
หลาก'ปฏิรูป'หวังแก้ปัญหาประเทศ?
หลาก'ปฏิรูป'หวังแก้ปัญหาประเทศ? : อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิรายงาน
สภาพติดหล่มทางการเมืองทำให้ประเทศของเราจมอยู่กับความขัดแย้งมาเป็นเวลานาน ส่งผลให้วันนี้มีหลายฝ่ายพยายามเดินหน้าที่จะก้าวให้พ้นปัญหา และบางฝ่ายก็กำลังใช้กระบวนการแก้ปัญหาสร้างคะแนนเสียงทางการเมืองตอกย้ำความขัดแย้งให้ยิ่งมากขึ้นไปอีก
ดังนั้นนาทีนี้เราจึงได้ยินคำว่า "ปฏิรูปการเมือง" "ปฏิรูปประเทศ" "หาทางออกประเทศ" ออกมาจากกลุ่มการเมืองที่หลากหลาย และปฏิเสธไม่ได้ว่า กลุ่มแรกที่จุดประเด็นนี้จนกลายเป็นกระแสขึ้นมาคือรัฐบาล
รัฐบาลเสนอแนวคิด เวทีสภาปฏิรูปการเมือง ภายใต้ชื่อ “เดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย พัฒนาประชาธิปไตย และประเทศร่วมกัน” โดยหวังจะให้กลุ่มคนที่หลากหลาย และมีความขัดแย้ง ได้มาพูดคุยกันถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น โดยได้ส่งเทียบเชิญไปยังกลุ่มคนต่างๆ ทั้งคนที่ใกล้ชิดกับขั้วอำนาจปัจจุบัน กลุ่มที่เห็นต่าง พรรคฝ่ายค้าน ภาคเอกชน สื่อมวลชน ฯลฯ ซึ่งเวทีนี้ก็ได้เริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมา
ครั้งนั้น "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานในที่ประชุม และชี้แจงรูปแบบว่า รัฐบาลจะเป็นผู้เริ่มต้นในการจัดเวทีพูดคุย แต่จะขอเป็นเพียงผู้ประสานงาน ในการพูดคุยเท่านั้น และเชิญผู้มีประสบการณ์ ที่มีมุมมองแต่ละมิติต่างกัน ออกมาแสดงความคิดเห็น เพื่อหาทางออกร่วมกัน วางอนาคตประเทศไทย
แต่ก็เป็นไปตามที่หลายคนคาดเอาไว้ เมื่อกลุ่มที่ตอบรับโดยมากนั้น มีภาพลักษณ์ และความสัมพันธ์ที่เหลื่อมซ้อนอยู่กับรัฐบาล ขณะที่กลุ่มขั้วตรงข้ามกับรัฐบาลปฏิเสธที่จะเข้าร่วมเวที
เหตุผลหลักที่ไม่เข้าร่วมนั้น ถูกอธิบายว่า รัฐบาลไม่มีความจริงใจในการปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริง พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลถอนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมออกจากการพิจารณาของสภาเพื่อพิสูจน์ความจริงใจก่อน ซึ่งเมื่อยื่นเงื่อนไขที่ทำไม่ได้ ดังนั้นจึงเท่ากับการบอกปัดไม่เข้าร่วมกลายๆ นั่นเอง
แต่รัฐบาลก็ยังไม่หมดความพยายาม โดยขอร้องให้อดีตนายกฯ ผู้ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกกลุ่มการเมืองอย่าง "บรรหาร ศิลปอาชา" เป็นผู้ประสานงานคุยกับกลุ่มต่างๆ อีกครั้ง โดยสัปดาห์หน้าเขาจะเข้าพบกับ ทั้งอดีตนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน และ นพ.ประเวศ วะสี ซึ่งทั้งสองเคยทำงานกับสภาปฏิรูปและสมัชชาปฏิรูปในยุคที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล
และที่เป็นไฮไลท์คือ วันที่ 15 กันยายน "บรรหาร" จะเป็นผู้เข้าหารือกับพรรคประชาธิปัตย์ด้วยตัวเอง ซึ่งวงนั้นจะมีทั้ง "ชวน หลีกภัย" "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" และ "สุเทพ เทือกสุบรรณ"
รัฐบาลพยายามเดินหน้าทุกวิถีทาง รวมไปทั้งการเชิญบุคคลระดับโลกอย่าง "โทนี แบลร์" อดีตนายกฯ อังกฤษ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านการแก้ปัญหาความขัดแย้งมาให้คำแนะนำจนกลายเป็นอีเวนท์ระดับชาติมาแล้ว
เมื่อรัฐบาลเดินหน้าเต็มตัว แรงกดดันจึงมาตกที่พรรคฝ่ายค้านอย่าง "ประชาธิปัตย์"
งานนี้ประชาธิปัตย์จึงเริ่มขยับตัว โดยเสนอที่จะจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศภาคประชาชน โดย "นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ" กรรมการบริหารพรรคอธิบายถึงแนวคิดนี้ว่า คณะกรรมการปฏิรูปประเทศภาคประชาชน มีองค์กรภาคประชาชนเข้าร่วม 40-50 กลุ่ม ตั้งวงเสวนา โดยใช้ต้นแบบจากพิมพ์เขียวประเทศไทยของพรรคประชาธิปัตย์ และจากผลการศึกษาของคณะกรรมการชุดของ "อานันท์ ปันยารชุน" "นพ.ประเวศ วะสี" และ "คณิต ณ นคร" อดีตประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดอง ทั้งนี้การเสวนาจะหาช่องทางถ่ายทอดผ่านสื่อต่างๆ เพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับทราบ แต่คาดว่าใช้เวลานานกว่าจะได้ผลสรุป"
และด้วยความรวดเร็วทันใจ เมื่อมีแนวคิดนี้ออกมา ประชาธิปัตย์จึงตัดหน้า "บรรหาร" ด้วยการเข้าพบ "อานันท์" เมื่อวันที่ 5 กันยายน ที่ผ่านมา เพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่ได้นิ่งดูดายเช่นกัน จากนั้นก็จะเข้าพบกับบุคคลอื่นๆต่อไป
นอกจากขั้วการเมืองในสภาแล้ว ยังมีภาคส่วนอื่นอีกที่ไม่ปล่อยให้รัฐบาลทำหน้าที่ "ปฏิรูป" แต่เพียงผู้เดียว โดย "กลุ่มกรีน" ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นกลุ่มการเมืองของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพราะมี "สุริยะใส กตะศิลา" ร่วมเป็นผู้ประสานงานด้วย
"กลุ่มกรีน" จะเปิดตัว สภาปฏิรูปการเมืองภาคประชาชน ในวันที่ 15 กันยายนนี้ โดย "สุริยะใส" เล่าถึงรูปแบบและที่มาว่า ภาคประชาชนได้หารือกันถึงกระแสปฏิรูปการเมือง โดยเฉพาะกรณีการตั้งเวทีปฏิรูปการเมืองของรัฐบาล โดยเห็นตรงกันว่า แม้ภาคประชาชนส่วนใหญ่จะไม่เข้าร่วมเวทีปฏิรูปของรัฐ แต่ก็ไม่ควรหันหลังให้การปฏิรูปประเทศ หรือปล่อยให้นักการเมืองผูกขาดเป็นเจ้าภาพ จึงเห็นตรงกันว่า จะตั้งสภาปฏิรูปการเมืองภาคประชาชนขึ้นมา โดยเป็นองค์กรแนวระนาบ เน้นการประสานงาน อำนวยการให้ภาคประชาสังคมทุกระดับมาร่วมกันพูดคุยเสนอแนะ และร่วมไม้ร่วมมือกันเพื่อสร้างพลังทางสังคมขึ้นมา เพราะถ้าขาดพลังทางสังคมการปฏิรูปจะไม่เกิดขึ้นโดยภาคการเมืองเด็ดขาด
"ทั้งนี้สภาปฏิรูปที่จะตั้งขึ้นนั้น ในเบื้องต้นจะเน้นองค์กรภาคประชาสังคมเป็นหลัก ยังไม่เชิญนักการเมืองหรือพรรคการเมืองมาร่วมแต่อย่างใด"
ในส่วนของผู้ที่จะเข้าร่วมนั้น คาดการณ์กันได้ไม่ยากว่า คงเป็นภาคประชาชน หรือประชาสังคมที่มีความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มพันธมิตรเป็นหลัก
และล่าสุด เมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธมนุษยชนแห่งชาติ ได้มีการแถลงเปิดโครงการก่อตั้ง "สภาปฏิรูปประเทศไทยภาคประชาชน"
โดยผู้ที่แถลงคือ "วฤทธิ์ ชินสาย" ประธานชมรมร่วมใจไทยกู้ชาติ และ "นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ"
หลายคนสงสัยว่า "วฤทธิ์" เป็นใคร เขาเป็นนักเคลื่อนไหวที่อยู่ขั้วตรงข้ามกับพรรคเพื่อไทยมาอย่างยาวนาน เขายังเป็นเลขาธิการเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชั่น ซึ่งหากยังจำกันได้ เครือข่ายนี้ในอดีตดำเนินการโดย "วีระ สมความคิด"
"วฤทธิ์" ยังมีความสัมพันธ์อันดีกับอดีตผู้สนับสนุนพันธมิตรหลายราย และยังคงทำงานร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง
และเมื่อดูคำให้สัมภาษณ์ของเขาถึงแนวคิดเรื่อง สภาปฏิรูปฯ แล้ว ก็น่าจะเดาทางออกได้ไม่ยากว่าแนวทางจะเป็นอย่างไร
"วฤทธิ์" บอกว่า ที่ผ่านมาเป็นที่เห็นกันว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยและกลไกทางการเมืองหลายสมัย โดยเฉพาะรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ได้พากันปกครองประเทศไทยแบบไร้ประสิทธิภาพและศีลธรรม สร้างความแตกแยกในบ้านเมือง กอบโกยผลประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้อง จนเกิดความเดือดร้อนทางสังคมและเศรษฐกิจ รวมทั้งคุณภาพชีวิตของประชาชนตกต่ำ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องร่วมกันดำเนินโครงการนี้ แต่ทั้งนี้สภาปฏิรูปดังกล่าวยังอยู่ช่วงโครงการก่อตั้งเท่านั้น ยังไม่ได้เป็นรูปเป็นร่างหรือมีรูปแบบอย่างไร
อย่างไรก็ตาม ภายหลัง นพ.นิรันดร์ ออกมาปฏิเสธว่า คณะกรรมการสิทธิฯ ไม่ได้เข้าร่วมกับเรื่องดังกล่าว โดยชี้แจงว่า ที่ผ่านมาทางกลุ่มเพียงมาขอความร่วมมือในการประสานหาสถานที่แถลงข่าวเปิดตัวเท่านั้น และยังงงว่าถูกดึงไปร่วมได้อย่างไร
จะเห็นได้ว่า ขณะนี้มีคนทำงานเรื่อง "ปฏิรูป" การเมืองอย่างน้อย 4 กลุ่ม หากมองในแง่ดีก็จะเห็นว่า ทุกคนเริ่มมีความเห็นตรงกันว่า บ้านนี้เมืองนี้ถึงคราวที่ต้องปฏิรูป และย่อมหมายถึงการเริ่มเดินหน้าออกจากวิกฤติ แต่หากมองในแง่ร้าย งานนี้คงสำเร็จยาก เพราะแค่ปฏิรูปก็ยังยึดรูปแบบของตัวเองเป็นหลัก ไม่ยอมร่วมมือกัน และวิธีคิดเช่นนี้เองที่เป็นรากเหง้าของความขัดแย้ง
------------------
(หมายเหตุ : หลาก'ปฏิรูป'หวังแก้ปัญหาประเทศ? : อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิรายงาน)



