ข่าว

ไทยเคยเก็บ'ภาษีชายโสด'แค่ปีกว่าก็ล้มเลิก!

ไทยเคยเก็บ'ภาษีชายโสด'แค่ปีกว่าก็ล้มเลิก!

06 ก.ย. 2556

รู้ไหม สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยเคยเก็บ 'ภาษีชายโสด' แต่แค่ปีกว่าก็ล้มเลิก! : สำนักข่าวอิศรารายงาน

              จากปัญหาโครงสร้างประชากรที่ไม่สมดุล ปัจจุบันนี้ ประเทศไทยขาดแคลนคนที่อยู่ในวัยแรงงาน หนึ่งในสาเหตุก็มาจากคนไทยมีลูกน้อย กอรปกับสังคมไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัวแล้ว

              ภาระหนักตกอยู่ที่รัฐที่จะต้องเสียงบประมาณมหาศาลเพื่อมาดูแลผู้สูงอายุ

              พลันที่นักวิชาการมหาวิทยาลัยชื่อดัง เปิดแนวคิดการเก็บภาษีคนโสด เก็บภาษีคนไม่มีลูก เพื่อหวังกระตุ้นให้คนไทยมีครอบครัวนั้น วันนี้ได้กลายเป็นประเด็นร้อนระอุ ถกเถียงกันว่าด้วยเรื่อง "ภาษีคนโสด" ไปเสียแล้ว

              แต่ใครเคยรู้หรือไม่ว่า ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยเคยมีการเก็บ "ภาษีชายโสด"มาแล้วครั้งหนึ่ง ทั้งนี้อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติภาษีชายโสด พ.ศ.2487 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2487

              เฟชบุ๊ก นักกฎหมายไทย มีหลักฐานมายืนยัน

              เนื้อหาการเก็บภาษีชายโสดน ระบุว่า ภาษีชายโสดมีลักษณะเป็นภาษีที่จัดเก็บเสริมภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กล่าวคือ ชายโสดผู้ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และมีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ปีละ 960 บาทขึ้นไป ต้องเสียภาษีชายโสด 5 บาท หรือในอัตราร้อยละ 10 ของภาษีเงินได้ที่ต้องเสีย แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งจะมากกว่า

              แต่โชคดี !สำหรับชายโสด ที่การจัดเก็บนี้ กระทำเพียงเวลาปีเศษ ก็เลิกจัดเก็บตั้งแต่ 9 มกราคม 2488


6เหตุผลไม่เห็นเด้วยเก็บภาษีคนโสด

              สำหรับประเด็นนี้ ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ แสดงความเห็นในเฟชบุคส่วนตัว เชื่อว่า นโยบายนี้เกิดได้ยากในบริบทของสังคมไทย อีกทั้งเชื่อว่า มีสิทธิผิดรัฐธรรมนูญเพราะละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน

              นโยบาย ลูกคนแรก - เก็บภาษีคนโสดนั้น ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวว่า ที่ "ไม่เห็นด้วย"  มีสาเหตุหลายข้อ 

เหตุผลข้อ 1

              จากข้อมูลการสำรวจภาวะการทำงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติในไตรมาสแรก ปี 2556 พบประชากรที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปมีถึง 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด (นับเฉพาะอายุ 15 ขึ้นมา) ภายใน 10 ปีข้างหน้า แรงงานกลุ่มนี้จะทยอยออกจากตลาดแรงงาน

              หากเรานำนโยบายลูกคนแรก-ภาษีคนโสดมาใช้ ใน 2-3 ปี ข้างหน้า แสดงว่า อีก 7-8 ปี คนที่อยู่ในกำลังแรงงานที่มีอายุระหว่าง 18-35 ปี (กลุ่มที่มีแนวโน้มจะมีลูกมากที่สุด) จะต้องรับภาระสองด้านคือ

              1) เลี้ยงดูลูกของตัวเองและลูกของคนอื่น 2) เลี้ยงดูประชากรสูงวัยของประเทศ ซึ่งจะมีทั้งค่าใช่จ่ายทางตรงสำหรับสมาชิกในครอบครัว (ค่าเทอมลูก ค่ายาของปู่) และค่าใช้จ่ายทางอ้อมในรูปของภาษี เพราะตามที่ผู้เสนอนโยบายนี้ออกแบบมารัฐจะต้องจ่ายเงินสนับสนุน แสดงว่า เงินของคนจน ก็จะถูกใช้ไปเลี้ยงดูลูกของคนที่รวยกว่า และเงินของคนที่รวยกว่าก็จะใช้ในการเลี้ยงดูลูกของคนจนด้วย

              จึงเป็นคำถามเชิงปริมาณว่า นโยบายนี้จะส่งผลต่อโครงสร้างแรงจูงใจอย่างไร

              ผู้เสนอบอกเองว่า คนมีฐานะดีขึ้น จึงมีลูกน้อยลง เพราะมัวแต่ทำงาน ทำให้อนุมานได้ว่า นโยบายนี้ต้องการให้คนมีรายได้ปานกลางถึงสูงปั๊มลูกออกมาให้มากขึ้น แสดงว่า เงินของคนจนจะถูกนำไปใช้ในการเลี้ยงลูกของคนรวย นี่คือเหตุผลแรกที่ทำให้ไม่เห็นด้วยกันแนวคิด

เหตุผลข้อ 2

              ผู้เสนอบอกว่า เราจำเป็นจะต้องเพิ่มคนเพื่อทดแทนกับประชากรเดิม นั่นคือ เราจะต้องมีประชากรราว 65-67 ล้านคนต่อไป ต้องมองย้อนกับไปก่อนว่า การที่ประชากรราว 1 ใน 3 ของเรามีอายุเกิน 50 ปี (นับเฉพาะกลุ่มอายุ 15 ปีขึ้นไป) แสดงว่า ช่วงที่ประชากรเพิ่มขึ้นมากๆ เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 50 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยกำลังส่งเสริมภาคเกษตรเพื่อการส่งออก แต่ตอนนี้สถานการณ์ของเราเปลี่ยนไปแล้ว

              ข้อมูลชุดเดียวกันกับที่ใช้ในข้อ 1 บอกว่า แรงงานไทยจำนวน 38.5 ล้านคน มีประมาณ 15% ที่ทำงานไม่เต็มเวลา

              ตีความอ้อมๆ ก็คือ ตอนนี้เราจ้างคนมากเกินกว่าจุดที่มีประสิทธิภาพ แสดงว่า เราจะสามารถสร้างผลผลิตรวมของประเทศ (GDP) โดยใช้คนให้น้อยกว่านี้ได้

              "ผมจึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องรักษาจำนวนประชากรไว้ที่ 65-67 ล้านคน ถ้าเอา 15% ที่กล่าวไปมาคิด แสดงว่า จริงๆ แล้วเราต้องการคนแค่ 85% ของที่มีอยู่ นั่นคือ จำนวนประชากรไทยสามารถลดลงไปเหลือ 55 ล้านคนได้โดย GDP ไม่ได้รับผลกระทบ ถ้าเรารู้จักพัฒนาคนให้ทำงานได้เต็มศักยภาพ คุณภาพการศึกษาจึงสำคัญกว่าการเพิ่มจำนวนหัวของประชากร นี่คือเหตุผลที่ 2 ที่ทำให้ผมไม่เห็นด้วยกันแนวคิด"

เหตุผลข้อ 3

              ผู้เสนอห่วงเรื่องค่าใช้จ่าย (ผมตีความว่าค่าใช้จ่ายต่อหัว) ซึ่งจะกลายเป็นกำลังซื้อรวมของประเทศ ว่าถ้ามีคนไม่พอ กำลังซื้อรวมจะลดลง และส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ

              คณิตศาสตร์เบื้องต้นบอกเราว่า ถ้าตัวตั้งเท่าเดิมแต่ตัวหารลดลง แต่ละคนจะได้มากขึ้น จากข้อ 2 เมื่อ GDP เราไม่ลด แต่คนเราน้อยลง รายได้ต่อหัวของเราจะมากขึ้น ผลทางด้านกำลังซื้อจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าห่วง แถมการที่คนมีรายได้เพิ่มขึ้น จะทำให้มีการออมและการลงทุนเพิ่มขึ้น จึงไปเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวอีกด้วย

              นี่คือเหตุผลข้อที่ 3 ที่ทำให้ไม่เห็นด้วยกันแนวคิดนี้

เหตุผลข้อ 4

              กรณีส่วนใหญ่ การมีลูก (ถ้าไม่หน้ามืด) เป็นการตัดสินใจบนเหตุผล คนจะเป็นพ่อเป็นแม่ต้องคิดสะระตะว่าจะมีปัญญาเลี้ยงลูกได้หรือไม่  การที่เขาเลือกยังไม่มีลูก เพราะเขายังไม่พร้อม ไม่ใ้่่ช่เป็นการก่ออาชญากรรมขนาดจะต้องมีมาตรการออกมาให้เขามีลูกก่อนเวลาอันควร

              "ลองนึกดูว่า ถ้าเราอยู่คอนโดขนาด 30 ตารางเมตร เราอยากจะให้ลูกเกิดมาและโตในพื้นที่แค่นี้หรือ  พื้นที่และสภาพแวดล้อมส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก การเติบโตมาในที่ที่ไม่เหมาะสมย่อมส่งผลต่อพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจของเด็ก แสดงว่าถึงเขาโตขึ้น เขาก็ไม่สามารถใช้ความสามารถของตนเองได้ 100% นอกจากนี้แล้ว การเลี้ยงลูกยังมีภาระทางจิตใจต่อพ่อกับแม่ ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถเ้ข้ามาช่วยแบกรับได้เลย การคิดเชิงคณิตศาสตร์โดยไม่คิดถึงมิติความเป็นมนุษย์ของพ่อแม่ประกอบไปด้วย ผมยังเชื่อว่า "มีลูกเมื่อพร้อม" คือนโยบายที่ดีที่สุด นี่คือเหตุผลข้อที่ 4 ที่ทำให้ผมไม่เห็นด้วยกันแนวคิด"

เหตุผลข้อ 5
             
              ขนาดรถคันแรกยังผ่อนกันไม่ค่อยไหว  ลูกคนแรกดูแลยากกว่า

เหตุผลข้่อ 6

              ความโสดไม่ใช่ความผิด แค่โสดก็เหงาจะแย่แล้ว ไม่ควรซ้ำเติมกันอีก...

..........


(หมายเหตุ : รู้ไหม สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยเคยเก็บ 'ภาษีชายโสด' แต่แค่ปีกว่าก็ล้มเลิก!   : สำนักข่าวอิศรารายงาน)