ข่าว

'ยูเครนมิใช่ซ่อง'สารคดีเปิดเปลือย'เฟเมน'

'ยูเครนมิใช่ซ่อง'สารคดีเปิดเปลือย'เฟเมน'

08 ก.ย. 2556

'ยูเครนมิใช่ซ่อง'สารคดีเปิดเปลือย'เฟเมน' : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์

 

                      กลุ่มสิทธิสตรี (เฟมินิสต์) ที่เมื่อออกมาเคลื่อนไหวครั้งใด มักประสบความสำเร็จได้พื้นที่หน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทั่วโลกเป็นระยะหลายปีมานี้ ต้องยกให้สาวๆ จาก "เฟเมน" กลุ่มสตรีเคลื่อนไหวในยูเครน ด้วยกลยุทธ์ก๋ากั่นและบ้าบิ่น "เปลือยอก" ในทุกสถานที่เพื่อส่งสารว่า การเปิดเปลือยคือเสรีภาพ (Nudity is Liberty)

                      ทว่านับจากถือกำเนิดในยูเครนเมื่อปี 2551 และขยายออกไปในต่างแดน โดยเป้าหมายประท้วงมีตั้งแต่ต่อต้านการเหยียดเพศ การกดขี่ทางศาสนา และเผด็จการอำนาจนิยม บุคคลที่ตกเป็นเป้าประท้วงรวมถึงอดีตสมเด็จพระสันตปาปาเบเนดิกต์ที่ 16  ผู้ปกครองอิสลามนิยมตูนิเซีย และนายวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย แต่ข่าวหรือบทความมากมายหลายพันชิ้นที่เกี่ยวกับสาวๆ ใจกล้าเหล่านี้ แทบไม่เคยเอ่ยถึงเบื้องหลัง

                       คิตตี กรีน ผู้กำกับหน้าใหม่วัย 28 ปีชาวออสเตรเลีย เกิดความสนใจ และได้เข้าไปคลุกคลีใช้ชีวิตอยู่กับสมาชิก 4 คนของเฟเมน ในอพาร์ตเมนต์แคบๆ แบบสองเตียงในกรุงเคียฟ กับติดตามถ่ายทำการประท้วงของพวกเธอตลอด 1 ปี ออกมาเป็นภาพยนตร์สารคดีเรื่องแรกในชีวิตชื่อ  "Ukraine Is Not a Brothel หรือ "ยูเครนไม่ใช่ซ่อง" ซึ่งเป็นสโลแกนเมื่อเริ่มตั้งกลุ่มของเฟเมน ก่อนเปลี่ยนมาเป็น "ภารกิจของเราคือประท้วง อาวุธของเราคืออกเปลือย" ในทุกวันนี้           

                      หนังสารคดีเรื่องนี้ส่องชีวิตลับของสาวๆ สมาชิกของเฟเมน บอกเล่าพลังอันโหดทารุณของสังคมชายเป็นใหญ่ในประเทศยุโรปตะวันออก และยังสะท้อนแรงจูงใจกับพลังขัดแย้งที่ขับเคลื่อนเฟเมนจนก้าวมาเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวที่โดดเด่นในระดับอินเตอร์ ด้วยข้อเท็จจริงที่คาดไม่ถึงคือ ผู้ชักใยเบื้องหลังกลุ่มเฟมินิสต์สุดบู๊เหล่านี้ คือผู้ชาย ที่ชื่อว่า วิคเตอร์ สวายัตสกี 

                      เดิม สวายัตสกี เป็นที่รู้จักในฐานะที่ปรึกษาของกลุ่ม และเคยเป็นข่าวเมื่อเดือนที่แล้ว หลังจากถูกหน่วยลับในยูเครนรุมซ้อมอย่างรุนแรงใกล้บ้านพักในกรุงเคียฟ จนหน้าตาบวมยับ จากการเข้ามาทำกิจกรรมในนามของกลุ่ม ช่วงนั้น แท็บลอยด์บางแห่งระบุว่า สวายัตสกี เป็นนักรัฐศาสตร์และเป็นที่ปรึกษา  

                      แต่กรีน ผู้กำกับ เผยว่า สวายัตสกี ไม่ใช่ผู้สนับสนุนเฟเมนธรรมดา แต่มีดีกรีเป็นถึงผู้ก่อตั้ง "เฟเมนคือขบวนการเคลื่อนไหวของเขาและเขาเลือกผู้หญิงมาประท้วงเปลือยอกเองกับมือ โดยเลือกคนสวยที่สุด เพราะสวยมากก็ขายหนังสือพิมพ์ได้มาก ผู้หญิงสวยที่สุดจะได้ขึ้นหน้าหนึ่ง นี่เป็นวิธีขายแบรนด์"

                      ตอนเข้าไปคลุกคลีกับเฟเมนเพื่อถ่ายทำหนังสารคดีใหม่ๆ กรีนไม่รู้จักชายผู้นี้นัก ก่อนค่อยๆ ตระหนักว่า เธอจะไม่รู้จักผู้ชายคนนี้ไม่ได้เสียแล้ว เพราะเขาคือคนชักใย เขาคือเฟเมน คือคนที่ควบคุมทิศทางของกลุ่ม แต่ตอนแรก สวายัตสกีไม่ยอมให้ถ่ายทำสัมภาษณ์ ปฏิเสธที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสารคดี แต่กรีนไม่ยอม เพราะนี่กลายเป็นหัวใจของเรื่องทันทีเมื่อเธอรู้แล้วว่าองค์กรนี้เดินด้วยใคร

                      และจากปากคำของสวายัตสกี สะท้อนความย้อนแย้งในกลุ่มสิทธิสตรีที่ดูกล้าบ้าบิ่น แต่ความเป็นจริงกลับอยู่ในกรอบของระบบพ่อดูแลลูกหรือชายเป็นใหญ่ แต่เขายืนยันว่า บทบาทและอิทธิพลที่มีต่อเฟเมน ออกมาในแง่บวก

                      เมื่อถามตรงๆ ว่า เริ่มก่อตั้งเฟเมนเพราะมีเป้าหมายแรกคือ หวังอะไรบางอย่างกับผู้หญิงเหล่านั้นใช่หรือไม่ สวายัตสกี กล่าวว่า "อาจใช่ก็ได้ คงเป็นจิตใต้สำนึกลึกๆ" 

                      สวายัตสกี กล่าวว่า สาวๆ เหล่านี้อ่อนแอ และไม่มีความเข้มแข็งทางบุคลิกภาพเลย

                      "พวกเธอไม่มีกระทั่งความปรารถนาที่จะเข้มแข็ง กลับกัน พวกเธอยอมจำนน เหลาะแหละ ไม่ตรงต่อเวลา และมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้พวกเธอไม่อาจเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองได้ นี่เป็นคุณสมบัติที่จำเป็นจะต้องปลูกฝังพวกหล่อน"

                      หนึ่งในนักรณรงค์ของเฟเมน พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มกับผู้ก่อตั้งว่า ผูกพันเหมือนอาการที่รู้จักในชื่อ "สตอกโฮล์ม ซินโดรม" อาการที่ตัวประกันใช้ชีวิตอยู่กับคนร้ายนานเข้าๆ ก็เกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจคนที่จับตัวมา "เราพึ่งพาเขาทางจิตใจ ทั้งที่รู้และเข้าใจว่าพวกเราสามารถทำอะไรๆ ด้วยตัวเองได้โดยไม่ต้องมีความช่วยเหลือจากเขา แต่มันคือหลักยึดทางใจ"

                      กรีน เล่าถึงสวายัตสกีว่าเวลาร้ายก็ร้ายมาก  มีครั้งหนึ่งตะโกนสบถเรียกพวกเธออย่างหยาบคาย (bitch) แต่ก็เป็นคนฉลาดแหลมคม 

                      ในสารคดี ผู้กำกับยกเครดิตการจัดองค์กรและบารมีของสวายัตสกี แต่ไม่แน่ใจว่ามีอิทธิพลแค่ไหนในกลุ่ม กระนั้น สวายัตสกีเป็นคนตัดสินใจส่งสมาชิกเฟเมนไปปฏิบัติภารกิจน่าหวาดกลัวที่สุดครั้งหนึ่ง คือประท้วงประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก เผด็จการคนสุดท้ายของยุโรปในสาธารณรัฐเบลารุสเมื่อปลายปี 2554 พวกเธอถูกหน่วยลับจับกุม จับโกนศีรษะ เปลื้องผ้า ทำให้อับอายและทิ้งไว้ในป่าแห่งหนึ่งใกล้กับชายแดนยูเครน 

                      ครั้งนั้น กรีนติดสอยห้อยตามไปด้วย แต่ว่าภาพที่บันทึกได้ถูกเคจีบีของเบลารุสขโมยไป จากนั้นเธอถูกอุ้มไปกักตัวอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่งประมาณ 8 ชั่วโมงก่อนถูกเนรเทศไปลิทัวเนีย

                      "Ukraine Is Not a Brothel"  ได้รับเชิญให้จัดฉายในสายนอกการประกวด เทศกาลหนังเวนิส ประเทศอิตาลี ในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีสมาชิกเฟเมนรุ่นแรกส่วนหนึ่งไปร่วมโปรโมท และถ่ายภาพหมู่ในชุดเครื่องหมายการค้าของกลุ่มคือ เปลือยอก ในจำนวนนี้รวมถึง อินนา เชฟเชงโก นักรณรงค์ของกลุ่มซึ่งเป็นที่รู้จักมากที่สุด (ภาพผู้หญิงบนโปสเตอร์หนัง)

                      กรีน กล่าวว่า หนังเรื่องนี้ เล่าเรื่องผู้หญิงกลุ่มหนึ่งที่ลุกขึ้นมาต่อสู้กับกำลังฝ่ายชายเป็นใหญ่ ใช่ พวกเธออื้อฉาวแต่ปลุกกระแสได้ ที่พวกคุณมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ในวันนี้ ก็เพราะรู้จักว่า เฟเมน คือใคร และนั่นแหละ เป็นเหตุผลที่พวกเธอถอดเสื้อออก"

                

.......................................... 

ปูมหลังเฟเมน

               
                      การถือกำเนิดของเฟเมน เป็นปฏิกิริยาตอบโต้การเหยียดหยามสถานะผู้หญิงในยูเครนยุคหลังโซเวียต ซึ่งมีผู้หญิงจำนวนมากตกเป็นเหยื่อค้าประเวณีในต่างแดน หรือเป็นเจ้าสาวตามสั่งทางอินเทอร์เน็ต เริ่มจากกลุ่มเฟมินิสต์ที่ตั้งกลุ่มเสวนาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งทางตะวันตกของยูเครน ก่อนออกมาเคลื่อนไหวประท้วงในกรุงเคียฟ โดยมีเป้าหมายต่อต้านระบอบชายเป็นใหญ่ในสามด้าน

                      คือ เอาเปรียบทางเพศ เผด็จการและศาสนา

                      เมื่อเริ่มต้น พวกเธอไม่ได้เปลือยอก แต่การเปลือยอกที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา ทางกลุ่มเชื่อว่า ไม่ทำลายสารที่พวกเธอต้องการจะส่งแต่เรียกความสนใจได้มากขึ้น

                      โอเลคซานดรา เชฟเชงโก หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง กล่าวว่า "เรือนร่างและเพศวิถีของสตรี ถูกผู้ชายใช้และกำกับมานานหลายศตวรรษ แต่บัดนี้ เราเข้าใจแล้ว เราต้องควบคุมร่างกาย และวิถีของเราเอง เราจะตัดสินใจเองว่าจะทำอย่างไรกับเรือนร่างของเรา เพศวิถีของเรา หน้าอกของเรา ไม่ว่าจะซ่อนหรือจะโชว์"

                      กลยุทธ์ประท้วงเช่นนี้ ดูเหมือนเป็นที่ชื่นชอบของบรรดาแท็บลอยด์ แต่ช่วยให้ได้แนวร่วม หรือประสบความสำเร็จหรือไม่และอย่างไรยังเป็นที่ถกเถียง

                      เชฟเชงโก กล่าวว่า หากต้องการปลุกกระแสตอบรับนีโอเฟมินิสต์ ต้องใช้แทคนิคแบบสุดขั้วทางเพศสรีระ (sextremist) แทนการโต้เหตุผล ในอดีต กลุ่มสตรีที่เรียกร้องสิทธิเลือกตั้งเคยใช้วิธีเดียวกันนี้ในการประท้วงเช่นกัน เธอจึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดเฟมินิสต์บางกลุ่มจึงวิพากษ์ตำหนิพวกเราที่เปลือยอก เธอคิดว่า คนรุ่นใหม่ ไม่ต้องการเป็นเฟมินิสต์แบบเก่าอีกต่อไป แต่ต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งในขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อความเสมอภาคของผู้หญิงรุ่นใหม่

                      สำหรับชาวยูเครน ไม่ประทับใจกับกลยุทธ์ของเฟเมนเท่าใดนัก บ้างมองว่าพวกเธอแค่อยากดัง บ้างสงสัยเป็นนกต่อเพื่อสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาล แต่ในตะวันตกและสื่อ พร้อมจะให้พื้นที่กับภาพเฟมินิสต์ใจกล้า ที่มักเขียนสโลแกนหวือหวาบนหน้าอกหน้าใจ

                      ตัวเลขเมื่อปีที่แล้วจากผู้ก่อตั้งระบุว่า เฟเมนมีนักเคลื่อนไหวราว 40 คนในยูเครน และอีก 100 คน ร่วมประท้วงในต่างแดน

                      ปัจจุบัน สมาชิกรุ่นก่อตั้งบางส่วนย้ายถิ่นฐานไปต่างประเทศ เพื่อหลบเลี่ยงการถูกดำเนินคดีในบ้าน โดยอ้างว่าขืนอยู่ต่อไป หนีไม่พ้นการถูกทางการคุกคามอย่างเป็นระบบ ถูกทำร้ายร่างกายรุนแรง ลักพาตัวและข่มขู่

 

........................................

('ยูเครนมิใช่ซ่อง'สารคดีเปิดเปลือย'เฟเมน' : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...อุไรวรรณ นอร์มา ที่มา อินดิเพนเดนท์  บีบีซี )