
ส่อง4กองทุนประชานิยมรบ.'ปู'เพิ่มทุนพอกหนี้?
ส่อง 4 กองทุนประชานิยม รบ.'ปู'เพิ่มทุนพอกหนี้? : หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณรายงาน
เพราะ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี โดยสาร “ไอเดียพี่ชาย” กรุยทางเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาล รณรงค์หาเสียงเลือกตั้งปี 2554 ด้วยนโยบาย “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส”
เพราะ “เสียงส่วนใหญ่” ในจำนวน 19 ล้านเสียงที่โหวตเลือก “พรรคเพื่อไทย” เป็นเสียงของ “ชาวรากหญ้า”
เป็นผลให้ “ยิ่งลักษณ์ กับพวก” ต้องรักษาคำมั่น-ทำตามสัญญาอย่างมิอาจบิดพลิ้ว ซึ่งในช่วงครึ่งเทอมที่ผ่านมา “รัฐบาลน้องสาว” ได้แปลง “ตัวเลขในกระดาษ” เป็น “งบประมาณจริง” โยนใส่ “3 กองทุนประชานิยม” บวก “1 โครงการ” ไปแล้ว 77,675 ล้านบาท ด้วยเหตุผลต้องการให้ประชาชนทั้ง 77 จังหวัดได้ลืมตา อ้าปาก มีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนอย่างเท่าเทียม
ล่าสุด “เครือเนชั่น” ได้ตรวจสอบความซ้ำซ้อนที่สร้างความสับสน พร้อมส่องสถานะของ “กองทุนประชานิยมหลัก” พบว่า 1.กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ รัฐบาลจัดสรรงบลงกองทุนแล้ว 44,730 ล้านบาท จากเป้าหมาย 79,255 ล้านบาท 2.กองทุนพัฒนาศักยภาพหมู่บ้านและชุมชน หรือ เอสเอ็มแอล จัดงบลงกองทุนแล้ว 29,862 ล้านบาท จากเป้าหมาย 30,000 ล้านบาท 3.โครงการพัฒนาเมือง อนุมัติแล้ว 16 โครงการ งบประมาณรวม 16.15 ล้านบาท และ 4.กองทุนและพัฒนาบทบาทสตรี อนุมัติแล้ว 39,586 โครงการ งบประมาณรวม 3,067 ล้านบาท จากเป้าหมาย 7,700 ล้านบาท ทั้งนี้ เฉพาะกองทุนหมู่บ้านที่ดำเนินการมา 12 ปี นับจาก “รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร” ปัจจุบันพบยอดหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) รวมแล้วร้อยละ 5 ของกองทุนรวมมูลค่า 2 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นเงินประมาณ 1 หมื่นล้านบาท และยังมีหนี้ค้างชำระสะสมจากผู้กู้อีกกว่าร้อยละ 30 หรือคิดเป็นเงินกว่า 6.2 หมื่นล้านบาท ขณะที่กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี และกองทุนเอสเอ็มแอล อยู่ระหว่างการประเมินผล ก่อนรายงานรัฐบาลภายในเดือนตุลาคม
นายนที ขลิบทอง ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) กล่าวว่า การบริหารกองทุนทั้ง 4 กองทุนไม่ซ้ำซ้อนกัน เนื่องจากแต่ละกองทุนมีวัตถุประสงค์ต่างกัน ในส่วนของกองทุนหมู่บ้านเป็นกองทุนสำหรับบุคคลที่เป็นสมาชิก โดยสามารถขอกู้เงินเพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพได้ ซึ่งในต่างจังหวัดส่วนใหญ่จะกู้เงินไปซื้อวัสดุทางการเกษตร ส่วน กทม.กู้ไปซื้ออุปกรณ์ประกอบอาชีพบริการ ส่วนงานวิจัยและเสียงวิจารณ์เรื่องการกู้เงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เช่น นำไปซื้อโทรศัพท์มือถือ หรือรถกระบะ หรือรถมอเตอร์ไซค์นั้น ถือเป็นการมองมุมแคบ เพราะคนชนบทวิถีชีวิตไม่เหมือนคนกทม. เขาอาจซื้อโทรศัพท์มือถือเพื่อติดต่อค้าขาย ไม่ได้เอาโทรศัพท์ไปใช้คุยกับแฟน แชทกับเพื่อน หรือเอารถไปใช้ขนผัก ไม่ใช่ขับรถไปรับแฟน จึงไม่อยากให้มองว่ากู้เงินไปซื้ออะไร แต่ขอให้ดูวัตถุประสงค์ในการใช้งาน วงเงินที่ขอกู้เหมาะสมหรือไม่ และสามารถใช้เงินต้นคืนกองทุนได้หรือไม่ ถ้าครบทั้ง 3 ข้อนี้ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านก็รับได้
“ถ้ากรรมการบริหารกองทุนไม่ดี กองทุนหมู่บ้านอยู่มาไม่ถึง 12 ปีหรอก ปัจจุบันมีเงินทุนหมุนเวียนในกองทุนประมาณ 206,965 ล้านบาท ถ้าเราทำไม่ดี รัฐบาลใส่เงินมาเท่าไหร่ เงินก็ต้องหายไปหมด แต่นี่ร้อยละ 60-70 เงินยังอยู่ ซึ่ง 12 ปีนี้ ยอดหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ไม่เกินร้อยละ 5 ของกองทุนรวมตามคำประเมินของ 3 ธนาคารรัฐ คือ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารกรุงไทย อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าเกณฑ์การประเมินเอ็นพีแอลนี้ต่างจากเกณฑ์ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่หากผู้กู้ผิดชำระหนี้เพียง 1 วันก็จะแทงเป็นเอ็นพีแอลทันที แต่กรณีเงินกู้กองทุนหมู่บ้าน แม้ผู้กู้ไม่มาชำระเงินตามกำหนด แต่ถ้ามาทำเรื่องขอผ่อนชำระหนี้ มาเซ็นรับสภาพหนี้ อย่างนี้ถือว่ายังหาตัวผู้รับผิดชอบได้อยู่ ธนาคารจะยังไม่แทงเป็นหนี้สูญ ซึ่งสมาชิกที่มีปัญหาเช่นนี้มีอยู่ประมาณร้อยละ 30” นายนทีกล่าวและว่า ขณะนี้มีสมาชิกกองทุนหมู่บ้านทั่วประเทศ 12.8 ล้านคน และตั้งเป้าขยายสมาชิกเป็น 19 ล้านคน ภายในปี พ.ศ.2559 โดยเน้นกลุ่มเยาวชนมากขึ้น พร้อมปรับภาพลักษณ์จาก “กองทุนเงินกู้” เป็น “กองทุนเงินออม”
ส่วนปัญหาเรื่องกรรมการกองทุนหมู่บ้านขาดประสิทธิภาพ เช่น เบี้ยวหนี้เป็นตัวอย่างให้ชาวบ้านเห็น จึงชวนกันเบี้ยวทั้งหมู่บ้านนั้น นายนทีกล่าวว่า ได้มีการตรวจสอบทางกฎหมายแล้ว ที่ผ่านมามีการฟ้องร้องกรรมการทั่วประเทศทั้งคดีแพ่งและอาญาประมาณ 5,000 คดี คิดเป็นวงเงินฟ้อง 400 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ถือเป็นตัวเลขน้อยหากเทียบกับงบ 2 แสนล้านบาท อีกทั้งกรรมการมีวาระ 2 ปี หากใครทำตัวไม่ดี ชาวบ้านในหมู่บ้านก็จะไม่เลือกให้กลับเข้าไปเป็นกรรมการกองทุนใหม่
นายนทีกล่าวต่อว่า ส่วนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีมีปรัชญาในการดำเนินการคล้ายคลึงกับกองทุนหมู่บ้าน แต่ต้องรวมกลุ่มสตรีให้ได้ 5 คนขึ้นไปถึงจะมาขอกู้เงินได้ ดังนั้นผู้หญิงอาจเป็นสมาชิกได้ทั้ง 2 กองทุน มีสิทธิขอกู้ได้ทั้ง 2 กองทุน ส่วนจะได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะกรรมการกองทุนนั้นๆ ซึ่งกรรมการกองทุนสตรีส่วนหนึ่งเคยเป็นกรรมการกองทุนหมู่บ้านมาก่อน ก็จะมีประสบการณ์และรู้วิธีการบริหารจัดการกองทุน ก็ต้องเชื่อใจกรรมการด้วยว่าเขาต้องดูอย่างดีที่สุดและไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน ส่วนกองทุนเอสเอ็มแอล เป็นกองทุนสำหรับชุมชนในรูปแบบเงินให้เปล่า ซึ่งตั้งงบไว้ที่จังหวัดตามสัดส่วนประชาชน จากนั้นให้หมู่บ้านหรือชุมชนทำประชาคม ขออนุมัติจากคณะกรรมการกองทุนเอสเอ็มแอลในพื้นที่ โดยไม่ต้องเขียนโครงการ หากได้รับการอนุมัติก็โอนเงินได้เลย ซึ่งขณะนี้กำลังประเมินผลทั้ง 2 กองทุนก่อนรายงานรัฐบาลในเดือนตุลาคม
นายนทียังกล่าวถึงเสียงวิจารณ์ว่าสารพัดกองทุนของรัฐบาลกำลังก่อให้เกิดอาชีพใหม่คือ “นักเขียนโครงการ” ขึ้นตามจังหวัดต่างๆ โดยยอมรับว่ามีจริง ซึ่งคนเหล่านี้อาจเป็นข้าราชการในพื้นที่ หรือคนที่มีความสัมพันธ์อันดีกับกรรมการกองทุนและพอมีความรู้ว่าต้องเขียนโครงการลักษณะไหนถึงจะได้รับอนุมัติงบ ก็จะเข้าไปแทรกซึมรับจ้างตามหมู่บ้านหรือชุมชน แล้วหักหัวคิวจากชาวบ้านร้อยละ 30 ของเงินก้อนที่ชุมชนได้รับการอนุมัติ ซึ่งอาชีพนักเขียนโครงการนี้ระบาดหนักในช่วงที่กองทุนเอสเอ็มแอลแปลงสภาพเป็นกองทุนชุมชนพอเพียงในยุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อปี 2552-2554 พอรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเข้ามาบริหาร แล้วฟื้นกองทุนเอสเอ็มแอล จึงยกเลิกขั้นตอนการเขียนโครงการส่งไปเลยเพื่อตัดเหลือบในวงการ
ด้านนายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า การที่รัฐบาลจัดสรรงบประมาณผ่านกองทุนต่างๆ โดยหลักการถือเป็นเรื่องดีที่จะทำให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำ แต่รัฐบาลก็ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ทำไมต้องตั้งกองทุนมากมายขนาดนี้ นอกจากทำตามนโยบายหาเสียง และประโยชน์ที่ชาวบ้านจับต้องได้จริงๆ คืออะไร เพราะในส่วนของกองทุนเอสเอ็มแอล ยังมีคำถามว่า ตัวแทนที่ไปทำประชาคมเพื่อของบไปทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ให้ชุมชน เป็นตัวแทนที่แท้จริงของชาวบ้านมากน้อยแค่ไหน หรือในส่วนของกองทุนหมู่บ้าน ก็มีงานวิจัยออกมาจำนวนมากในช่วง 10 ปี ว่า ชาวบ้านที่ได้ประโยชน์จากกองทุนหมู่บ้านจริงๆ มีไม่ถึงครึ่ง ส่วนแนวคิดในการปรับภาพลักษณ์กองทุนหมู่บ้านเป็น “กองทุนเงินออม” และเพิ่มสมาชิกให้ได้ 19 ล้านคนนั้น หากทำให้กองทุนเข้มแข็งได้จริงก็ถือเป็นเรื่องดี แต่ถ้าดูแลไม่ดีก็จะกลายเป็นการเพิ่มยอดคนที่จะเข้ามาแบ่งเงินกู้ในหมู่บ้านเท่านั้น
“ตัวเลขเอ็นพีแอล ที่ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านระบุว่า มีเพียงร้อยละ 5 ต้องดูว่าประเมินจากฐานอะไร เพราะเท่าที่ผมเคยลงพื้นเก็บข้อมูลจากบางหมู่บ้าน พบว่า ชาวบ้านจะใช้แท็กติก “ผลัดผ้าขาวม้า” คือเมื่อถึงกำหนดชำระหนี้คืนกองทุนหมู่บ้าน แต่ไม่มีเงินใช้ ก็จะไปกู้เงินนอกระบบมาคืนก่อนเพื่อรักษาสิทธิขอกู้ในปีต่อไป จากนั้นพอได้เงินกู้จากกองทุนหมู่บ้านรอบใหม่ก็เอาเงินไปใช้หนี้นอกระบบ นั่นหมายความว่า จริงๆ เงินกู้มันหมดไปแล้ว แต่บัญชีหนี้สูญกลับไม่โผล่ในกองทุนหมู่บ้าน ดังนั้นตัวเลขเอ็นพีแอลจริงๆ คงไม่ใช่แค่ร้อยละ 5 แต่น่าจะเป็นร้อยละ 30-40 หรือไม่” นายสมชัยกล่าว
เขายังกล่าวเรียกร้องให้ประชาชนรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็งเพื่อติดตามตรวจสอบการเบิกจ่ายเงินของทุกกองทุนว่านำเงินไปทำอะไร ไม่ใช่รู้สึกว่ามีลาภลอยมาก็รับไปใช้เปล่าๆ ตลอดจนติดตามการทำหน้าที่ของคณะกรรมการกองทุนต่างๆ ที่มีบทบาทสำคัญในการพิจารณาอนุมัติงบประมาณหรือไม่ด้วย
---------------
(หมายเหตุ : ส่อง 4 กองทุนประชานิยม รบ.'ปู'เพิ่มทุนพอกหนี้? : หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณรายงาน)



