรกเซ็นสัญญาปี 51 การจัดหาครั้ง 35,400 ล้านบาท ไม่สามารถผูกพันได้ 5 ปี จึงต้องเซ็นสัญญา 2 ระยะ โดยโครงการที่สอง ถึงเราจะทำสัญญาปี 53 กว่าจะได้รับเครื่องอย่างเร็วก็ปี 56 ดังนั้นจะทำให้เครื่องบินขับไล่ในภาคใต้จะมีแค่ 6 ลำ ดังนั้นเมื่อปี 53 จัดหาไม่ได้ ปี 54 จึงต้องเสนอโครงการเข้าไปใหม่เพื่อให้ได้เครื่องครบ โดย 6 เครื่องหลังจะได้ Airborne early warning 1 ตัว ซึ่งสิ่งที่กองทัพมีความเป็นห่วงคือความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจตอนนี้ต่ำมากๆ ดังนั้นถ้าเราเริ่มปี 54 กว่าจะได้เครื่องก็ปี 57 ซึ่งยิ่งช้าความพร้อมต่างๆ ก็จะยิ่งด้อยลงไป ซึ่งเครื่องบิน ยุทโธปกรณ์จะผลิตเมื่อเราสั่ง ซึ่งจะต้องใช้เวลา 3 ปี เป็นอย่างน้อย เราทราบดีว่าเมื่อรัฐบาลไม่มีเงิน แต่ทางกองทัพ และเหล่าทัพ คงต้องการจะกระตุ้นว่าอาวุธยุทโธปกรณ์มีความจำเป็น
“เปรียบเหมือนกับ หากบ้านไม่มีรั้ว ก็คงรู้สึกไม่ปลอดภัย ดังนั้นจะเห็นว่าเมื่อเราสร้างบ้าน ก็ต้องสร้างรั้ว แต่หากรั้วเริ่มไม่แข็งแรงก็น่าเป็นห่วง และอาวุธยุทโธปกรณ์ก็ใช้เวลาจัดหานาน และไม่ใช่จัดหาจะพร้อมทันที เพราะต้องมีการฝึกบิน ประเด็นนี้จะทำให้เกิดความแตกต่าง คือความพร้อมด้านกำลังรบ ซึ่งเมื่ออาวุธ ยุทโธปกรณ์ หรือเทคโนโลยีต่างกัน รบกันไม่ได้ ผมจึงพยายามเปรียบให้เห็นว่า หากเรามีโทรศัพท์มือถือที่ใช้พูดอย่างเดียว กับคนที่มีโทรศัพท์มือถือที่มีทั้งกล้อง หรือ บรูทูธ จะเห็นขีดความสามารถที่แตกต่างกัน การรบก็เช่นเดียวกัน หากมีอุปกรณ์ที่ล้าสมัยก็น่าเป็นห่วงว่าความพร้อมในการป้องกันประเทศรวมถึงอำนาจต่อรองคงจะเสียเปรียบคนอื่นเขา” พล.อ.อ.อิทธพร กล่าว
เมื่อถามว่า ได้มีการชี้แจงให้นายกฯ ทราบหรือไม่ว่า ระหว่างการซื่อเครื่องบินกริฟเฟ่น กับ รถเมล์เอ็นจีวี อันไหนสำคัญกว่ากัน พล.อ.อ.อิทธพร กล่าวว่า ท่านนายกฯ โดยเฉพาะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ด้านความมั่น ท่านคงทราบดี โดยกองทัพอากาศได้ทำสมุดปกขาวชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับงบประมาณของกองทัพอากาศโดยเฉพาะ ให้เห็นว่างบประมาณที่ผ่านมา ที่เจอวิกฤติเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 41-49 กองทัพไม่ได้รับงบประมาณเพิ่มเลย เพราะการจัดสรรงบประมาณต้องสอดคล้องกับจีดีพี กองทัพเคยได้ 2 % กว่ามาตลอด ตั้งแต่ปี 42 เป็นต้นมาก็ลดลงเรื่อยๆ จนต่ำสุดปี 49 เหลือ 1.10 % ดังนั้นการดำรงสภาพก็แย่มาก ในช่วงระยะเวลา 9 ปี กองทัพหยุดการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง พอถึงปี 50 ที่พอจะเริ่มได้งบประมาณมาปรับปรุง ก็ต้องดำรงสภาพให้พร้อมรบ
เมื่อถามว่า ภายในปีนี้จะเสนอให้ครม.อนุมัติโครงการเฟส 2 อีกครั้งหรือไม่ พล.อ.อ.อิทธพร กล่าวว่า ตอนนี้เราเข้าใจกติกาดี ในวันที่ 17-18 มิ.ย. นี้ คงจะมีการเริ่มพิจารณาในวาระที่ 1 ซึ่งสิ่งที่จะทำได้ คือให้กรรมาธิการฯ ได้เห็นความจำเป็น อาจจะขอแปรญัตติในส่วนที่เราขาดจริงๆ ซึ่งอาจได้เพิ่มมานิดหน่อย ดังนั้นช่วงนี้คงเป็นเรื่องการบริหารงบประมาณให้สามารถดำรงความพร้อมรบไว้ได้ ปีหน้าหวังว่ารัฐบาลคงพิจารณาให้ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการจัดหาต้องทำให้ครบ 1 ฝูง เพราะความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจเราจะกำหนดไว้อย่างต่ำ 70 % เพราะฉะนั้น จำนวนที่เรามีอยู่ประมาณ 3-4 เครื่องไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้ ดังนั้น เครื่องบินขับไล่ เอฟ 5 อี ที่เราใช้อยู่บินได้ 7.2 พันชม.แต่ตอนนี้ด้วยเทคโนโลยีก็สามารถปรับเพิ่มได้ แต่เราต้องดูความคุ้มค่า ถ้าไม่คุ้มค่าก็ต้องปลดประจำการ เพราะถ้าเก็บไว้ต้องเสียงบประมาณในการดูแลสูงมาก
“เราจะคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก ถึงเวลาเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยน ซึ่งอายุของเครื่องบินที่มากขึ้นก็หาอะไหล่ได้ยากขึ้น แต่ประเด็นสำคัญคือเทคโนโลยี 30 ปีที่แล้วจะเอาไปสู้กับใครได้ ประเทศรอบบ้านอย่างมาเลเซีย จะได้เครื่องบินขับไล่ เจนเนเรชั่นที่ 4.5 อีก 6 ลำในปลายปีนี้ ซึ่งจะได้ครบ 18 ลำ จากเดิมที่มีประจำการอยู่ 12 ลำ ซึ่งเขาสั่งซื้อกันทีละฝูง ของเราสั่งซื้อที 6 ลำ จะขออีก 6 ลำยังไม่ให้เลย แต่ก็ไม่ได้รู้สึกน้อยใจ เพราะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจอย่างนี้เราก็เข้าใจ ซึ่งการจัดหาเป็นความจำเป็นในการป้องกันประเทศ ไม่ได้ซื้อมาบินเล่น แต่เผอิญเครื่องบินมันแพง” ผบ.ทอ. กล่าว



