ข่าว

เพื่อนซี้…ซีเรีย : วิถีมิสลิมโลก

เพื่อนซี้…ซีเรีย : วิถีมิสลิมโลก

06 ก.ย. 2556

เพื่อนซี้…ซีเรีย : วิถีมิสลิมโลก โดยศราวุฒิ อารีย์

               หากจะเปรียบเทียบกันระหว่างการใช้กำลังทหารสหรัฐบุกอัฟกานิสถาน (2001) และอิรัก (2003) กับแผนที่จะใช้กำลังแบบจำกัดโจมตีเป้าหมายในซีเรียขณะนี้ เราคงเห็นความแตกต่างมากมาย แต่ความต่างหนึ่งที่น่าสนใจคือ ขณะที่อัฟกานิสถานและอิรักก่อนถูกบุกโจมตีนั้น ไร้ซึ่งพันธมิตรที่จะให้การปกป้องช่วยเหลือ แต่ซีเรียมีทั้งพันธมิตรในภูมิภาคและมหาอำนาจโลกที่ยังคงยืนอยู่เคียงข้างไม่เปลี่ยนแปลง


               เป็นการยืนอยู่เคียงข้างท่ามกลางความเชื่อของประชาคมโลกส่วนใหญ่ที่มองรัฐบาลซีเรียเป็นเผด็จการและไร้ซึ่งความชอบธรรมนับตั้งแต่การใช้กำลังเข่นฆ่าประชาชนที่ลุกฮือเรียกร้องการปฏิรูปการเมืองหลังปรากฏการณ์ ‘อาหรับสปริง’ เมื่อปี 2011 เป็นการอยู่เคียงข้างหลังจากประชาชนนับแสนต้องเสียชีวิตในสงครามกลางเมือง และความเชื่อ (ที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้) ว่ารัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมีขจัดฝ่ายต่อต้าน ซึ่งมิอาจยอมรับได้

               ใครเป็นฝ่ายพันธมิตรซีเรียบ้าง และทำไมถึงค้ำจุนประธานาธิบดีบาซาร์ อัล-อัสซาดถึงขนาดนี้ เป็นประเด็นที่ผมจะพยายามแยกแยะให้ผู้อ่านได้เห็นในบทความสั้นๆ นี้ครับ

               รัสเซีย ซีเรียถือเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของรัสเซียที่ยังเหลืออยู่ในตะวันออกกลางเพียงประเทศเดียวหลังสงครามเย็น นั่นหมายความว่าหากปราศจากซีเรีย อิทธิพลของรัสเซียในตะวันออกกลางก็คงแทบจะไม่มีให้เห็น ขณะเดียวกัน ทั้ง 2 ประเทศก็ทำมาค้าขายกันมานาน ทั้งสินค้าที่เป็นอาวุธและไม่ใช่อาวุธ ปัจจุบันรัสเซียเองยังคงตั้งกองทัพเรือที่เมืองตาร์ตุสในซีเรียไว้อยู่

               นอกจากนั้น รัสเซียได้ใช้ประโยชน์จากซีเรียเป็นเส้นทางสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซีเรียเองก็ต้องการการลงทุนจากรัสเซีย โดยเฉพาะความทร่วมมือด้านน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่รัสเซียโดดเด่น ซีเรียมีข้อตกลงความร่วมมือการสร้างท่อน้ำมันจากอิรักลงสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน การร่วมทุนผลิตน้ำมันระหว่างรัสเซีย-ซีเรีย-อิรักจึงเป็นประเด็นสำคัญที่รัสเซียต้องยืนอยู่ข้างซีเรีย

               แต่ที่สำคัญคือ ระยะหลังรัสเซียพยายามหวนคืนสู่การแข่งขันเป็นผู้เล่นสำคัญในตะวันออกกลาง รัสเซียไม่อาจปล่อยให้สหรัฐมีบทบาทสำคัญแต่เพียงผู้เดียว โดยการรุกไล่และจำกัดอิทธิพลของรัสเซียได้อีกต่อไป ขณะเดียวกัน รัสเซียเองก็ยึดมั่นในการทูตแบบไม่แทรกแซงกิจการภายในของชาติอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำ โดยวิธีแทรกแซงทางทหารของฝ่ายตะวันตก ซึ่งจุดยืนนี้ก็คล้ายๆ กับจีนที่ยังคงยืนอยู่เคียงข้างซีเรีย

               อิหร่าน อิหร่านแทบไม่มีพันธมิตรในโลกอาหรับ ยกเว้นซีเรียที่มีความสำคัญยิ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่าน-ซีเรียต้องย้อนกลับไปดูตั้งแต่สมัยสงครามอีรัก-อิหร่าน (1980-1988) เพราะทั้ง 2 ฝ่ายต่างร่วมต่อสู้กับศัตรูร่วมคือซัดดัม ฮุสเซน แห่งอิรัก อีกทั้งยังร่วมมือกันคอยตรวจสอบและต่อต้านการรุกคืบเข้ามาของอิสราเอลในเลบานอน และพยายามป้องกันไม่ให้สหรัฐเข้ามามีอิทธิพลมากเกินไปในตะวันออกกลาง

               มาตรการอย่างหนึ่งที่อิหร่านและซีเรียทำร่วมกันเพื่อหยุดยั้งภัยคุกคามจากอิสราเอลและสหรัฐคือ การสนับสนุนสร้างความแข็งแกร่งให้แก่กองกำลังฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอน ตลอดรวมถึงกลุ่มฮามาสและอิสลามิกญิฮาดในปาเลสไตน์ จนเกิดเป็นความร่วมมือที่รู้จักกันในพันธมิตรกลุ่มนี้ว่า “ขบวนการต่อต้านเพื่ออิสลาม” (Islamic Resistance Movement)

               กลุ่มฮิซบุลลอฮ์เองก็ผูกพันอยู่กับซีเรียมาตั้งแต่สงครามกลางเมืองในเลบานอนและการยึดครองเลบานอนโดยอิสราเอล (1982-2000) ช่วงเวลานั้นซีเรียได้เข้าไปตั้งกองทัพและมีอิทธิพลอยู่ในเลบานอนอย่างลึกซึ้ง ตลอดจนให้การสนับสนุนกลุ่มฮิซบุลลอฮ์จนสามารถผลักดันให้อิสราเอลออกไปจากภาคใต้ของเลบานอนได้หลังจากที่ยึดครองมานาน จึงไม่แปลกที่กลุ่มฮิซบุลลอฮ์จะเข้ามาช่วยกองทัพซีเรียปราบฝ่ายกบฏในสงครามกลางเมืองซีเรียที่เกิดขึ้นวันนี้ ฉะนั้น การล้มลงของระบอบอัสซาดจากการแทรกแซงทางการทหารของสหรัฐ จึงถือเป็นหายนะและความสูญเสีย ไม่เฉพาะต่ออิหร่านเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพันธมิตรฝ่ายต่อต้านเพื่ออิสลามในการป้องกันภัยคุกคามจากอิสราเอลและสหรัฐที่นับวันยิ่งอันตรายมากขึ้น