ข่าว

'ปชป.'อัด'รบ.'ไร้จริงใจแก้ราคายาง

'ปชป.'อัด'รบ.'ไร้จริงใจแก้ราคายาง

08 ก.ย. 2556

"องอาจ" อัด "รบ." ไร้จริงใจแก้ราคายางตกต่ำ แถมใส่ร้ายเกษตรกรมีการเมืองหนุน สร้างกระแสสังคมให้เกลียดชังเกษตรกร แบ่งแยก "ปชช." เตือนเดินหน้าต่อปัญหาไม่จบ




          วันที่ 8 ก.ย.56 นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการแก้ปัญหาชาวสวนยางพาราของรัฐบาลว่า เป็นไปด้วยความล่าช้า เพราะเกือบ 2 ปีที่เข้ามาเป็นรัฐบาลชาวสวนยางพารา เรียกร้องอย่างสันติมาโดยตลอดทุกช่องทาง แต่ไม่มีใครสนใจแก้ปัญหาจนชาวสวนยางพาราต้องเรียกร้องให้ส.ส.ในพื้นที่สะท้อนปัญหา ซึ่งเมื่อนำมาพูดในสภาหลายครั้ง ด้วยการยื่นกระทู้สด ญัตติ และการพยายามรวมรวมข้อมูล เพื่อมอบให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แต่ไม่ได้พบ กลับส่งบุคคลที่ไม่ได้รับผิดชอบมาพบจึงแก้ปัญหาไม่ได้
    
          “รัฐบาลทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนจนประชาชนทนต่อไปไม่ไหว ออกมาเรียกร้องสิทธิของตัวเอง แต่รัฐบาลยังไม่ดูดำดูดี ส่งนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ รองเลขานายกรัฐมนตรี ไปเจรจาทำให้ชาวสวนยางเห็นว่าไม่จริงใจ จึงยกระดับการชุมนุมกดดันรัฐบาลมากขึ้น ทั้งปิดถนน ทางรถไฟ โดยรัฐบาลใช้การปราบปราม ก่อนจะส่งรองนายกรัฐมนตรีไปเจรจาในภายหลัง แต่ได้ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมไปแล้ว รัฐบาลควรนำเรื่องนี้เป็นบทเรียนว่าไม่ควรนิ่งเฉย จนเกษตรกรต้องชุมนุม เพราะถ้าแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นก็จะไม่มีการชุมนุมบานปลายมาถึงปัจจุบัน แต่ที่เกษตรกรต้องปิดถนน ทางรถไฟ เพราะไม่มีทางเลือก รัฐบาลจึงเข้ามาดูแลปัญหาเกษตรกร ทั้งที่ควรต้องไปดูแลปัญหาอย่างสันติตั้งแต่เบื้องต้น และในขณะนี้มีการเคลื่อนไหวของเกษตรกรอื่น ๆ ที่กำลังออกมาเรียกร้องมากขึ้น เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง จึงขอฝากว่านายกควรจริงใจแก้ปัญหาอย่างจริงจังตั้งแต่ยังไม่มีการชุมนุม แต่ถ้าปล่อยให้มีกรชุมนุมจะก่อให้เกิดผลกระทบเช่นกรณีการชุมนุมสวนยางพารา” นายองอาจ กล่าว





แนะ 5 ข้อ เป็นบทเรียนแก้ปัญหาสินค้าเกษตรอื่น
    
          นายองอาจ กล่าวถึงการแก้ปัญหาความเดือดร้อน ชาวสวนยางพาราของรัฐบาลว่า มีพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง 5 เรื่อง คือ 1. เมื่อมีการชุมนุมรัฐบาลใส่ร้ายชาวสวนยางพารา โดยบอกว่าเป็นม็อบจัดตั้งโดยกลุ่มหน้ากากขาว การเมือง ไม่ใช่เกษตรกรที่เดือดร้อน  2.กล่าวหานักการเมืองในพื้นที่หนุนหลัง เพื่อล้มรัฐบาลแต่การชุมนุมของชาวสวนยางพาราชัดเจนว่า เป็การชุมนุมด้วยตัวเองจึงมีข้อเสนอที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ส่วน ส.ส.ในแต่ละพื้นที่ก็ไปดูแลยืนเคียงประชาชน จึงไม่ควรกล่าวหานักการเมืองในพื้นที่  3.ใช้วิธีแบ่งแยกประชาชน ปล่อยข่าวให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกกันเอง ทั้งในกลุมผู้ชุมนุม และประชาชนในจังหวัดนั้น ๆ 4.สร้างกระแสใช้กลไกรัฐทุกระดับ ให้สังคมเกลียดชังผู้่ชุมนุม จนต้องยกระดับการชุมนุมเพิ่มอีก 5.รัฐบาลใช้กำลังเจ้าหน้าที่จัดการเกินกว่าเหตุ แม้การชุมนุมในณะนี้จะยุติชั่วคราวแต่ยังมีการเรียกร้องว่าให้ชดเชย 90 บาทภายใน 7 วัน และผลักดันราคายางพาราไม่ต่ำกว่า 100 บาทภายในสามถึงสี่เดือน
    
          นายองอาจ กล่าวว่า ถ้ารัฐไม่ได้ดำเนินการตนคิดว่าการชุมนุมอาจจะเกิดขึ้นอีก จึงขอให้รัฐบาลและนายกมองการแก้ปัญหาว่าประชาชนเดือดร้อน และควรเห็นใจประชาชนมีท่าทีผ่อนปรน มากกว่าแข็งกร้าวเอาปัญหาเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เอาความต้องการของรัฐบาลเป็นตัวตั้ง อย่าใช้เล่ห์เพทุบายกับผู้ชุมนุม หากรัฐจริงใจแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ก็สามารถพูดคุยหาทางออกได้ แต่ถ้าใช้เล่ห์เพทุบายเชื่อว่าจะแก้ปัญหาไม่ได้ ซึ่งจะทำให้ชาวสวนยางพารายกระดับการชุมนุม มากขึ้น จนสถานการณ์บานปลายเกิดความไม่สงบในประเทศได้ ขอให้นายกฯสั่งการให้ผู้เกี่ยวข้อง และตัวเองว่าควรแก้ปัญหาชาวสวนยางพาราอย่างจริงจังด้วย





บี้"รบ."ออกมาตรการช่วยเหลือปชช.ให้ทั่วถึงด่วน อัดรบ.ไร้มาตการคุมของแพง

          นายองอาจ แถลงว่า ปัญหาสินค้าราคาแพงเกิดจากการขึ้น ค่าไฟ และแก๊สหุงต้ม ทำให้กระทบต่อประชาชน แต่เมื่อดูการแก้ปัญหาเพื่อช่วยเหลือประชาชน ยังเป็นในทิศทางที่ไม่สามารถช่วยค่าครองชีพให้กับประชาชนได้ โดยในการประชุมครม.เศรษฐกิจที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา อ้างว่ายังไม่มีเอกชนรายใดขอปรับราคาสินค้า แต่ขอให้ประเมินล่วงหน้ากับราคาสินค้าแต่ละตัว แสดงว่ารัฐรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดปัญหา เหตุใดจึงไม่มีมาตรการช่วยแต่กลับมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

     นายองอาจ กล่าวว่า รัฐบาลยังซ้ำเติมประชาชนว่าไม่เป็นความจริง รู้สึกไปเองทั้งที่สินค้าราคาแพงทั่วแผ่นดิน แต่รัฐบาลก็ยังใช้วิธีการเดิมๆ คือ จัดธงฟ้าทำในบางพื้นที่ ช่วยเหลือได้ไม่ทั่วถึง ตนจึงขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลให้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างเป็นระบบ เพราะทราบอยู่แล้วว่ากระทบประชาชน จึงต้องรีบแก้ปัญหาสินค้าราคาแพงให้คนจนได้มีชีวิตอยู่ได้ในสภาพราคาสินค้าแพงอย่างในปัจจุบัน




ตำหนิรบ.ใช้เผด็จการเสียงข้างมากปิดปากฝ่ายค้าน เร่ง“แก้ รธน.”เพื่อตัวเอง

    นายองอาจ แถลงว่า การประชุมสภาผู้แทนราษฎรและการประชุมรัฐสภา ในหลายนัดที่ผ่านมา เช่น การนิรโทษกรรม แก้ไขรัฐธรรมนูญ ญัตติเรื่องค่าครองชีพ สินค่าราคาแพง และยางพาราตกต่ำ แต่รัฐบาลกลับมีพฤติกรรมขอปิดอภิปรายไม่ให้ฝ่ายค้านทำงานอย่างเต็มที่ ใน 3 เหตุการณ์ คือ 1.การเสนอปิดอภิปรายกฎหมายนิรโทษกรรม ทั้งที่ส.ส. ฝ่ายค้านยังทำหน้าที่ได้ไม่ครบถ้วน  2.การขอปิดอภิปรายราคายางพารา สินค้ากษตรตกต่ำ ค่าครองชีพ โดยส.ส.ยังอภิปรายไปได้เพียงไม่กี่คน ส.ส.รัฐบาลก็เสนอขอปิดการอภิปราย

    นายองอาจ กล่าวว่า 3.ที่สำคัญคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว.แต่ส.ส.รัฐบาลก็ยังเสนอปิดอภิปราย ในช่วงที่นายนิคมทำหน้าที่ โดยใช้สภาเป็นเครื่องมือปิดปากฝ่ายค้าน จนไม่สามารถทำหน้าที่แทนประชาชนได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่งเพราะจะก่อให้เกิดปัญหาบานปลายตามมาได้

    “ การเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่ในสภาอย่างเต็มที่ จะเกิดประโยชน์ต่อบ้านเมืองมากกว่าการปิดปาก แต่รัฐบาลกลับทำให้เกิดเผด็จการรัฐสภา จึงขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลถึงการประชุมสภาและรัฐสภาในอนาคตว่า ขอให้ยุติการกระทำปิดปากส.ส.ฝ่ายค้าน ไม่ให้ทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของประชาชน โดยใช้เสียงข้างมากลากความไม่ถูกต้อง ให้เกิดขึ้นเป็นเผด็จการรัฐสภา โดยหวังว่าจะไม่เห็นเหตุการณ์เช่นนี้อีก จึงขอใหัรัฐบาลจริงใจในการใช้เวทีสภา รับฟังและแก้ปัญหาประชาชนเหมือนที่นายกพูด โดยนายกฯต้องตระหนักในสิ่งที่ตัวเสนอให้ใช้เวทีสภาแก้ปัญหา และต้องปฏิบัติด้วยไม่ใช่เพียงแค่พูดอย่างเดียว

    นายองอาจ กล่าวถึงการประชุมรัฐสภาเมื่อวันเสาร์ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดปัญหาองค์ประชุมไม่ครบ จนการประชุมรัฐสภาล่ม และหลังจากที่ควบคุมองค์ประชุมไม่ได้ ทำให้วิปรัฐบาลจะใช้วิธีประชุมรัฐสภา 5 วัน ทั้งสัปดาห์หน้า เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ขอให้ทบทวนเพราะในวันพุทธ พฤหัสบดี ควรให้ส.ส.ได้ประชุมตามปกติเพื่อใช้เวทีรัฐสภา แก้ปัญหาทั้งการทุจริตคอร์รัปชั่น การโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม สินค้าเกษตรตกต่ำ และสินค้าราคาแพง เพื่อทำหน้าที่ส.ส.ในฐานะเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ได้ทำหน้าที่แทนประชาชน แต่รัฐบาลกลับเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตัวเองและพวกพ้อง สำคัญมากกว่าการแก้ปัญหาให้กับประชาชน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะทำให้ส.ส.ไม่ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล และ ออกกฎหมายเพื่อประชาชน จึงขอให้ประธานสภา ไปหารือร่วมกับวิปรัฐบาลเพื่อทบทวนเรื่องนี้ และรัฐบาลต้องคิดเรื่องนี้อย่างจริงจังด้วย