ข่าว

'ปู'สั่งตั้งคกก.ยาง-ปัดซื้อเวลา

'ปู'สั่งตั้งคกก.ยาง-ปัดซื้อเวลา

05 ก.ย. 2556

'ยิ่งลักษณ์'สั่งตั้ง'คณะกรรมการเจรจาม็อบยาง' หวังตอบโจทย์เกษตรกรปัดซื้อเวลา ด้านสศก.คาดราคาขยับขึ้นสิ้นก.ย.นี้ ขณะที่หอการค้าชี้ประท้วง1เดือนศก.สูญหมื่นล้าน

               5 ก.ย.56 นายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการประชุมหน่วยงานความมั่นคง รัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหายางพาราว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้ติดตามรายงานการชุมนุมตลอด และคาดว่าจะจบลงได้ในเวลาที่ผ่านมา แต่กลุ่มผู้ชุมนุมมีความเห็นที่หลากหลาย แยกเป็นหลายกลุ่ม จึงเป็นเรื่องยากต่อการเจรจา หากเจรจาฝ่ายหนึ่งจบ ฝ่ายหนึ่งอาจไม่ยอมรับ

               รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้นนายกฯจึงดำริให้มีคณะกรรมการขึ้นมาเจรจา เพื่อให้ทุกกลุ่มได้เข้ามาเจรจาในเวลาเดียวกัน เพื่อให้เกิดการทำความเข้าใจอย่างเป็นระบบ โดยมีระดับรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพราะมีส่วนหนึ่งที่ได้รายงานนายกฯ อยากจะให้มีตัวแทนรัฐบาลไม่ใช่เฉพาะคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ส่วนรูปแบบการเจรจาว่าจะลงไปในพื้นที่ หรือหารือที่กทม.จะมีการหารือกันอีกครั้ง

               ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้ชุมนุมอาจมองว่าตั้งคณะเจรจาเป็นการซื้อเวลาในการแก้ปัญหา นายวราเทพ กล่าวว่า ยืนยันไม่ใช่การซื้อเวลา ที่ผ่านมารัฐบาลจริงใจในการแก้ปัญหามาโดยตลอด แต่เนื่องจากระบบยางมีคณะกรรมการเป็นขั้นเป็นตอนอยู่แล้ว ส่วนที่กลุ่มผู้ชุมนุมยืนยันให้รัฐบาลประกันราคาที่ 100 บาท รัฐบาลจะรับได้หรือไม่นั้น รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ต้องรอข้อสรุปจนกว่าคณะเจรจาสรุปเป็นประเด็นที่ชัดเจนก่อน จากนั้นจะนำมาหารือกัน

               ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการปิดถนนในช่วงนี้นายกฯมีนโยบายอย่างไร นายวราเทพ กล่าวว่า รัฐบาลเป็นห่วงที่มีความเดือดร้อน หากเป็นไปได้อยากให้ผู้ชุมนุมเปิดเส้นทาง ยืนยันว่ายังไม่ใช้มาตรการบังคับขั้นเด็ดขาด เพราะหากจะมีการสลายการชุมนุม จะเป็นเหตุผลนำมาอ้างในการยกระดับความเข้มข้นในการชุมนุม ทั้งนี้การรายงานสถานการณ์ยังไม่มีความเป็นห่วง ถึงขนาดที่ต้องใช้กฎหมายความมั่นคง แต่ห่วงการใช้เส้นทางของประชาชน ผลกระทบด้านเศรษฐกิจและเรื่องการสร้างสถานการณ์มากกว่า

               ทั้งนี้เมื่อเวลา 15.20 น. พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี นายกิตติรัตน์  ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีเเละรมว.คลังนายยุคล  ลิ้มเเหลมทอง รองนายกรัฐมนตรีเเละรมว.เกษตรเเละสหกรณ์ นายวราเทพ และนายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกันแถลงข่าวคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 246/2556 เรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการการแก้ไขปัญหายางพารา โดย พล.ต.อ.ประชากล่าวว่า เนื่องจากผู้เรียกร้องยังชุมนุมกันอยู่โดยเฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งน.ส.ยิ่งลักษณ์ มีความเป็นห่วงในภาพรวมราคายางทั่วประเทศไม่เฉพาะแต่พื้นที่จังหวัดภาคใต้ ดังนั้นนายกรัฐมนตรีจึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหายางพาราขึ้น

               พล.ต.อ.ประชา กล่าวว่า อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการมีดังนี้ 1.พิจารณาสภาพปัญหาเกี่ยวกับราคายางพาราและความเดือดร้อนของผู้ที่เกี่ยวข้องกับกิจการยางพารา และหารือร่วมกันกับตัวแทนผู้เกี่ยวข้องเกี่ยวกับกิจการยางพาราทุกภาคส่วน เพื่อให้ได้ข้อยุติที่เป็น ประโยชน์แก่ทุกฝ่ายและสามารถแก้ไขปัญหาความเดือนร้อนโดยให้กิจการยางพารามีเสถียรภาพ แล้วเสนอแนะข้อคิดเห็นในการแก้ไขปัญหาต่อคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) และคณะรัฐมนตรีต่อไป  2. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานของคณะกรรมการได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม  3.เชิญส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุมให้ข้อมูล และแสดงความคิดเห็น หรือจัดส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการ  4.ปฏิบัติตามหน้าที่อื่นตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย

               พล.ต.อ.ประชากล่าวว่า คณะกรรมการชุดดังกล่าวจะลงไปเจรจาเพื่อหาข้อยุติร่วมกันกับกลุ่มที่ชุมนุมที่เป็นผู้แทนของจังหวัดนครศรีธรรมราชในวันพรุ่งนี้ (6 ก.ย.) เวลา 10.00 น. ที่โรงแรมทวิน โลตัส จังหวัดนครศรีธรรมราช ทั้งนี้ในภาคอื่นๆ อาทิ ภาคเหนือ หรือว่าอีสาน เป็นต้นก็จะมีการพิจาณาต่อไปอีกส่วนหนึ่ง โดยการประชุมดังกล่าวจะมีการหารือเรื่องข้อยุติเกี่ยวกับการยางพาราและเรื่องการเปิดเส้นทางจราจรในลำดับต่อไป

               นายวราเทพกล่าวว่า ข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลไม่ใส่ในการแก้ไขปัญหายาพาราเนื่องจากเป็นพืชที่อยู่ในภูมิภาคที่ไม่ใช่ฐานเสียงของรัฐบาล แม้กระทั่งการอภิปรายในรัฐสภาในขณะนี้ว่า ไม่เป็นความจริง เพราะรัฐบาลพยายามที่จะแก้ไขปัญหามาโดยตลอด ผ่านคณะกรรมการกนย. และมีการปรับหลักเกณฑ์บางส่วนตามข้อเรียกร้อง และถึงแม้ว่านายกรัฐมนตรีจะไม่เข้าร่วมประชุมกนย.ด้วยก็ตาม ดังนั้นในการเจรจาในวันพรุ่งนี้เชื่อว่าจะสามารถทำให้เกิดความคืบหน้าใน 2 เรื่อง คือ 1.จากมติของกนย.ที่เพิ่มจำนวนพื้นที่การเยียวยาจาก 10ไร่ เป็น 25 ไร่  2. รองนายกรัฐมนตรีที่ร่วมในคณะเจรจาที่จะไปประชุมในวันพรุ่งนี้เป็น ไปในนามของรัฐบาลไม่ใช่ในนามกนย. เเต่ไปตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้คณะกรรมการดังกล่าวจะมีการพิจารณาแก้ไขปัญหายางพาราในระยะยาวด้วย

               ด้านพล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง รองเลขาธิการนายกฯกล่าวว่า จากการลงพื้นที่เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา แกนนำที่ส่งรายชื่อให้ตนที่จังหวัดสุราษฎ์ธานี ประกอบด้วย แกนนำใน 14 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 12 คน และในส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราชที่มีรายชื่ออยู่ประมาณ 30 คน ซึ่งจะประสานไปว่าใครที่พร้อมที่จะมาดำเนินการ และต้องเป็นคนที่เป็นเจ้าของสวน ลูกจ้างกรีดยาง เจ้าของกิจการจริงๆ เท่านั้น เพื่อเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการแก้ปัญหายางพารา

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการการแก้ไขปัญหายางพารา มีคณะกรรมการประกอบด้วย1.พล.ต.อ.ประชา เป็นประธานกรรมการ นายกิตติรัตน์ รองประธานกรรมการ นายยุคล รองประธานกรรมการ นายวราเทพ กรรมการ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการการส่งเสริมการลงทุน กรรมการ อธิบดีกรมป่าไม้ กรรมการ พล.ต.ต.ธวัช กรรมการและเลขานุการ นายสุภรณ์ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ โดยให้คณะกรรมการดังกล่าว คัดเลือกตัวแทนผู้เกี่ยวข้องกับกิจการยางพาราทุกภาคส่วน ได้แก่ เกษตรกรชาวสวนยางและผู้กรีดยาง ผู้ประกอบธุรกิจยางพารา ผู้ส่งออก และบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อเชิญมาร่วมดำเนินการกับกรรมการ

 

สศก.คาดราคายางขยับขึ้นสิ้นก.ย.นี้    

              นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสํานักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) กล่าวหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายแห่งชาติ (กนย.) ที่มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า สถานการณ์ยางพาราในขณะนี้มีทิศทางที่ดีขึ้น เนื่องจากความต้องการในอุตสาหกรรมต่างๆมีเพิ่มขึ้น และปริมาณอุปสงค์กับอุปทานในช่วงครึ่งหลังของปีนี้นับว่ามีปริมาณที่ใกล้เคียงกัน จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าไปแทรกแซงราคา ทั้งนี้คาดว่าภายในเดือน ก.ย.นี้ราคายางจะปรับขึ้นไปอยู่ที่ 85 บาท/กก.ได้ ส่วนในเดือน ต.ค.แนวโน้มราคายางพาราก็น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อีก


หอการค้าชี้ม็อบยางประท้วง1เดือนศก.สูญหมื่นล้าน

              นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประเมินสถานการณ์การชุมนุมประท้วงรัฐบาลของชาวสวนยาง ในการปิดถนน และปิดเส้นทางรถไฟหากมีความรุนแรงและยืดเยื้อนาน 1 เดือนขึ้นไป อาจสร้างความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 10,000 ล้านบาท หรือกระทบต่ออัตราการขยายทางเศรษฐกิจประมาณ 0.1% ดังนั้นต้องการให้รัฐบาลเร่งเจรจากับชาวสวนยางให้เร็วทีสุดหากดำเนินการเสร็จภายใน 1 สัปดาห์เชื่อว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจคงเกิดขึ้นไม่มาก
    
              ทั้งผลกระทบทางเศรษฐกิจนั้นส่วนใหญ่จะมาจากเรื่องของผู้ประกอบการไม่สามารถส่งสินค้าทั้งทางรถไฟและเส้นทางปกติได้ โดยเฉพาะการส่งสินค้ากลุ่มปูนซิเมนต์ อาหารทะเล เป็นต้น รวมถึงจะกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวด้วย เพราะหากสถานการณ์ยืดเยื้อยาวนานจะมีผลต่อช่วงไฮซีซั่น ซึ่งเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศเข้ามาเที่ยวในภาคใต้จำนวนมาก
    
              “แต่ที่หลายฝ่ายกังวลคือเมื่อเหตุการณ์ยาวนานการประท้วงของกลุ่มเกษตรกรอาจจะขยายวงกว้างจนเป็นการประท้วงทางการเมืองได้ ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งเจรจาเพื่อหาข้อยุติให้ได้โดยเร็ว เพราะหากมีการลุกลามก็จะมีผลกระทบต่อตลาดหุ้น การลงทุนภาพรวมของประเทศต่อไป”นายธนวรรธน์ กล่าว


หวั่นม็อบยางพาราขยายพื้นที่ปิดถนนฉุดขนส่งชะงัก

              ว่าที่ร้อยตรี ดร.ธเนศร์ โสรัตน์ รองประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทในเครือ วี-เซิร์ฟ กรุ๊ป ผู้ดำเนินธุรกิจโลจิสติกส์ครบวงจร เปิดเผยว่า จากกรณีม็อบชาวสวนยางพาราปิดถนนหลายจุดในพื้นที่ภาคใต้ยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าของบริษัท เนื่องจากสินค้าหลักที่ขนส่งจากภาคใต้ในสัดส่วน 60% เป็นสินค้ากลุ่มยางพารา เช่น ยางแผ่นรมควัน ที่บริษัทมีการรับมาจากตลาดกลางในจังหวัดสุราษฎร์ธานีประมาณ 40% และที่เหลือเป็นสินค้าอื่นที่ขนส่งมาจากพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง
    
              ทั้งนี้ การขนส่งสินค้าจากภาคใต้จะถูกนำเข้ามายังพื้นที่ส่วนกลางเพื่อส่งไปต่อไปยังท่าเรือกรุงเทพฯและท่าเรือแหลมฉบังเพื่อส่งออกต่อไป ซึ่งจากการปิดถนนดังกล่าว เบื้องต้นทำให้บริษัทต้องขนส่งสินค้าล่าช้าเป็นชั่วโมงเท่านั้น ยังไม่ถึงกับล่าช้าเป็นวัน แต่หากเกษตรสวนยางเพิ่มจุดปิดถนนมากขึ้น บริษัทก็ต้องปรับแผนขนส่งสินค้าใหม่ โดยเปลี่ยนไปขนส่งทางเรือ และขนส่งระบบรางแทน
    
              นอกจากการขนส่งสินค้าจากภาคใต้มายังส่วนกลางแล้ว การปิดถนนครั้งนี้ยังกระทบต่อการขนส่งสินค้าข้ามแดนด้วย เพราะบริษัทยังบริการขนส่งสินค้าต่างๆจากพื้นที่ส่วนกลางลงไปภาคใต้ เพื่อส่งออกไปยังประเทศมาเลเซียบริเวณด่านสะเดา และด่านปาดังเบซาร์ด้วย
    
              "จากการปิดถนนกว่า 10 วัน บริษัทกำลังรวบรวมผลกระทบที่เกิดขึ้นอยู่ซึ่งมีแน่นอน แต่ในฐานะผู้ประกอบการโลจิสติกส์ ก็ต้องหาทางออกโดยการส่งสินค้าทางเรือออกเลียบชายฝั่งทะเล และทางรถไฟแทน ซึ่งบริษัทก็จะมีการแจ้งไปยังลูกค้าล่วงหน้าเกี่ยวกับวันเวลาส่งมอบสินค้า เพราะการขนส่งทางบกลูกค้าค่อนข้างคาดหวังเรื่องเวลา แต่ตอนนี้เราอาจส่งของเลทเป็นชั่วโมง แต่ยังไม่ร้ายแรงถึงขั้นเลทเป็นวัน โดยเฉลี่ยบริษัทมีการขนส่งสินค้าทางบกระหว่างพื้นที่ภาคใต้ราว 30-40 เที่ยวต่อวัน"
    
              อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรยางพาราขยายจุดปิดถนนและประท้วงยาวนานขึ้น เส้นทางเลี่ยงมีปัญหาต่อระบบการขนส่งและโลจิสติกส์ ก็จะกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมไทยเป็นลูกโซ่