ข่าว

'พท.'ปัดหักคอลงมติที่มา'ส.ว.'ม.5

'พท.'ปัดหักคอลงมติที่มา'ส.ว.'ม.5

05 ก.ย. 2556

วิปรัฐบาลยัน มติแก้รัฐธรรมนูญ ที่มา ส.ว. มาตรา 5 ถูกต้อง อ้าง 'ปชป.' มัวแต่ประท้วง ไม่เสนอญัตติขอเปิดอภิปรายต่อเอง

 

                          5 ก.ย. 56  นายอุดมเดช รัตนเสถียร ที่ปรึกษาคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวว่า การลงมติโหวตมาตรา 5 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ ส.ว.เมื่อคืนวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา ถือเป็นการลงมติให้ความเห็นชอบผ่านมาตราดังกล่าวไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่การเสนอขอปิดการอภิปรายตามที่ฝ่ายค้านเข้าใจ ในช่วงนั้นมีผู้เสนอขอปิดการอภิปราย เพราะเห็นว่าอภิปรายมายาวนาน และประเด็นวนเวียนซ้ำซาก ซึ่งนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ที่ทำหน้าที่ประธานในการประชุม ก็ถามความเห็นที่ประชุมแล้วว่า มีใครเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ แต่พรรคประชาธิปัตย์มัวแต่ประท้วง ไม่ยอมเสนอญัตติให้มีการเปิดอภิปรายต่อ จึงถือว่าไม่มีใครเห็นเป็นอย่างอื่น ยอมรับการปิดการอภิปราย เมื่อนายนิคม เช็กองค์ประชุมแล้วครบ ก็ถามที่ประชุมว่า ใครเห็นด้วยกับร่างแก้ไขของกรรมาธิการฯ เสียงข้างมาก ซึ่งที่ประชุมก็ให้ความเห็นชอบ ดังนั้นถือว่าเป็นการโหวตผ่าน มาตรา 5 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ จะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่ารัฐบาลทำผิดกฎหมายนั้น ก็คงไม่เป็นไร เพราะถึงอย่างไรฝ่ายค้านก็จะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว แต่เรื่องการทำหน้าที่ในสภาฯ เป็นเรื่องของสมาชิก ให้ไปเปิดกฎหมายดูได้ ว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยหรือไม่ ถ้ายังตะแบงอยู่ก็จะเสี่ยงกับศรัทธาของประชาชน เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา เคยวินิจฉัยว่าไม่สามารถรวบรัดตัดสิทธิการอภิปรายของสมาชิกที่เข้าชื่อขอแปรญัตติได้ นายอุดมเดช กล่าวว่า เป็นความเห็นของนายสมศักดิ์ ที่อาจจะสับสน ซึ่งจะถูกหรือผิดก็เป็นอีกเรื่อง แม้ผู้สงวนคำแปรญัตติยังอภิปรายไม่ครบทุกคน แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องให้พูดหมดทุกคน ถ้ามีผู้ขอแปรญัตติ 600 คน แล้วต้องได้พูดทุกคน ก็คงไม่ต้องออกกฎหมายอะไรแล้ว ที่ผ่านมาเราให้โอกาสพรรคประชาธิปัตย์มามากพอแล้ว แต่ก็ยังอภิปรายวนเวียนซ้ำซาก เราก็ต้องรักษาภาพลักษณ์องค์กรไว้ ไม่ใช่การหักคอลงมติ

                          ด้านนายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของ ส.ว. กล่าวว่า ยืนยันว่าการลงมติโหวตมาตรา 5 เมื่อคืนวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา เป็นการลงมติอย่างถูกต้อง ไม่ได้รวบรัด และไม่ขัดรัฐธรรมนูญแน่นอน ซึ่งข้อบังคับการประชุมก็ระบุว่าสมาชิกหรือประธานในที่ประชุมสามารถเสนอขอปิดการอภิปรายได้ ถ้าไม่มีใครเห็นเป็นอย่างอื่นก็ให้ลงมติโหวตได้เลย หากพรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยกับการขอปิดการอภิปราย ต้องเสนอญัตติให้เปิดอภิปรายต่อ ไม่สามารถมาอ้างได้ว่าผู้สงวนคำแปรญัตติยังพูดไม่ครบทุกคน เพราะที่ผ่านมาอภิปรายวนเวียนซ้ำซากกันมาตลอด

                          ขณะที่นายพายัพ ปั้นเกตุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นผู้เสนอญัตติขอปิดการอภิปรายมาตรา 5 นั้น เนื่องจากเห็นว่าการอภิปรายมาตราดังกล่าวแสดงเหตุผลมารอบด้านจนเริ่มซ้ำประเด็นจึงเสนอปิดอภิปราย ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน มีผู้รับรองครบถ้วน และเป็นความคิดของตัวเอง ไม่มีใบสั่งจากใคร ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ยังมีผู้สงวนคำแปรญัตติยังอภิปรายไม่ครบทุกคนนั้น ทำไมพรรคประชาธิปัตย์ไม่เสนอญัตติขอให้เปิดอภิปรายต่อ มัวแต่ประท้วงกันอยู่ได้

 

 

อุ้ม 'นิคม' มั่นใจสั่งลงมติ ม.5 ไม่ขัด รธน.

 

                          นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงโจมตีพฤติกรรมของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ในการประชุมร่วมรัฐสภาว่า รู้สึกเป็นห่วงคุณภาพของระบบประชาธิปไตยไทย เพราะ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่ดูเหมือนจะกินยาผิดซอง เป็นนักเลงขี้เมา ไร้มารยาท ผิดกับบรรทัดฐานของพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยปฏิบัติมา จนทำให้ประชาชนรู้สึกเบื่อหน่ายกับพฤติกรรมของฝ่ายค้าน เพราะจากการประชุมเพื่อพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีการอภิปรายกว่า 3 สัปดาห์ รวม 65 ชั่วโมง ผ่านไปได้ไม่กี่มาตราเท่านั้น ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยเห็นว่าการกระทำของนายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภาในการให้ลงมติในมาตรา 5 เป็นการกระทำที่ถูกต้อง ไม่ขัดกับข้อบังคับและรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยได้ขอความร่วมมือจาก ส.ส.ให้งดภารกิจในพื้นที่ในช่วงวันศุกร์ที่ 6 ถึงวันอาทิตย์ที่ 8 ก.ย.นี้ เพื่อเตรียมความพร้อมประชุมสภาฯ

                          "นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ควรทำตัวเกลียดตัวกินไข่ กินปลาไหลกินน้ำแกง หรือปากว่าตาขยิบ ปล่อยให้คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ออกไปเดินสายจีบกลุ่มเครือข่ายประชาชน 15 กลุ่ม เพื่อมาร่วมกันล้มรัฐบาล แต่เชื่อว่าทำไม่สำเร็จ เพราะกลุ่มเหล่านี้เขาเข็ดเขี้ยวพรรคประชาธิปัตย์กันหมดแล้ว ผู้ใหญ่ในประเทศได้ช่วยกันทำสะพานเพื่อก้าวข้ามความขัดแย้ง แต่นายอภิสิทธิ์กลับสนับสนุนให้พลพรรคของตัวเองให้นักเลงมาพังสะพานแห่งความสงบสุขของประทศไทยหรือไม่"

 

 

ไล่ 'ส.ส.ปชป.' ลาออก - ร่วมม็อบ

 

                          ที่รัฐสภา นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) เตรียมยื่นถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานรัฐสภา ออกจากตำแหน่งและยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 68 ให้ระงับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะนี้ ว่า การที่ฝ่ายค้านกล่าวหานายนิคม ว่าปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นกลาง ขัดกับรัฐธรรมนูญนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะนายนิคม ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลางมาตลอด เห็นได้จากการอนุญาตให้ผู้เสนอคำแปรญัตติที่ขัดต่อหลักการทั้ง 57 คนได้อภิปราย ถือเป็นการอะลุ่มอล่วยแก่สมาชิกรัฐสภาอย่างมาก แต่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ต่างหากที่ทำหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญและข้อบังคับรัฐสภามากที่สุดจากพฤติกรรมต่างๆ ที่ผ่านมา

                          ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านกล่าวหานายนิคม มีผลประโยชน์ทับซ้อนในการแก้ไขรธน.เพื่อให้ได้รับการเลือกตั้งในสมัยหน้านั้น ตนเห็นว่านายนิคม ทำหน้าที่ตามปกติ เพราะการแก้ไขที่มา ส.ว.ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้ใครคนหนึ่งและเป็นไปตามมติที่ประชุม ตนจึงมองว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเกมการเมือง

                          นายพร้อมพงศ์ กล่าวถึงกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่มาของ ส.ว.ที่ต้องมาจากการเลือกตั้งทั้ง 200 คน ว่า พรรคประชาธิปัตย์ ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีสิทธิ์เลือก ส.ว.ด้วยตนเอง ซึ่งการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานวิปฝ่ายค้าน อยากให้คง ส.ว.สรรหา ไว้อยู่นั้น ตนเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ทำการดูถูกประชาชนและทำตัวไม่ต่างกับทายาทเผด็จการ และการที่ประธานรัฐสภาสั่งปิดประชุมเมื่อวานนี้ (4 ก.ย.) ถือว่าเป็นการทำหน้าที่ตามปกติ และถือเป็นความผิดพลาดของพรรคประชาธิปัตย์เองที่ไม่เสนอญัตติให้อภิปรายต่อหลังจากที่ ส.ส.ฝั่งรัฐบาลเสนอญัตติให้ปิดประชุมแล้ว โดยฝ่ายค้านมัวแต่ประท้วงไม่สนใจว่าประธานได้สั่งให้ลงมติในมาตรา 5 แล้ว เมื่อพรรคประชาธิปัตย์แพ้เสียงโหวตก็ไม่ยอมรับเสียงส่วนใหญ่ การกระทำการแบบนี้จึงเหมือนขี้แพ้ชวนตี

                          นอกจากนี้ นายพร้อมพงศ์ ยังกล่าวถึงกรณีม็อบชาวสวนยางที่ปักหลักชุมนุมประท้วงอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ ว่า ขณะนี้ในบางพื้นที่เช่น จ.สตูล ได้มีการพูดคุยและพบว่าชาวบ้านมีความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินการของรัฐบาลที่จะผลักดันให้ราคายางพาราสูงขึ้น แต่ทั้งนี้ก็พบว่ามีบางส่วนที่ยังปักหลักชุมนุมกันอยู่ ซึ่งตนยืนยันว่าม็อบประกอบด้วยประชาชน 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่อยู่ในพื้นที่ 30% และคนนอกพื้นที่ถึง 70% ทั้งนี้ ทางรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยไม่ได้นิ่งนอนใจกับปัญหาที่เกิดขึ้นและจะเร่งดำเนินการแก้ไข โดยขอให้พรรคฝ่ายค้านอย่าซ้ำเติมรัฐบาลด้วยการทำการเมืองแบบเดิน 2 ขา ทั้งในและนอกสภา ซึ่งแทนที่พรรคประชาธิปัตย์จะนำปัญหาชาวสวนยางมาคุยกับรัฐบาล แต่กลับประกาศว่าจะเข้าร่วมม็อบด้วย

                          อย่างไรก็ตามตนเห็นว่าเรื่องนี้มีเบื้องหน้าและเบื้องหลังอย่างแน่นอน ตนเห็นว่า ส.ส.ที่ไปชุมนุมกับม็อบควรลาออกจาก ส.ส.และสิ่งที่พยายามโจมตีว่ารัฐบาลมี 2 มาตรฐานในการช่วยเหลือเกษตรกรนั้น ก็ไม่เป็นความจริง อย่าเอาเรื่องนี้มาเป็นเกมการเมือง โดยตนจะรวบรวมหลักฐานว่า มีเครือญาติ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ไปเกี่ยวข้องกับม็อบสวนยางอย่างไรเพื่อจะเอาผิดต่อไป และขอเตือนผู้ชุมนุมอย่าตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง

 

'วราเทพ'ปัดตอบ'ปชป.'เดินสายพบผู้ใหญ่

               ขณะที่นายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรมช.เกษตรและสหกรณ์กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์มีเวทีเดินหน้าปฏิรูปประเทศ ว่า ตนไม่ทราบแนวทางของพรรคประชาธิปัตย์ แต่หากทำแล้วเกิดประโยชน์ ก็ควรจะทำในสิ่งที่เราช่วยกันได้ อาจจะแยกเวทีกันได้ เพราะคนที่จะตัดสินคือ สื่อมวลชน และพี่น้องประชาชน ซึ่งติดตามอยู่ ทั้งนี้ในส่วนของรัฐบาล วันนี้ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี ได้ประชุมกับคณะทำงานที่ได้รับมอบหมายจากเวทีใหญ่ ให้มารวบรวมประเด็นที่มีการศึกษาของคณะกรรมการชุดต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ว่าประเด็นใดที่มีการตกผลึกเห็นตรงกันแล้ว ควรที่จะมาพิจารณาก่อน ซึ่งการประชุมวันนี้มีการตกผลึกโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจและสังคม

               รมต.สำนักนายกฯ กล่าวต่อว่า อย่างเรื่องสังคมที่มีข้อเสนอที่ตรงกันแล้ว ก็เตรียมนำมาพิจารณาในคณะทำงานด้านสังคม เพื่อให้ได้ข้อสรุปก่อนที่จะเสนอเวทีใหญ่ต่อไป คาดว่าวันนี้จะสรุปได้ว่ารายชื่อคณะทำงานเวทีปฏิรูปประเทศไทยในแต่ละด้านจะมีจำนวนเท่าไหร่ และคาดว่าอีกสองสัปดาห์กลุ่มทำงานด้านเศรษฐกิจและด้านสังคมจะสามารถประชุมกันได้บ้างแล้ว ส่วนด้านการเมืองต้องรอนายบรรหาร ศิลปอาชา ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กลับมาจากต่างประเทศก่อน ซึ่งท่านได้มีการนัดพบผู้นำฝ่ายค้านฯและแกนนำต่างๆ หลังจากนั้นก็จะไปปรึกษากับท่านว่าจะมีการประชุมคณะทำงานด้านการเมืองเมื่อไหร่

               ผู้สื่อข่าวถามว่า มีหลายเวทีจะทำให้เกิดความสับสนหรือไม่ นายวราเทพ กล่าวว่า ในฐานะที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมือง แต่หากเขาเห็นว่าเรื่องนี้มีความสำคัญก็ทำได้ อย่างที่บอกหากเขาเข้ามาร่วม ซึ่งทุกภาคส่วนก็อยู่ที่นี้ โดยเฉพาะรัฐบาลเป็นเจ้าภาพในการริเริ่ม ก็ยินดีที่จะสนับสนุนในเรื่องที่จะทำตามข้อเสนอ เมื่อถามต่อว่า สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์บางส่วน จะเดินไปพบนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อขอคำแนะนำปฏิรูปประเทศ รวมถึงจะไปขอคำแนะนำจากบุคคลที่รัฐบาลไปเชิญ แล้วไม่ได้ตอบรับคำเชิญ รมต.สำนักนายกฯ กล่าวว่า ยังเข้าใจว่าท่านเหล่านั้นคงให้ข้อมูล เหมือนกับที่รัฐบาลเห็นด้วยกับเรื่องที่ต้องการปฏิรูป เมื่อถามว่า พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังยืนยันในเงื่อนไขเรื่องการถอนร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง และพ.ร.บ.นิรโทษกรรม นายวราเทพ กล่าวว่า ก็ให้นายบรรหารไปเจออีกครั้งก่อน เผื่อบางทีพูดผ่านไปผ่านมายังไม่พูดจับเข่าคุย อย่างที่เรียนว่าไม่ใช่วันเดียวจบ เขาอาจจะมาครั้งหลังก็ได้

               ผู้สื่อข่าวถามถึงแนวทางสร้างความปรองดองของนายโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ นายวราเทพ กล่าวว่า เป็นข้อประสบการณ์ เราจะเอามาใช้หรือไม่เอามาใช้ก็อยู่ที่เรา เห็นว่ามีประโยชน์ก็เอามาใช้ แต่ไม่ใช่เหมือนของเขาซะทีเดียว เมื่อถามว่า มองว่าเป็นทางออกหรือไม่ เพราะนายโทนี แบลร์ มองจากคนนอก นายวราเทพ กล่าวว่า จริงๆ ทางออกมีหลายวิธีอยู่ที่ว่าเราจะเลือกใช้ทางออกไหน ที่เหมาะกับเราซึ่งบางทีต้องใช้วิธีผสมผสานกัน