ข่าว

พาณิชย์ฮึด!ปั๊มตัวเลขส่งออก

พาณิชย์ฮึด!ปั๊มตัวเลขส่งออก

09 ก.ย. 2556

สัมภาษณ์พิเศษ : พาณิชย์ฮึด! ปั๊มตัวเลขส่งออก เพิ่มแกร่งจากในบ้าน-สู้ศึกนอกบ้าน : โดย...อนัญชนา สาระคู

 

                         จากยอดการส่งออกของไทยในช่วง 7 เดือนแรก ทำให้ค่อนข้างแน่ใจแล้วว่าอัตราการขยายตัวของการส่งออกทั้งปี 2556 ไม่น่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งไว้ที่ระดับ 7-7.5% จนถูกลดสถานะลงเหลือเพียงเป้าหมายการทำงานเท่านั้น โดยมูลค่าส่งออกเดือนมกราคม-กรกฎาคม อยู่ที่ 19,064.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเพียง 0.60% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีการประเมินกันไว้ว่าทั้งปีการเติบโตก็ไม่น่าจะเกิน 3%

                         การชะลอตัวของการส่งออกดังกล่าว ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ เพราะถือเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ที่คิดเป็นสัดส่วนถึง 60% ทำให้การประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจครั้งล่าสุด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เร่งรัดการผลักดันการส่งออกให้เข้มข้นมากขึ้น

 

10 ปัจจัยอยู่เหนือการควบคุม

 

                         นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นแม่งานหลักในการจัดทำแผนกระตุ้นการส่งออก ให้สัมภาษณ์ "คม ชัด ลึก" ว่า การส่งออกนั้น มีหลายปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งเมื่อมาดูที่การส่งออกจะพบว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นผู้กำหนดในตัวปัจจัยต่างๆ โดยมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ หรือควบคุมได้น้อยอยู่หลายเรื่องด้วยกัน คือ 1.ในด้านกำลังซื้อ จะพบว่าเศรษฐกิจของประเทศที่เป็นตลาดส่งออกประสบกับปัญหากำลังซื้อหดตัว กระทบต่อประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก ขณะเดียวกันจีนเองเป็นผู้นำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งวัตถุดิบจากไทย การส่งออกของไทยไปจีนจึงมีผลกระทบตามไปด้วย 2.ตลาดเป็นของผู้ซื้อ ทำให้ผู้ซื้อมีอำนาจต่อรองมากขึ้นและกดดันต่อผู้ส่งออกของไทย โดยเฉพาะกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่มีอำนาจการต่อรองน้อยกว่า

                         3.กระแสเงินทุนไหลเข้า-ออกที่รวดเร็ว จะมีผลกระทบได้ง่ายต่อการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนให้กับผู้ส่งออก ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อบาทแข็งค่าก็เอาไม่อยู่นัก และตอนนี้มาเป็นสถานการณ์เงินไหลออกอีก ซึ่งเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้เลย 4.ราคาวัตถุดิบในอุตสาหกรรมพลังงานซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยจะต้องพึ่งพาการนำเข้า โดยไทยเป็นผู้นำเข้าสุทธิ จึงกระทบต่อต้นทุนในการผลิตที่สูงขึ้น และสูงกว่าเมื่อต้องแข่งขันกับประเทศที่มีพลังงานใช้ภายในประเทศเอง ทำให้แข่งขันลำบาก แต่หากคู่แข่งมีสถานะเทียบเท่ากับไทยถือว่าไม่เป็นไร

                         5.มาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศคู่ค้าในรูปแบบต่างๆ เช่น การใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) มาตาการการเก็บภาษีอากรตอบโต้การอุดหนุน (ซีวีดี) และมาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้า (เซฟการ์ด) ซึ่งในเรื่องนี้ถือว่าควบคุมได้ยาก เพราะมีกติกาขององค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ที่ให้สิทธิไว้ว่าสามารถทำได้โดยมีการควบคุมในระดับหนึ่ง แต่ละประเทศจึงมีการใช้สิทธิในด้านนี้กันมาก และไทยเองเราก็ใช้ ซึ่งการใช้สิทธิก็เช่น หากไทยมีความสามารถส่งออกสินค้าชนิดใดได้มาก ก็จะเข้าสูตร แล้วเขาก็จะใช้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศของเขาได้อย่างถูกกติกา

                         นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการกำหนดมาตรฐานต่างๆ เช่น มาตรฐานด้านแรงงาน มาตรฐานอวนลาก การประมง รวมทั้งมาตรฐานที่กระทบกับอุตสาหกรรมที่ใช้ไม้ในการผลิตของสหภาพยุโรป (อียู) นับเป็นปัจจัยที่ 6 ซึ่งกระทบกับการผลิตและส่งออกของไทย ทำให้จะต้องมีการจัดการทั้งด้านระบบระเบียบใหม่ เรื่องนี้นับเป็นอีกเรื่องนี้เราเอาไม่อยู่เหมือนกัน 7.ปัจจัยด้านภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง เรื่องนี้ก็เอาไม่อยู่เช่นกัน โดยประเทศไทยเองได้รับผลกระทบทั้งด้านบวกและลบ

                         8.ปัจจัยภายในประเทศของคู่ค้าและคู่แข่งการส่งออกนั้นๆ เช่น ประเทศที่เป็นคู่ค้า อาจจะมีการดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้าไปลงทุนในประเทศของตนมากขึ้น ก่อให้เกิดการผลิตและจำหน่ายภายในเองเพื่อทดแทนการนำเข้า หรือกรณีที่เป็นประเทศคู่แข่งการส่งออกสินค้ากับไทย เมื่อมีการดึงเม็ดเงินลงทุนโดยตรงเข้าไปในประเทศมากขึ้น อุตสาหกรรมนั้นก็จะแข็งแรงขึ้นและมีความสามารถส่งออกได้มากสามารถแข่งขันกับไทยได้ เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ ดังนั้น ในเรื่องการดึงเงินลงทุนเข้าประเทศจะเป็นอีกปัจจัยที่เราจะต้องดูด้วย หรือประเทศอื่นเขาดึงเก่งกว่า

                         9.ความสามารถของประเทศคู่แข่งในการแข่งขันการส่งออกกับไทย ซึ่งไม่ใช่เรื่องการดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าประเทศอย่างเดียว แต่มีปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่นรัฐบาลจีนให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ประกอบการ รวมทั้งรัฐบาลของแต่ละประเทศที่ให้ความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ สุดท้ายคือ 10.ปัญหาการเมืองของประเทศคู่ค้า ซึ่งจะมีผลกระทบกับการส่งออกของไทยไปยังประเทศนั้นๆ ด้วย อย่างก่อนหน้านี้ที่เกิดขึ้นกับอียิปต์ ทำให้มูลค่าการค้าลดลงไปมาก

 

เร่งปรับตัวสู้โลกภายนอก

 

                         นางศรีรัตน์ กล่าวว่า สิ่งที่จะช่วยตัวเราเองได้นั้นคือ มุ่งเจาะขยายสินค้าส่งออกของไทยที่มีมูลค่าสูง และตลาดส่งออกที่มีโอกาสเติบโตสูง เช่น กลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม) หรือตลาดเฉพาะ (นิช มาร์เก็ต) ที่มีกำลังซื้อจริง นอกจากนี้ กรมยังจะเชิญภาคเอกชนที่ส่งออกสินค้าในกลุ่มท็อปของไทย หรือกลุ่มที่ยังมีความเข้มแข็งอยู่ เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้า กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และเกี่ยวเนื่อง เพื่อร่วมแก้ปัญหาและอุปสรรค และเร่งผลักดันการส่งออก

                         “ในส่วนของกรมเองยังมีแนวทางจะช่วยจับคู่ค้าทางธุรกิจเพื่อให้เกิดคู่ค้าที่มีความจริงใจในการทำธุรกิจต่อกัน เช่น ปัจจุบันจะพบว่ามีบายอิ้ง เอเจนท์ ที่ตั้งอยู่ในเมืองไทย หรือที่สิงคโปร์จำนวนมาก ซึ่งตามปกติบริษัทเหล่านี้ก็จะออกหาสินค้าเอง แต่กรมจะเชิญมาจับคู่ธุรกิจกับผู้ส่งออกไทยเลย ซึ่งนอกจากจะเป็นการจัดหาซอร์สซิ่ง (แหล่งวัตถุดิบ) ให้พวกเขาแล้ว ยังเป็นเหมือนการจับคู่ค้าที่ดีให้ด้วยเลย”นางศรีรัตน์ กล่าวและว่า ในเรื่องของอี-มาร์เก็ต เป็นอีกเรื่องที่สำคัญ โดยเฉพาะสามารถช่วยเหลือเอสเอ็มอีได้มาก ซึ่งต่อจากนี้ไป กรมจะให้เรื่องนี้เป็นเสาหลักอันหนึ่งที่ทุกคนจะต้องช่วยกันพัฒนาต่อ

                         นอกจากนี้ ยังจะช่วยหาในเรื่องแหล่งเงินทุน สร้างผู้ประกอบการใหม่ และผลักดันเอสเอ็มอีให้เริ่มต้นออกสู่ตลาดต่างประเทศ โดยกรมมีโครงการเอสเอ็มอี โปรแอ็กทีฟ ช่วยสนับสนุนเอสเอ็มอีออกไปขยายตลาดต่างประเทศ ตลอดจนการจัดให้ความรู้ในการช่วยลดต้นทุนการผลิตและโลจิสติกส์ ซึ่งถือเป็นเรื่องของการเพิ่มขีดแข่งขันให้ผู้ประกอบการ การเพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ซึ่งถืออยู่ในเรื่องการลดต้นทุนทั้งหมด

                         สำหรับตัวสินค้าเองจะต้องเข้าไปดูในเรื่องมาตรฐาน โดยต้องทำมาตรฐานสินค้าให้ตรงกับความต้องการตลาด ซึ่งเรื่องนี้จะต้องควบคุมให้ดี ไม่ให้สินค้าของไทยมีปัญหา สุดท้ายคือการใช้ประโยชน์จากการเปิดเสรีทางการค้า (เอฟทีเอ) เป็นเรื่องที่กรมจะต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ อีกหลายหน่วยงาน ซึ่งตามแนวทางของนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ มอบนโยบายให้ต้องทำงานแบบบูรณาการ ซึ่งภารกิจของกรมก็ต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย

                         “การส่งออกที่ชะลอตัวลงนั้น เป็นเรื่องตลาดโลกเป็นหลัก แต่ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของประเทศไทยเองด้วยที่จะปรับตัวให้แข็งแรงเพื่อสู้กับโรคภัยของโลกภายนอก ซึ่งเราต้องต่อสู้กับตรงนี้ จึงต้องขึ้นอยู่กับเราด้วย อีกอย่างนโยบายของรัฐก็จะต้องทำในเรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องทำมากขึ้น” นางศรีรัตน์ กล่าว

 

โชว์ภารกิจการค้าครบวงจร

 

                         อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวด้วยว่า ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปรับเป้าหมายการส่งออกของปีนี้ เพราะถือเป็นเป้าหมายการทำงานเท่านั้น ซึ่งในเรื่องของเป้าหมายการส่งออกนั้น การจะนำมาวัดเป็นผลงานของกรมว่าสามารถทำได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่ มองว่าไม่ยุติธรรมนัก โดยเฉพาะตอนนี้กรมเองได้เปลี่ยนชื่อจากกรมส่งเสริมการส่งออก มาเป็นกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ภารกิจของกรมก็ไม่ใช่เรื่องการส่งออกอย่างเดียวเท่านั้น โดยการทำงานจะครบวงจรของการค้าระหว่างประเทศ ทั้งด้านนำเข้า กลางน้ำก็มีการพัฒนาผู้ประกอบการ พัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาดต่างประเทศ และปลายน้ำคือการพัฒนาตลาด

                         นอกจากการส่งเสริมในด้านส่งออกสินค้าแล้ว เรายังทำด้านบริการด้วย แต่ที่ผ่านมากลับไม่มีการวัดผลด้านบริการเลยว่านำรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวนเท่าไร ซึ่งต้องบอกว่าตอนนี้ภาคการผลิตมีสัดส่วนในผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของไทยอยู่ 45% ขณะที่ด้านบริหารมีถึง 50% โดยการส่งเสริมส่งออกด้านการบริการนั้น เช่น สปา โรงพยาบาล การรักษาพยาบาล ร้านอาหารไทยตามนโยบายครัวไทยสู่ครัวโลก รวมถึงการศึกษา ขณะเดียวกันการบริการที่มีการใช้เทคโนโลยีสูงเข้ามาช่วย เช่น ด้านเอ็นเตอร์เทนเมนท์ กรมก็พานักธุรกิจไปเปิดตลาดเป็นจำนวนมาก

                         แต่เมื่อมาวัดผลกันแล้วมาวัดกันที่ตัวสินค้าส่งออกอย่างเดียวเท่านั้น ทำให้ขณะนี้เอง กรมกำลังตามตัวเลขรายได้เข้าประเทศจากธุรกิจบริการ ซึ่งอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยในด้านบริการนั้น การท่องเที่ยวถือเป็นพระเอกนำรายได้เข้าประเทศมากที่สุดตอนนี้ แต่สินค้าบริการอื่นๆ ที่เอ่ยมานั้นก็มีศักยภาพสูงที่เราจะพัฒนาต่อ และน่าจะเป็นอนาคตของประเทศได้ เพราะเศรษฐกิจไทยในยุคใหม่เราขาดแคลนแรงงาน การใช้เทคโนโลยีน่าจะเป็นคำตอบกับโจทย์นั้นได้

                         “เราต้องคิดใหม่ทำใหม่เยอะมาก มาวัดแค่เรื่องการส่งออกอย่างเดียวคงไม่ได้แล้ว โดยกรมกำลังศึกษาในเรื่องนี้ ให้การวัดเคพีไอครอบคลุมการทำงานทั้งหมดของกรม โดยเฉพาะตามกรอบภารกิจใหม่” นางศรีรัตน์ กล่าว

                         นอกจากนี้ ยังได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ในการจัดทำแผนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในด้านการส่งออก โดยจะดำเนินการใน 11 กลุ่มอุตสาหกรรม และขณะนี้กำลังเข้าไปทำโครงการเซรามิก จ.ลำปาง ร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์ที่เคยได้ลงนามบันทึกความตกลงเบื้องต้น (เอ็มโอยู) ไว้ เพราะปัจจุบันอุตสาหกรรมเซรามิก จ.ลำปางนั้นได้รับผลกระทบจากตลาดโลก ทำให้แข่งขันได้ยาก จึงต้องการเข้าไปช่วยให้พวกเขาอยู่รอดได้ ด้วยการลดต้นทุน สอนวิธีในการทำธุรกิจ

                         “อย่างกลุ่มโอท็อป พรีเมียม ที่กรมรับผิดชอบ เราจะจัดคอร์สอบรมผู้จัดการชุมชน หรือวิสาหกิจชุมชน ให้เขาได้รับข้อมูลเพื่อนำไปเผยแพร่ต่อ ซึ่งนอกจากต้องพัฒนาด้านการดีไซน์ การลดต้นทุนแล้ว จะต้องนำความรู้ในเรื่องการบริหารจัดการเข้าไปด้วย ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเข้าไปช่วยส่งเสริมกลุ่มคนเหล่านี้ได้ดีขึ้น”

 

 

-----------------------

(สัมภาษณ์พิเศษ : พาณิชย์ฮึด! ปั๊มตัวเลขส่งออก เพิ่มแกร่งจากในบ้าน-สู้ศึกนอกบ้าน : โดย...อนัญชนา สาระคู)