
'สมศักดิ์'พ้อวินิจฉัยยังไงก็โดนโห่!
'สมศักดิ์' เปิดใจ วินิจฉัยทางไหนก็ไม่ถูกใจ ย้ำให้เดินหน้าแก้รธน. ม.6 ต่อ ด้าน 'จุรินทร์-อภิสิทธิ์' ทักท้วงถึงสิทธิ์อภิปรายตามคำแปรญัตติ-สงวนความเห็น
6 ก.ย. 56 เมื่อเวลา 14.30 น. ในการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลุ่มมาตราที่มาของ ส.ว. วาระสอง เป็นวันที่ 8 ได้เริ่มขึ้น โดยมีนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม โดยเป็นการพิจารณามาตรา 6 ว่าด้วยการยกเลิกความในวรรคสอง ของมาตรา 116 ของรัฐธรรมูญแห่งราชอาณาจักรไทย และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “บุคคลผู้เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพสิ้นสุดลงมาแล้ว ยังไม่เกิน2ปี จะเป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งมิใช่สมาชิกวุฒิสภา มิได้”
ทั้งนี้เมื่อเริ่มต้นประชุม นายสมศักดิ์ เปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาหารือก่อนเข้าสู่การอภิปรายเนื้อหามาตราดังกล่าว โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) สอบถามถึงความชัดเจนต่อแนวทางการควบคุมการประชุมต่อประเด็นการปิดอภิปรายทั้งที่ยังเหลือสมาชิกรัฐสภาที่ขออภิปรายอยู่ เนื่องจากแนวการวินิจฉัยของนายสมศักดิ์ ไม่ตรงกับนายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา และการวินิจฉัยของนายนิคมถูกต้องตามข้อบังคับหรือไม่ ทั้งนี้สมาชิกรัฐสภา ทั้งฝ่ายค้าน , ฝ่ายรัฐบาล และฝ่าย ส.ว.ต่างอภิปรายแสดงความเห็นอย่างหลากหลาย จนเวลาผ่านไปกว่า 1 ชั่วโมง 27 นาที
จนเมื่อเวลา 15.57 น. นายสมศักดิ์ กล่าวเปิดใจกับที่ประชุมว่า รัฐสภาถือเป็นบ้านของพวกเรา พวกเราถือเป็นครอบครัวเดียวใจ ทั้งนี้ยอมรับว่าคำวินิจของฉัยของตนนั้นไม่สามารถทำให้ทุกฝ่ายพอใจได้ อย่างไรก็ตามจากกรณีที่ตนถูกกล่าวหาว่าทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมไม่เป็นกลาง และรับคำสั่งของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ นั้น ตนก็ไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไร แต่หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน ตนอยากให้พิจารณาว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น การพิจารณาร่างกฎหมายปรองดอง ที่ตนวินิจฉัยว่าให้ยื้อเวลาออกไปตามที่ฝ่ายค้านระบุ , การชะลอลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ว่าด้วยการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มายกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อรอฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตามที่ฝ่ายค้านแนะนำ เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าตนทำหน้าที่เป็นกลางหรือไม่ และล่าสุดในระหว่างการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลุ่มที่มาของวุฒิสภา วาระสองที่มีผู้แปรญัตติขัดหลักการจำนวน 57 คน ตนได้ยอมหักหลักการของตนเอง โดยให้ ผู้แปรญัตติทั้ง 57 คนมีสิทธิ์อภิปรายทั้งที่ขัดกับข้อบังคับ โดยคราวนั้นตนถูก ส.ส.เพื่อไทยด่า ส่วน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กลับนิ่งเฉย ดังนั้นประเด็นดังกล่าวตนขอความเป็นธรรมด้วย
"ผมกำลังจะวินิจฉัย ทำอย่างไรถึงจะเป็นที่พอใจของทุกคน ผมทำไม่ได้จนปัญญา ท่านสอนผมด้วยเถิด วินิจฉัยยังไงก็โดนโห่ หวังว่าวินิจฉัยแล้วคงจะไม่มีอะไรลอยนะครับ หวังว่าจะไม่มีเสียงโห่นะครับ" นายสมศักดิ์กล่าว
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนคำวินิจฉัยของนายนิคม ที่ให้มีการปิดอภิปรายและลงมติในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 5 ไปแล้วนั้น ตนไม่สามารถวินิจฉัยว่าคำวินิจฉัยของนายนิคมถูกหรือไม่ เพราะเป็นดุลยพินิจส่วนบุคคล อย่างไรก็ตามบรรทัดฐานคำวินิจฉัยของตนไม่อาจนำไปปฏิบัติได้ และหากมีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกคนรับปากไม่ได้ว่าจะใช้ดุลยพินิจแบบเดิมหรือไม่ ดังนั้นตนขอวินิจฉัยให้เดินหน้าพิจารณาในมาตรา 6 ต่อ
"ผมคุยกับนายนิคมอยู่ตลอด แต่ประเด็นนี้เป็นความเห็นที่ไม่ตรงกัน ดังนั้นจึงก้าวล่วงกันไม่ได้ ดังนั้นความเห็นต่างอาจเกิดขึ้น แต่มีไม่เยอะส่วนใหญ่ 99.9 เห็นตรงกัน ผมวินิจฉัยไปแล้ว แต่มีคนประท้วงอีก ผมจะทำอย่างไร ช่วยสอนผมหน่อย ผมไม่รู้จะทำอย่างไร ไม่มีทางอื่น เพื่อให้การประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ให้ยึดข้อบังคับและให้เกียรติซึ่งกันและกัน" นายสมศักดิ์ กล่าว
ขณะที่นายจุรินทร์ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้ถามย้ำถึงสิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภาที่มีการสงวนความเห็นและเสนอคำแปรญัตติที่ควรได้รับความคุ้มครองและได้สิทธิ์การอภิปรายจนครบทุกคน
มอบวิปสามฝ่ายหารือเกลี่ยผู้อภิปรายเพราะประเด็นซ้ำกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังรัฐสภาพักการประชุมไป 30 นาที นายสมศักดิ์ ได้ขึ้นทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมและกล่าวกับที่ประชุมว่า ช่วงที่พักตนได้หารือกับนายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภาแล้ว โดยขอให้ผู้ที่อภิปรายที่ค้างกว่า 30 - 40 คน ไปหารือและให้ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล , พรรคร่วมฝ่ายค้าน และวุฒิสภา ไปหารือเพื่อจัดกลุ่มการอภิปรายเนื่องจากพิจารณาแล้วว่ามีประเด็นที่ซ้ำกัน ดังนั้นหากจะให้อภิปรายทุกคนกังวลว่าจะใช้เวลานาน
จากนั้นได้ให้นายธนา ชีรวินิจ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์อภิปรายในมาตรา 6 ว่าด้วยการยกเลิกความในวรรคสอง ของมาตรา 116 ของรัฐธรรมูญแห่งราชอาณาจักรไทย และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “บุคคลผู้เคยดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพสิ้นสุดลงมาแล้ว ยังไม่เกิน2ปี จะเป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งมิใช่สมาชิกวุฒิสภา มิได้”



