
กฎของความสัมพันธ์
กฎของความสัมพันธ์ : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
ได้รับเอกสารจากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน หรือ บลจ. ซึ่งทำหน้าที่ดูแลกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้ ขอเล่าให้ฟังก่อนสำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก "กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ"ส่วนคนที่รู้จักแล้ว ก็อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเสียเวลา
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นการออมภาคสมัครใจสำหรับพนักงานบริษัทเอกชน ที่อาจเรียกได้ว่า เป็น "สวัสดิการ" ของพนักงานก็ว่าได้ เนื่องเพราะกองทุนนี้ไม่ได้หักเฉพาะเงินเดือนพนักงานเอาไปกองรวมกันแล้วมอบหมายให้ บลจ. นำไปบริหารเพื่อสร้างผลตอบแทน แต่ยังมีเงื่อนไขว่า บริษัทที่พนักงานทำงานอยู่ ต้อง "ใส่เงิน" สมทบในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้พนักงานในสัดส่วนที่เท่ากับที่หักจากพนักงานอีกด้วย
ที่บอกว่า "ภาคสมัครใจ" เพราะขึ้นอยู่กับพนักงานว่า จะออมก็ได้หรือไม่ออมก็ได้
จริงๆ ในการออมภาคสมัครใจผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนี้ มีเงื่อนไขเรื่องระยะเวลาในการรับ "เงินต้น" ซึ่งหมายถึงเงินของพนักงานและเงินสมทบจากบริษัท และ"ผลตอบแทน" จากการบริหารจัดการของ บลจ. ว่าพนักงานจะต้องทำงานในบริษัทกี่ปี จึงจะได้รับ "เงินสมทบ"จากบริษัทเต็มจำนวน ถ้าทำไม่ถึงตามกำหนด อยากจะลาออกก่อน หรือได้งานใหม่ ก็จะมีการกำหนดสัดส่วนที่ได้รับเงินสมทบเป็นขั้นบันได อันนี้เฉพาะเงินสมทบของบริษัท ส่วนเงินของพนักงาน ก็เป็นสิทธิ์ของพนักงาน ลาออกเมื่อไหร่ มีเงินออมเท่าไหร่ ก็รับไปเท่านั้น
ขณะที่เรื่องของ "ผลตอบแทน" ขึ้นอยู่กับนโยบายลงทุน ซึ่งเมื่อก่อนพนักงานเป็นร้อยเป็นพันไม่มีสิทธิ์เลือก ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการที่พนักงานตั้งขึ้นมา เพื่อเจรจาหาข้อสรุปกับผู้บริหารกองทุน คณะกรรมการว่ายังไงก็ว่ายังงั้นตามกัน แต่ปัจจุบัน พนักงานมีทางเลือกมากขึ้น โดยสามารถเลือกแผนการลงทุนตามที่ตัวเองต้องการ
ใครไม่อยากเสี่ยงมาก ก็เลือกการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำอย่างตราสารหนี้ ถ้ารับความเสี่ยงได้มาก ก็อาจจะเลือกลงทุนในกองทุนที่มีสัดส่วนลงทุนในหุ้นมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า การลงทุนมีความเสี่ยง ดังนั้น เมื่อเลือกแล้ว ผลตอบแทนก็กองทุนสำรองเลี้ยงชีพอาจจะกำไรหรือขาดทุนก็ย่อมได้ทั้งนั้น
ย้อนกลับไปดูเอกสารที่ได้รับแจ้งจาก บลจ.ซึ่งเป็นเอกสารชี้แจงผลการดำเนินงานงวดครึ่งแรกของปี 2556 ปรากฏว่า กองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่เลือกนโยบายลงทุนเองกับมือ โดยแบ่งเป็นการลงทุนในหุ้น 70% ตราสารหนี้ 20% และทองคำ 10% ให้ผลตอบแทนรวมเพียงแค่ 0.29% เท่านั้น แบ่งเป็นผลตอบแทนในหุ้น 1.47% ตราสารหนี้ 8.14% และทองคำให้ผลตอบแทนติดลบ หรือแปลว่า "ขาดทุน" คิดเป็น 23.71%
งานนี้ต้องบอกว่า "ยับเยิน" เพราะเวลาเราเปรียบเทียบผลตอบแทนจากการลงทุน นอกจากเราแสวงหาผลตอบแทนที่มากกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารแล้ว เรายังต้องเอาชนะเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ข้าวของราคาแพงขึ้นทุกวันอีกด้วย
ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุด คือ ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์อยู่ที่ 0.75% และอัตราเงินเฟ้อล่าสุดเดือนสิงหาคมที่กระทรวงพาณิชย์เพิ่งประกาศออกมา อยู่ที่ 1.59% ก็หมายความว่า ผลตอบแทนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพครึ่งปีแรกที่ 0.29% นั้น แพ้ยับเยิน !
ลองนั่งแยกแยะแล้วพบว่า นอกจากผลตอบแทนในหุ้น ซึ่งมีน้ำหนักมากที่สุดถึง 70% จะให้ผลตอบแทนเพียงแค่ 1.47% แล้ว การลงทุนในทองคำ ที่มีน้ำหนักการลงทุนน้อยที่สุดเพียงแค่ 10% ยังขาดทุนถึง 23% ที่น่าเป็นห่วง (ตัวเอง) ก็คือ ครึ่งปีแรกนั้น ตลาดหุ้นดีกว่าครึ่งปีหลังมาก ผลตอบแทนยังย่ำแย่แบบนี้ แทบไม่อยากจะนึกว่า ครึ่งปีหลังจะเป็นยังไง
ระหว่างนั่งแยกแยะเรื่อง "สินทรัพย์" ที่เข้าไปลงทุนผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และแนวโน้ม "ผลตอบแทน" ที่ต้องยอมรับว่ามีโอกาส "ขาดทุน" นั้น เรื่องที่วาบเข้ามาในสมอง ก็คือ "ระยะเวลา" ในการลงทุน เพราะถามว่า หากว่าปีนี้กองทุน"ขาดทุน" จริง เราจะได้รับผลกระทบหรือไม่ ก็ต้องตอบตรงๆ ว่า "ไม่" ด้วยเหตุที่กองทุนนี้เป็นการออมตลอดระยะเวลาการทำงานในฐานะ "ลูกจ้าง" ซึ่งตราบเท่าที่ยังทำงาน ไม่ได้ลาออก ก็เท่ากับว่า กองทุนจะไม่ได้ถูกไถ่ถอนออกมา และการลงทุนก็จะต่อเนื่องอยู่ในนั้น
การขาดทุนในวันนี้ จึงเป็นการขาดทุนทางบัญชีที่ไม่ใช่การขาดทุนที่เกิดขึ้นจริง เพราะการขาดทุนจริงจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราขายกองทุนออกไป เมื่อไม่ขาย ทุกอย่างก็จะอยู่อย่างนั้น และโอกาสที่กองทุนจะกลับมามีกำไรก็ย่อมมี ย่อมเป็นไปได้
พลันได้คิดว่า นอกจาก "สินทรัพย์" ที่เราเลือกเข้าไปลงทุนแล้ว ในการลงทุนยังมีเรื่องของ "ระยะเวลา" เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งแน่นอนว่า ระยะเวลาที่เราลงทุนจะเป็นตัวกำหนด "สินทรัพย์" และสุดท้ายก็จะนำมาซึ่ง "ผลตอบแทน" อย่างกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของพนักงานบริษัทเอกชน หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการของข้าราชการ ก็ล้วนตอบสนองชีวิตหลังวัยทำงานหรือวัยเกษียณทั้งนั้น
คิดได้ดังนี้ ก็หาข้อมูลเพิ่ม เผื่อว่าใครไม่รู้จะเริ่มต้นแบบไหน ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องของหลักการลงทุนทั่วไป ไม่ใช่เฉพาะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุนเพื่อการเกษียณ นั่นคือ ต้องเริ่มที่วัตถุประสงค์ในการลงทุน ซึ่งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สรุปออกมาเป็น 4 ประการ นั่นคือ 1.เพื่อเพิ่มค่าของเงินลงทุน คือ ต้องการให้สินทรัพย์ที่เข้าไปลงทุนไว้มีมูลค่าเพิ่มพูนขึ้นตลอดช่วงเวลาที่ลงทุน
2.เพื่อเป็นรายได้ประจำ คือ ต้องการได้รับรายได้เป็นประจำจากการลงทุน ซึ่งส่วนใหญ่ ผู้เกษียณอายุมักมีจุดประสงค์ในการลงทุนเพื่อวัตถุประสงค์นี้ 3.เพื่อปกป้องเงินลงทุน คือ ต้องการให้เงินลงทุนมีความมั่นคง และรักษามูลค่าของเงิน หลังหักค่าเงินเฟ้อไว้ เพื่อคงอำนาจซื้อให้เท่าเดิม และ 4. เพื่อผลตอบแทนรวม คือ ต้องการให้ความเสี่ยงและผลตอบแทนจากการลงทุนมีความเหมาะสม ไม่โน้มเอียงไปในเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เป็นการผสมผสานระหว่าง 3 เป้าหมายข้างต้น
เมื่อกำหนดวัตถุประสงค์ได้แล้ว ต้องพิจารณาเป้าหมายในการลงทุน ซึ่งอันนี้แหละที่ระยะเวลาจะเข้ามามีส่วน และเราจะต้องเลือกสินทรัพย์ที่จะเข้าลงทุนให้เหมาะสมเพื่อคำตอบสุดท้ายคือ "ผลตอบแทน" กลายเป็นเรื่องที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างเวลา สินทรัพย์ และผลลัพธ์จากการลงทุน
เพราะเป้าหมายการลงทุน ก็คือ การบ่งบอกถึงความต้องการว่า จะนำผลตอบแทนจากเงินลงทุนไปใช้เมื่อใดและเพื่อการใด เพื่อจะได้วางแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายวางไว้ เช่น เป้าหมายระยะสั้นที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต ได้แก่ เงินดาวน์บ้าน รถยนต์หรือเพื่อการศึกษา การรักษาพยาบาล ก็ควรลงทุนในตราสารที่ใกล้เคียงเงินสด ถ้าเป็นเป้าหมายระยะยาวและมีความสำคัญในอนาคต เช่น เงินสำหรับใช้จ่ายหลังเกษียณอายุ เงินจุนเจือพ่อแม่ยามชรา ก็ควรกระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลายๆ ประเภท เพื่อกระจายความเสี่ยง โดยให้น้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำในสัดส่วนที่สูงกว่าสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง
เขียนเรื่องเงินๆ ทองๆ มานานหลายปี ยิ่งเขียนก็ยิ่งรู้สึกว่า ทุกเรื่องที่เขียนก็ล้วนเวียนวนแต่ต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้ทั้งนั้น
....................................
(กฎของความสัมพันธ์ : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected] )



