
'แทมมี่'ฝากถึง'โอบามา'ก่อนทำสงครามซีเรีย
'ลัดดา แทมมี่ ดักเวิร์ธ' ฝากถึงผู้นำสหรัฐ 'ถ้าทำสงคราม...อย่าใช้ชีวิตคนฟุ่มเฟือย' : สัมภาษณ์พิเศศโดยวีณารัตน์ เลาหภคกุล
การเดินทางมาเยือนเมืองไทยของ พ.ท.หญิงลัดดา แทมมี่ ดักเวิร์ธ ส.ส.สหรัฐอเมริกา เขต 8 มลรัฐอิลลินอยส์ ตามคำเชิญของกระทรวงการต่างประเทศ ครั้งล่าสุด หญิงเหล็กเชื้อสายไทยเปิดโอกาสให้ "เครือเนชั่น" สัมภาษณ์พิเศษเจาะลึกทั้งแง่คิดมุมมองด้านการเมือง การต่างประเทศ และการทหาร แบบตรงไปตรงมา บางช่วงยังแฝงปรัชญาชีวิตได้อย่างลึกซึ้ง
คุณแทมมี่มาเมืองไทยแต่ละครั้ง รู้สึกผูกพันกับเมืองไทยมากน้อยขนาดไหน
ดีใจที่มา ทุกครั้งที่มา รู้สึกเมืองไทยก้าวหน้าไปเยอะ เปลี่ยนแปลงไปเยอะ บางที่จำไม่ได้เลย
อยู่อเมริกาได้พูดภาษาไทยเยอะไหม พูดเก่งเลยนะคะเนี่ย
ขอบคุณค่ะ พูดกับคุณแม่ พูดที่บ้าน ปีหนึ่งคุณแม่อยู่กับแทมมี่ 7-8 เดือน นอกนั้นก็กลับมาเมืองไทย ก็พูดที่บ้านคะ
อ่านออกเขียนได้ไหม
พอใช้ได้นะคะ อ่านออกพอใช้ได้ เขียนเหมือนเด็ก ป.3 ลายมือไม่ดีเลย
เป็น ส.ส.สมัยแรก มีภารกิจอะไรที่อยากทำเป็นพิเศษไหม
ในฐานะที่เป็น ส.ส. ต้องการช่วยเหลือทั้งสองประเทศ ตัวเองได้เป็น ส.ส.คนแรกที่มีเชื้อชาติไทย เลยคิดว่ามีโอกาสที่จะช่วยสหรัฐมองกลับมาทางเอเชีย ถ้าเราจะก้าวหน้าต่อไปทางเศรษฐกิจ การพัฒนา และการทหาร แทมมี่มีโอกาสดีกว่าคนอื่น ที่จะช่วยให้ทั้งสองประเทศร่วมมือกัน
มาเมืองไทยครั้งนี้คุณแทมมี่เป็นแขกของกระทรวงการต่างประเทศของไทย ได้เรียนรู้อะไรเกี่ยวกับเมืองไทยที่คิดว่าจะนำไปช่วยให้ความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศดีขึ้น
คราวนี้ ที่เรียนรู้มากที่สุด คือด้านเศรษฐกิจ วันนี้ไปพบหอการค้าอเมริกันในไทย และพบกับบริษัทไทยบางแห่ง ต้องการเตรียมให้เขตของแทมมี่ที่อิลลินอยส์มีบริษัทหลายบริษัทที่ทำการผลิตเพื่อการส่งออก ต้องการดูทางนี้
ทำไมอยากเป็นนักการเมือง
ที่เป็นนักการเมือง ไม่ได้คิดเลย ตั้งแต่เด็กอยากเป็นทูต อยากทำงานที่สถานทูตสหรัฐทั่วโลก ชอบเดินทาง ชอบอยู่ต่างประเทศ คิดว่าจะไปทางนี้ แต่พอบาดเจ็บจากสงครามในอิรัก ดิฉันเป็นผู้ได้รับบาดเจ็บที่มีตำแหน่งสูงที่สุดที่อยู่ในโรงพยาบาล แล้วน้องๆ ที่บาดเจ็บเขาเริ่มมีเรื่องกับรัฐบาลของเราเอง เขาให้แทมมี่ช่วย ในเมื่อเรามีตำแหน่งสูง ตอนนั้นรัฐอิลลินอยส์มี ส.ว. 2 คน คนหนึ่งชื่อ "ดิค เดอร์บิน" และอีกคนชื่อ "บารัก โอบามา" ตอนนั้นท่านบารัก โอบามา ทำงานด้านทหารผ่านศึก เขาทำสิ่งหนึ่งที่คงไม่ได้คิดตอนนั้น เขาเอานามบัตรให้และเขียนเบอร์มือถือให้ แทมมี่เลยโทรเดือนหนึ่ง 2-3 ครั้ง โทรไปก็มีเรื่องอีกแล้ว ช่วยด้วย หลังจากนั้น 10 เดือน ท่านดิค เดอร์บิน โทรมาบอกว่า บารักกับผมคิดว่า ถ้าเธอคิดว่ารัฐบาลของเธอทำดีไม่พอสำหรับทหารผ่านศึก ทำไมไม่ไปสมัครหาเสียงเป็น ส.ส. งงไปเลยค่ะ บอกว่าขอคิดหน่อยได้ไหมคะ ผ่านไปเวลา 3-4 เดือน เขาพูดจริง ตอนนี้ไม่มีทหารผ่านศึกที่เป็น ส.ส. ทั้งสองท่านบอกว่าไปทำสิ ถ้าเธอคิดว่าทำไม่ดี ทำไมไม่ไปซ่อมเอง เลยตัดสินใจสมัคร
ลงสมัครเมื่อปี 2006 แพ้แบบเฉียดฉิว บทเรียนสำคัญการแพ้ครั้งนั้นคืออะไร
อย่างแรกคือ รู้จักการออกไปหาเสียง ซึ่งกินเวลา 18 เดือน นานและแพง ต้องทำหลายอย่างที่ไม่เคยทำ พอสมัครครั้งที่สองจึงรู้มากขึ้น ความพ่ายแพ้เป็นบทเรียนที่ดี ทำให้ได้ไปทำงานด้านทหารผ่านศึกของรัฐบาลในระดับรัฐ และของทั้งประเทศ คนอื่นรู้ว่าทำงานมา 6 ปี จากที่ไม่รู้จักว่าแทมมี่เป็นใคร รู้แค่ว่าเป็นทหารที่ได้รับบาดเจ็บ คราวนี้รู้ว่าคนคนนี้ทำอะไรได้ มีประสบการณ์สำหรับการเมืองทั้งในรัฐและประเทศ จึงได้ชัยชนะ
ปี 2012 ชนะ.. คิดว่าทำไมถึงชนะ
ได้ทำมาหลายอย่าง แล้วชาวบ้านรู้ว่า 6 ปีที่ผ่านไป ไม่ได้หายไป ทำงานตลอด พบกับคนตลอด คนก็เชื่อใจว่าสิ่งที่แทมมี่พูดเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ไม่ได้ทิ้งไป เราทำงานต่อ เขาก็เชื่อใจ เลยสำเร็จ
เวลาพูดถึงอเมริกาจะนึกถึงความเท่าเทียม ในฐานะผู้หญิงที่เล่นการเมืองในอเมริกา ยังมีอุปสรรคอะไรบ้างไหม
มีนะคะ ที่แปลกคือ สำหรับตัวเอง ไม่เหมือนสตรีคนอื่นที่ไปหาเสียง สิ่งหนึ่งคือ ชาวบ้านไม่เชื่อว่าผู้หญิงแข็งแกร่งเรื่องการป้องกันประเทศ เขาคิดว่าผู้หญิงอาจอ่อนเรื่องทหาร แต่ตัวเองเป็นทหารมา เลยทำให้คนรู้ว่าไม่เป็นไร ดิฉันพูดเรื่องอื่นได้ โดยไม่ต้องมาปกป้องเรื่องนี้ เพราะทุกคนรู้ว่าทำได้ แต่สำหรับผู้หญิงคนอื่นที่หาเสียงเป็นอีกเรื่อง เพราะคนไม่แน่ใจว่าทำได้ไหม
นักการเมืองที่ดีควรจะเป็นยังไง
ภาษาอังกฤษมีคำว่า "public servant" หมายความว่า เราเป็นคนรับใช้ของชาวบ้าน นักการเมืองที่ดีต้องจำไว้ว่า เป็นคนรับใช้ของชาวบ้าน ไม่ใช่เป็นเจ้านายของชาวบ้าน ทุกเขตในสหรัฐอเมริกา มีคนประมาณ 730,000 คน ได้ ส.ส. 1 คนต่อประชาชนกว่า 7 แสนคน แทมมี่เป็นคนรับใช้ของเขา ต้องจำว่าเราเป็นคนรับใช้ของเขา เราได้ไปวอชิงตัน ไปเมืองหลวง ทำงานนี้มีเกียรติมาก เป็นเพราะว่าเขาส่งเราไปทำงานให้เขา แทมมี่มีเจ้านาย 7 แสนกว่าคน
ทุกวันนี้ขาและแขนขวาคุณแทมมี่ยังเจ็บอยู่ไหม
ก็เจ็บค่ะ เป็นธรรมดา เรื่องเจ็บไม่สำคัญ เพราะมีชีวิตอยู่
เห็นว่าขาของคุณแทมมี่ไฮเทคและราคาไม่ถูกด้วย
ราคาไม่ถูก แต่ไม่ได้ไฮเทคขนาดนั้น วันก่อนไปเยี่ยมโรงพยาบาลทหารผ่านศึก เขามีขาแบบนี้เหมือนกัน นี่เก่าแล้ว มีมา 8 ปี ราคากว่า 1 แสนเหรียญ เดี๋ยวนี้น่าจะไม่กี่หมื่นเหรียญ
เคยคิดไหมว่าเป็นทหาร อาจจะคิดผิดก็ได้
ไม่ค่ะ ถ้ามีวิธีย้อนเวลากลับไป 20 กว่าปีที่แล้ว ก็จะตัดสินใจเหมือนเดิม เป็นเกียรติที่ได้รับใช้ประเทศชาติ
เป็นผู้หญิง ทำไมถึงอยากเป็นทหาร และอยู่หน่วยสู้รบด้วย
ความจริงไม่ได้อยากเป็นทหาร เรียนรัฐศาสตร์ อยากเป็นนักการทูต แต่ราวปี 1991 กำแพงเบอร์ลินกำลังล้ม สหภาพโซเวียตล่มสลาย กำลังเรียนปริญญาโท มีทหารผ่านศึกหลายคนที่เรียนด้วยกัน เขาบอกว่า ถ้าต้องการเรียนทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ควรรู้เรื่องทหารด้วย ทหารเรือเป็นยังไง ทหารบกเป็นยังไง เขาเลยชวนไป คิดว่าจะเรียน 1-2 คอร์ส แต่พอไป ชอบมาก ตั้งแต่วันแรกที่ฝึกพื้นฐาน 3 เดือน เหมือนเห็นในหนัง ชอบมาก เขาไม่มองว่าเราเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย เอเชียหรือฝรั่ง
สิ่งสำคัญมีอย่างเดียว คือ ทำได้ไหม ยอมลองไหม เขาไม่สนใจว่าครอบครัวเรารวยหรือจน สิ่งที่เขาสนใจคือเราต้องวิ่ง 50 กิโลเมตร ใน 4 ชั่วโมง ทำได้ไหม ถ้าทำได้ก็โอเค นี่คือความเท่าเทียมอย่างแท้จริง ความเท่าเทียมสำคัญมากสำหรับตัวเอง เพราะตอนเรียนจบแล้ว และกำลังจะได้ตำแหน่งทางทหาร ทหารบกถามว่าจะทำงานอะไร ตัวเองพูดภาษาไทยได้ ภาษาอินโดนีเซียได้ และภาษาฝรั่งเศสได้ คิดว่าจะทำด้านภาษา อาจารย์บอกว่าผู้ชายต้องเลือกด้านการรบ แต่แทมมี่ไม่ต้อง เป็นผู้หญิง ไม่ต้องรบ เราคิดว่าไม่ดี เพราะได้รับเงินเดือนเท่ากัน ตำแหน่งเท่ากัน ทำไมไม่ต้องเสี่ยงชีวิตเท่าผู้ชาย
ไม่ดีหรือ ให้เขาไปเสี่ยง เราไม่ต้องเสี่ยง
ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่เท่าเทียมจริงๆ ถ้าจะเท่าเทียมต้องเสี่ยงเท่ากัน เลยถามเขาไปว่า มีอะไรที่ผู้หญิงทำได้ในด้านสู้รบ เขาบอกว่ามีอย่างเดียวคือ การเป็นนักขับเฮลิคอปเตอร์ เลยสมัครทางนั้น และบังเอิญตอนสอบได้คะแนนสูงมาก เป็นธรรมชาติ และทำได้
พอประสบอุบัติเหตุ ให้กำลังใจตัวเองยังไง
ตอนแรกเศร้ามาก ยิ่งช่วง 3-4 วัน หลังจากที่ฟื้นขึ้นมาเศร้ามาก คิดว่าตัวเองขับเฮลิคอปเตอร์ไม่ดี เพราะตอนโดนระเบิดยังบินอยู่ สิ่งที่จำได้คือ เราพยายามบินลงพื้นให้ได้ หมอที่อิรักให้ยา เลยจำไม่ค่อยได้ว่าเกิดอะไรขึ้น จำได้แค่ว่าพยายามบินลงให้ได้ ตอนอยู่ที่โรงพยาบาล ได้ยินหมอพูดว่า นี่เขามีอุบัติเหตุ ไม่ใช่โดนยิง แต่พูดว่ามีอุบัติเหตุ อุบัติเหตุไม่เหมือนโดนยิง เลยคิดว่าตัวเองขับไม่ดี ทำเครื่องตก เพื่อนก็บาดเจ็บ เราคิดว่าเป็นเพราะตัวเองขับไม่ดี ทำให้ลูกน้องบาดเจ็บ เสียใจมาก ร้องไห้ สามีเห็นเราร้องไห้ เขาบอกว่าไม่เป็นไร ขาเธอหายไป เราอยู่ได้ เดี๋ยวพาไปดูคนขาเทียมวิ่ง แทมมี่บอกไม่ใช่ ฉันทำลูกน้องบาดเจ็บ สามีบอกพูดอะไรอยู่ ก็บอกว่าอุบัติเหตุเกิดเพราะฉัน สามีบอกไม่ใช่ เธอโดนยิง เขาอธิบาย มีรูปภาพด้วยว่าเฮลิคอปเตอร์ร่อนลงจอดที่พื้นดิน เป็นเพราะเธอกับอีกคนช่วยกันขับ คนอื่นถึงไม่ตาย ได้ทำอย่างที่ควรทำ ไม่ได้ทำให้เพื่อนผิดหวัง ไม่ได้ทำให้ลูกน้องผิดหวัง เพราะชีวิตของเขาอยู่ในมือของแทมมี่
มองการทำสงครามยังไง
ถ้าประเทศเราต้องทำสงคราม ต้องมีเหตุผลที่ดีว่า ทำไมเราต้องทำ ทำไมขอให้คนไปตายเพื่อประเทศ ประเทศเราที่มีความรวยไม่ใช่เงิน หรือตึกสูงๆ ความรวยมาจากเหล่าทหารที่ยอมสละชีวิตให้ชาติ ถ้าจะทำสงคราม อย่าใช้ราคาชีวิตของคนอย่างฟุ่มเฟือย อย่าโยนชีวิตคนไปทิ้ง
ดูเหมือนประธานาธิบดีโอบามาอาจจะเริ่มสงครามกับซีเรีย คุณแทมมี่มองยังไง
กำลังคอยดู ดิฉันดีใจที่ท่านจะเสนอให้ ส.ส.ทั้ง 435 คน ว่าทำไมจะต้องทำสงคราม และทำยังไง จะคอยดูว่าท่านจะทำยังไง ตอนนี้ไม่เห็นด้วย เพราะไม่รู้ว่าถ้าทำอย่างนี้วันแรก แล้ววันที่สองจะทำยังไง จะยิงจรวดต่อไป หรือส่งทหารไป หรือจะไปนานเท่าไหร่ หยุดเมื่อไหร่ ไปเพราะอะไร แล้วประเทศอื่นจะไปด้วยหรือเปล่า ถ้าเป็นแค่อเมริกา ทำไมต้องไป มันเป็นเรื่องของเราหรือเปล่า นี่ไม่ใช่หลังบ้านเรานะ นี่หลังบ้านซาอุดิอาราเบีย หลังบ้านจอร์แดน หลังบ้านตุรกี ไม่ใช่หลังบ้านอเมริกา ทำไมเราจะไป แต่ถ้าสำคัญก็ไป เพราะเป็นสิ่งที่ควรจะทำสำหรับประเทศเรา แต่อย่าโยนชีวิตของทหารเราไปทิ้ง สำหรับสิ่งที่ไม่เหมาะที่จะทำ
มีคำกล่าวว่า อเมริกาบ้าสงคราม คุณแทมมี่มองยังไง
คนที่บ้าสงคราม ไม่ใช่คนที่ไปสู้ในสงคราม เป็นครอบครัวเหมือนของแทมมี่ที่เป็นคนแรกที่เลือดจะไหลสำหรับประเทศ ถ้าไปคุยกับทหารผ่านศึกและครอบครัว พวกเราจะบอกว่า เราเตรียมที่จะไป และยอมที่จะไปสำหรับประเทศ แต่อย่าบ้าสงคราม 10 กว่าปีที่ผ่านมา ที่อิรักแทมมี่ก็ไม่เห็นด้วย เพราะเขาไม่ได้ทำอะไรกับประเทศเรา ทำไมเราจะไปยุ่งกับเขา ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า "chicken hawk" คือคนที่กล้าตัดสินใจส่งคนอื่นไปสู้ แต่พอตัวเองหรือครอบครัวตัวเองต้องไป ก็ไม่ส่งไป ตอนที่แทมมี่เป็นทหาร ที่ทำให้โมโหจริงๆ คือครอบครัวของประธานาธิบดีของจอร์จ ดับเบิลยู บุช มีลูกหลานกว่า 60 คน ที่ร่างกายพร้อม สมองดี สู้ได้ แต่ไม่ได้ไปสักคน แต่กลับส่งลูกของคนอื่นไป ถ้าเราจะมีสงครามแล้วมันสำคัญ ต้องไปสิ ฉันก็จะยอมไป ฉันเป็นทหาร ดิฉันจะเสนอตัวเป็นคนแรกเลย
คุณแทมมี่เป็นผู้พิการหญิงคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งในสภาคองเกรส และเป็น ส.ส.คนแรก ที่มีเชื้อสายไทย อยากเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกบ้างไหม
ไม่ต้องการ บอกเพื่อนแล้วว่า ถ้าแทมมี่เริ่มพูดแบบนี้ ช่วยตบหน้าให้ตื่นกลับขึ้นมา ดีใจมากที่ได้เป็น ส.ส. ไม่ได้คิดว่าจะได้เป็น แล้วนี่เป็นมาแค่ 7 เดือน อยากเรียนรู้การทำงานนี้ให้ดีที่สุด ให้เก่งที่สุด และภูมิใจมากที่ได้ทำ ก็พอแล้ว
คนไทยชื่นชมคุณแทมมี่ คนไทยควรเรียนรู้อะไรจากเรื่องราวชีวิตของคุณแทมมี่บ้าง
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ สิ่งที่แทมมี่ได้เรียนรู้หลังสงครามอิรัก ตอนนั้นแทมมี่เป็นเหมือนคนทุกคน คือพยายามทำให้ดี แต่กลัวแพ้ กลัวทำไม่สำเร็จ หลังจากอิรัก มีความกล้าที่จะให้ตัวเองทำอะไรไม่สำเร็จ หมายความว่ามีความกล้าที่จะลองทุกอย่าง เพราะถ้าไม่ลองก็ไม่มีวันที่เราจะทำได้ อนุญาตให้ตัวเองล้มได้ ในเมื่อเรารู้ว่าเราลุกขึ้นได้ ต้องลอง ไม่ว่าอาชีพเป็นอะไร เราจะไม่รู้ว่าทำอะไรได้บ้างจนกว่าได้ลองทำ ถ้าไม่กล้าลอง เพราะคิดว่าทำไม่ได้ ไม่มีใครขีดเส้นจำกัดให้คุณ นอกจากตัวเอง แล้วจะขีดเองไหม
............................
(หมายเหตุ : 'ลัดดา แทมมี่ ดักเวิร์ธ' ฝากถึงผู้นำสหรัฐ 'ถ้าทำสงคราม...อย่าใช้ชีวิตคนฟุ่มเฟือย' : สัมภาษณ์พิเศศโดยวีณารัตน์ เลาหภคกุล)



