ข่าว

กนย.ขยายช่วย'ม็อบยาง'1,260บ./25ไร่

กนย.ขยายช่วย'ม็อบยาง'1,260บ./25ไร่

05 ก.ย. 2556

'กนย.'เคาะช่วย'ม็อบสวนยาง'ซื้อปัจจัยการผลิต 1,260 บาทต่อไร่ พร้อมขยายเป็นรายละไม่เกิน 25 ไร่ ไม่รับข้อเสนอกก.100 ตามม็อบขอ ด้าน'นายกฯ'อยากให้จบม็อบยางจบเร็วๆ

                5 ก.ย.56 นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงมติกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.)  ว่าที่ประชุม ไม่ได้พิจารณาข้อเสนอของกลุ่มเกษตรกรที่เรียกร้องให้ประกันราคาที่ 100 บาท ต่อกิโลกรัม แต่ทั้งนี้ที่ประชุมมีมติในการจ่ายเงินเพื่อให้นำไปซื้อปัจจัยการผลิต จำนวน 1,260 บาท ต่อไร่ (ข้อเสนอเดิม) โดยขยายจากเดิมที่จ่ายให้รายละไม่เกิน 10 ไร่ เป็นจ่ายให้รายละไม่เกิน 25 ไร่  โดยจะครอบคลุมถึงกลุ่มที่ไม่มีเอกสารสิทธิในการถือครองที่ดิน แต่กลุ่มที่บุกรุกป่าสงวนจะไม่ได้รับการพิจารณา ทั้งนี้มติ กนย. จะนำเสนอเข้าที่ประชุม ครม. ต่อไปเพื่ออนุมัติให้ดำเนินการ

 

 

"ธวัช" เผย "นายกฯ" อยากให้จบม็อบยางจบเร็วๆ ยันไม่มีแนวคิดใช้ พรบ.มั่นคง

 

               เมื่อเวลา 13.15 น.พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง กล่าวภายหลังประชุมร่วมกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ว่า นายกฯเป็นห่วงการชุมนุมของกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเข้าไปแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำ แต่ตัวเลขล่าสุดที่เสนอมา 100 บาทต่อกิโลกรัม เป็นตัวเลขที่ไม่ได้มีการวิเคราะห์ศึกษาอะไรเลย ไม่ได้ตอบโจทย์ความชัดเจนหรือไม่ชัดเจนของปัญหาราคายาง ดังนั้นการจะตอบโจทย์จริงๆ จะต้องรู้ว่าสิ่งที่รัฐทำไปใครได้ประโยชน์ ถ้าทำไปแล้วเกษตรกรได้ประโยชน์อย่างจริงจัง รัฐยินดี แต่ถ้าทำไปแล้วพ่อค้าคนกลางหรือองค์กรหนึ่งองค์กรใดที่เก็บสต็อกยางไว้ตรงนี้เขาจะได้เต็มๆ เงินจำนวนมหาศาลแทนที่จะถึงมือเกษตรกรกลับไปอยู่ในมือพ่อค้านายทุนหมด ซึ่งในที่ประชุมหน่วยงานความมั่นคงและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้พูดถึงประเด็นนี้ ขณะที่กลุ่มผู้เรียกร้องเข้าใจในสิ่งที่รัฐคิด

               ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯมีความกังวลสถานการณ์ชุมนุมอาจจะบานปลายหรือไม่ พล.ต.ต.ธวัช กล่าวว่า นายกฯในฐานะผู้นำ ห่วงใย เรื่องสถานการณ์ด้านการเกษตรโดยมองว่าการชุมนุมที่เกิดขึ้นความเสียหายภาคใต้ในภาพรวมมีอะไรบ้าง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมและสินค้าเกษตรอื่นๆเสียหาย ซึ่งเวลานี้นายกฯได้ให้ทุกภาคส่วนสรุปตัวเลขในภาพรวมความเสียหายมา

               ส่วนสถานการณ์การชุมนุมล่าสุด ทาง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. รายงานว่าสถานการณ์ดีขึ้นโดยทางตำรวจมีมาตรการติดตามการเคลื่อนไหวตลอดเวลา และมีแผนสกัดกั้นกลุ่มผู้ชุมนุมที่จะปิดถนนเพิ่มเติม แต่จะไม่ให้เกิดความรุนแรงหรือการปะทะกันเกิดขึ้น ซึ่งการเรียกร้องทางการเมืองและการเรียกร้องทางพืชเกษตรกรรม จะใช้คนละวิธีการในการดูแล ขณะที่นายกรัฐมนตรีอยากให้การชุมนุมยุติโดยเร็วจึงได้เรียกประชุมฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องครั้งนี้ อย่างไรก็ตามทางหน่วยงานความมั่นคงไม่ได้เสนอแนวคิดใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงดูแลสถานการณ์ ตอนนี้ใช้กฎหมายปกติทั้งของตำรวจ มหาดไทย และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)

               “การชุมนุมเกษตรกรชาวสวนยางในภาคใต้ยังมีโรคแทรก ถ้าโรคแทรกหายมันก็จบได้ เพราะเวลาลงไปคุยในพื้นที่และรับข้อเรียกร้อง ซึ่งการเจรจาค่อนข้างจะเรียบร้อยสุภาพ รับฟังซึ่งกันและกัน แต่พอออกจากจุดนี้ไปยังกลุ่มผู้ชุมนุมก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง เนื่องจากมีคนบางกลุ่มบางพวกพึงประสงค์อย่างอื่น ไม่พอใจและขับเคลื่อนในสิ่งที่ไม่ควรจะขับเคลื่อน” พล.ต.ต.ธวัช กล่าว

 

 

"มท.1"ย้ำจำเป็นต้องใช้ พ.ร.บ.ป้องกันฯ หวั่นม็อบป่วนเลยเถิด

                

               นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มชาวสวนยางพารา ว่า ความเดือดร้อนของเกษตรกรทางรัฐบาลจะต้องดูแล แต่ว่าการเดือดร้อนนั้นต้องแสดงออกตามกรอบของกฎหมายรัฐธรรมนูญ การละเมิดออกไปจนถึงการปิดถนน หรือจะไปปิดสนามบินอย่างที่เคยมีการทำมาอย่างนี้ก็ไม่เหมาะ เพราะเศรษฐกิจบ้านเมืองก็จะทรุดโทรมลงไป ดังนั้น จึงกำชับให้เจ้าหน้าที่ดูแลสถานที่ราชการที่สำคัญๆไว้ด้วย

               ส่วนการนำ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มาใช้จัดระเบียบกับผู้ชุมนุมเป็นหลักนั้น นายจารุพงศ์ กล่าวว่า ถ้าเราต้องการจะควบคุมไม่ให้เขาทำในสิ่งที่เลยเถิดไปนั้น เราก็จำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายพิเศษเพิ่มขึ้น ซึ่งมีจากอ่อนไปสู่ขนาดกลางและเข้มข้น ไม่เช่นนั้นเจ้าหน้าที่กระทำอะไรก็ผิด ซึ่ง พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หมายถึงถ้ามีอะไรที่จำเป็นจะต้องป้องกันไว้ก่อน ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดแล้วค่อยทำ ถือเป็นกฎหมายอ่อนสุดแล้ว

               นายจารุพงศ์ กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการว่าในระดับกระทรวงให้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการ ส่วนศูนย์ใหญ่จะมี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน อย่างไรก็ตาม ในจังหวัดที่มีการชุมนุมนั้นจะต้องมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน มีผู้การบังคับการตำรวจภูธร และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มาเป็นทีมเตรียมพร้อมที่จะดำเนินการต่างๆ ยืนยันว่าเราจะใช้การเจรจาเป็นหลัก

               “ขอร้องพี่น้องเกษตรกรว่า ให้ค่อยๆ มาพูดคุยกัน เราก็จะปรับเท่าที่ทำได้ ทำได้ตามที่มีขีดความสามารถของรัฐบาลจะทำได้ เพราะมีปัจจัยอะไรหลายๆ อย่าง ราคายางอยู่ที่กลไกตลาด ถ้าเราแทรกแซงหรือดำเนินการอะไรก็จะทำได้ในระดับหนึ่ง และหากในอนาคตอาจมีกลุ่มเกษตรต่างๆ มาเรียกร้องบ้างนั้น ถ้ามีปัญหาเรื่องราคาก็บอกมา เราเองเราก็คิดแก้ไขไม่ใช่จะรอให้มีเรื่องแล้วถึงแก้ไข พยายามที่จะแก้ไขก่อน แต่ทั้งหมดก็ไม่ใช่จะแก้ไขได้โดยรัฐบาลแต่ฝ่ายเดียว เพราะต้องอยู่ที่ราคาของสินค้านั้นๆ และขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดด้วย ดังนั้น ถ้ามานั่งคุยกัน รับฟังกันด้วยเหตุด้วยผลทุกอย่างก็น่าจะแก้ไขได้ ไม่ใช่ว่าตั้งข้อเรียกร้องแล้วต้องได้ทุกอย่าง" ” รมว.มหาดไทย กล่าว

               ส่วนกรณีที่อาจมีกลุ่มการเมืองเข้ามาหนุนหลังผู้ชุมนุม รมว.มหาดไทย กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีว่านักการเมืองในกลุ่มหลายคนที่ทำธุรกิจซื้อขายยางพารา และในอดีตสมัยก่อนก็เคยมีเรื่องเผาโรงเก็บยางด้วย คนทางใต้รู้ทั้งบาง ตรงนี้เลยกลายเป็นประเด็นขึ้นมา เราก็ทราบและก็อยากขอให้มาคุย คือ การจุดกระแสทางการเมืองนั้นจุดไม่ติด เลยหันมาจุดด้านปากท้อง เรื่องปากท้องทางรัฐบาลก็เข้าใจว่าเป็นความเดือดร้อนของประชาชนก็อยากจะช่วยแก้ไข แต่ถ้าหากว่าเกมการเมืองผสมกับเรื่องปากท้องก็จะเป็นเรื่องที่แก้ไขยาก