
'ปชป.'อัดรัฐเร่งแก้รธน.-เมินปัญหาปชช.
'ปชป.'อัดรัฐเร่งแก้รธน. เมินปัญหาประชาชน ซัด 'นายกฯ' เดินทางต่างประเทศบ่อยจนไม่ทำหน้าที่สมาชิกรัฐสภา
9 ก.ย.56 นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึง การประชุมร่วมรัฐสภาตลอดทั้งสัปดาห์นี้สะท้อนให้เห็นว่า เกิดภาวะสภาทาสอย่างแท้จริง เพราะนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลและส.ว.เหล่านี้ ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางไปลงสมัคร ส.ว.เลือกตั้งได้อีกสมัยหนึ่งติดต่อกัน สถาปนาสภาผัวเมียขึ้นมาใหม่ โดยใช้เวลาสภาทั้งหมดไปคุยแก้ปัญหาส่วนตัว
“เรื่องนี้เป็นสิ่งสะท้อนถึงความอัปยศของรัฐสภาที่ตกอยู่ภายใต้การชี้นำของผู้มีอำนาจ พวกตนในฐานะฝ่ายค้านสัปดาห์นี้ตั้งใจตั้งกระทู้สดเรื่องสินค้าแพง สินค้าเกษตรตกต่ำ แต่ไม่สามารถทำได้เลย จึงอยากถามว่านี่หรือคือสิ่งที่รัฐบาลบอกว่าจะแก้ปัญหาประชาชน เพราะสิ่งที่ทำกลับกลายเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งๆที่ประเทศอยู่ในสภาวะแพงทั้งแผ่นดิน แต่รัฐบาลไม่เคยใส่ใจดูแล อ้างว่าประชาชนคิดไปเอง ทั้งที่ความจริงไม่ใช่แต่เขารู้สึกว่าถูกรัฐบาลทอดทิ้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางไปต่างประเทศ และแปลกใจที่บอกว่าเป็นส.ส.ต้องรับผิดชอบงานสภา แต่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ลืมไปหรือเปล่าว่า ตัวเองไม่ได้ทำหน้าที่สมาชิกรัฐสภา เพราะเป็นผู้ที่เข้าประชุมน้อยที่สุดคนหนึ่ง จึงไม่ทราบว่ากล้าพูดให้คนอื่นให้ความสำคัญกับสภาได้อย่างไร”
โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การเดินทางของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางไปต่างประเทศนั้น แม้จะเป็นเรื่องปกติก็จริง แต่นายกเดินทางบ่อยเกินไป เพราะผู้นำทั่วโลกไม่มีใครเดินทางไปต่างประเทศทุกสองสัปดาห์ ในขณะที่มีปัญหามากมายในประเทศ ทั้งขึ้นราคาแก๊ส ปัญหาการชุมนุมของพี่น้องชาวสวนยางพารา ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขและปัญหาอื่นๆ การที่นายกฯอ้างว่าเดินทางไปเพื่อเปิดการค้าการลงทุน ก็ไม่เป็นความจริง ตัวเลขขาดดุลการค้า 2 ปีต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนมกราคม 2556 ถึงเดือนสิงหาคม 2556 ขาดดุลการค้าไปแล้ว 5.9 แสนล้าน
'ปชป.' ชี้เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท ถือเป็นสัญญาหมดอายุ
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่านายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ แสดงความเห็นหลายกรณีเหมือนกับที่ฝ่ายค้านเคยเตือนรัฐบาลแล้ว เช่น เงินกู้ 3.5 แสนล้าน ที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่รัฐใช้เวลาถึงปีครึ่ง หาผู้ประมูลจากเกาหลีและจีน ทำให้เดินหน้าแก้ปัญหาน้ำไม่ได้ ทั้งที่มีเวลาถึง 18 เดือน ดังนั้นหากเกิดปัญหาน้ำท่วมรัฐบาลต้องรับผิดชอบ อีกทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ระบุชัดเจนว่า สัญญากู้เงินที่ยังไม่มีการเบิกเงินตามระยะเวลาที่กำหนด ถือว่าสัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะ
“กรณีเงินกู้ 3.5 แสนล้านนั้น ตามพระราชกำหนดระบุให้ต้องกู้ภายในเดือนมิถุนายน 2556 แต่รัฐบาลกลับมีแค่การเซ็นสัญญาโดยไม่ได้มีการเบิกเงินกู้จริง จึงถือเป็นสัญญาที่หมดอายุ จึงนับได้ว่าเป็นโมฆะแล้ว ดังนั้นถ้ามีการส่งเรื่องให้ตีความเรื่องนี้อย่าโทษคนอื่น เพราะรัฐบาลถ่วงเวลาเพื่อตกลงกับผู้รับเหมา ทำให้ประเทศชาติเสียประโยชน์” นายชวนนท์ กล่าว
นายชวนนท์ กล่าวว่า กรณีพ.ร.บ.นิรโทษกรรมไม่ว่าจะฉบับไหน นายวสันต์พูดชัดว่าไม่มีทางแบ่งแยกที่จะไม่นิรโทษหรือเลือกปฏิบัติให้ใครได้ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นแกนนำหรือใครก็ตาม ก็จะได้รับนิรโทษกรรมทั้งสิ้น โดยจะล้างผิดให้ทุกคน ซึ่งตนคิดว่าเป็นการพูดความจริงที่หลายฝ่ายรู้ดีว่า การอ้างจะนิรโทษกรรมเฉพาะประชาชนเป็นความเท็จ โดยผู้ที่ติดบ่วงสู้คดีในขณะนี้ มีแต่แกนนำที่ต้องไปขึ้นศาล มีแต่พวกสั่งการที่จะขอล้างผิดในขณะนี้
“ผมคิดว่าพี่น้องเสื้อแดงที่พ้นผิดไปแล้วต้องทวงความยุติธรรมให้ตัวเอง ไม่ใช่ประชาชนรับผิดฝ่ายเดียวแต่แกนนำได้รับการนิรโทษกรรมขอให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าออกมาต่อต้านกฎหมายล้างผิด ทั้งนี้ขอขอบคุณไปยังสภาองค์การนักศึกษาหลายแห่ง ที่ออกมาต่อต้านกฎหมายล้างผิด การแก้ไขรัฐธรรมนูญฟื้นสภาผัวเมีย สภาทาส โดยเชื่อว่าหากนักศึกษา ปัญญาชน ลุกขึ้นมาร่วมกันต่อต้านก็จะมีพลังในการต่อต้านการกินรวบประเทศไทยและรัฐบาลที่ละทิ้งประชาชน ทำให้รัฐบาลต้องหันกลับมาดูแลประชาชน” นายชวนนท์ กล่าว
'ปชป.' เตือน 'รัฐบาล' หากไม่แถลงผลงานปี 56 ขัดรธน.
นายจุรินทร์ กล่าวถึงกรณีที่นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่า รัฐบาลกำลังดำเนินการผิดรัฐธรรมนูญในเรื่องไม่แถลงผลงานรัฐบาล ปี 2556 ว่า พรรคประชาธิปัตย์ติดตามอยู่แล้ว และเรียกร้องมาตลอดให้รัฐบาลดำเนินการแถลงผลงานต่อรัฐสภา จะโทษรัฐสภาว่าไม่ดำเนินการไม่ได้ เพราะเรื่องนี้รัฐบาลต้องประสานงานกับรัฐสภา ไม่ใช่การเสนอเรื่องเข้ามาแล้วให้ค้างอยู่อย่างนี้ไม่ได้ รัฐบาลมีภาระต้องแถลงผลงานปีละครั้งตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์จะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบหรือไม่ ตนยังไม่ขอตอบ แต่ขอเตือนรัฐบาลว่าเรื่องนี้หมิ่นเหม่ต่อการขัดรัฐธรรมนูญจริงๆ
จี้สภาฯพิจารณาร่างพ.ร.บ.ผู้ตรวจเงินฯ สอบผู้ใช้เงินแผ่นดินในทางไม่ชอบ
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวถึงกรณีที่วิปรัฐบาลจะนัดประชุมรัฐสภาในวันจันทร์-วันพุธ ว่าขณะนี้ยังไม่เห็นรายละเอียดชัดเจน จะต้องดูกันต่อไป ขณะนี้มีกฎหมายสำคัญที่ควรจะพิจารณาหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็น ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจเงินแผ่นดิน ที่ค้างการพิจารณาในวาระแรก เมื่อไม่มีพิจารณาทำให้ไม่สามารถแต่งตั้งผู้ตรวจเงินแผ่นดินได้ และจะเป็นประโยชน์ให้กับคนที่ใช้เงินแผ่นดินไปในทางที่มิชอบและขอเรียกร้องให้เร่งพิจารณากฎหมายฉบับนี้
ชี้ 'ปธ.สภา' สมคบคิด 'รองปธ.สภา' รวบรัดปิดอภิปราย
ส่วนกรณีที่มีความพยายามจากส.ส.ฝ่ายรัฐบาลรวบรัดเสนอปิดอภิปรายโดยอ้างอภิปรายซ้ำซาก นายจุรินทร์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากผิดข้อบังคับ หากยังมีผู้สงวนความเห็นและเสนอคำแปรญัตติ และยังไม่ได้ออภิปราย ก็ไม่สามารถปิดอภิปรายได้ เพราะถือเป็นสิทธิชอบธรรมตามรธน. ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นการจำกัดสิทธิของสมาชิกและจะให้รัฐธรรมนูญเป็นปัญหา นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่า จะมีการฮั้วจับมือกันระหว่างประธานรัฐสภา รองประธานรัฐสภาสมคบกัน เพราะนายสมศักดิ์ เคยวินิจฉัยว่า ให้สมาชิกที่สงวนความเห็นและแปรญัตติได้อภิปราย ดังนั้นหากจะมีการรวบรัดปิดอภิปรายก็จะให้นายนิคม ขึ้นมาทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม ถือว่าเป็นการสบคมคิดกันทำผิดรัฐธรรมนูญ
เมื่อถามว่า มีการมองว่า นายสมศักดิ์ตีสองหน้าหรือไม่ นายจุรินทร์ กล่าวว่า การที่ฝ่ายรัฐบาลจะรวบรัดปิดอภิปรายนั้น ฝ่ายค้านก็มีหน้าที่ได้เพียงท้วงติงเพื่อให้มีการบันทึกไว้ที่ประชุม เนื่องจากสามารถทำไปเป็นหลักฐานการพิจารณาของศาลได้ อย่างไรก็ตาม ตนขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี เลิกไปต่างประเทศได้แล้ว ขอให้อยู่แก้ไขปัญหาความเดือนร้อนของประชาชน
'ปชป.' เผยยื่น 'ปปช.' สอบทุจริตปม 'จำนำข้าว' อยู่ในขั้นตอนไต่สวน
นายจุรินทร์ กล่าวถึง การตรวจสอบโครงการจำนำข้าวของรัฐบาล ว่า ทางพรรคประชาธิปัตย์ได้ยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบพร้อมส่งข้อมูลต่างๆ ครบถ้วนแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนไต่สวนของ ป.ป.ช. โดยทราบว่า ยังมีอีกหลายเรื่องที่ ป.ป.ช.กำลังไต่สวน อาทิ การทุจริตงบประมาณช่วยเหลือน้ำท่วม 1.7 แสนล้านบาท รวมทั้งกรณีมาตรา 103/7 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ที่รัฐบาลไม่สั่งการให้หน่วยงานของรัฐ เปิดเผยราคากลางในการประมูลของหน่วยงาน รวมทั้งไม่ให้มีการเผยแพร่ทางเว็บไซต์ และเปิดเผยวิธีคิดคำนวณราคากลาง



