
ผุดไอเดียใหม่จับสลากใช้สิทธิ์ซื้อก๊าซถูก
"พงษ์ศักดิ์" เมินดีเบตร่วมกลุ่มค้านขึ้นค่าก๊าซหุงต้ม ชี้ไม่เกิดประโยชน์ เผยผู้ใช้สิทธิแอลพีจีราคาถูกไม่มากนัก สั่งฝ่ายกฎหมายศึกษาวิธีจับสลากช่วยผู้มีรายได้น้อย
4ก.ย.2556 นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กรณีที่กลุ่มผู้ชุมนุมคัดค้านการปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม หรือแอลพีจีภาคครัวเรือน จะเชิญไปขึ้นเวทีสาธารณะ (ดีเบต) เรื่องแอลพีจีนั้น เห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องเข้าร่วมดีเบตด้วย เพราะการดีเบตในกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ได้ประโยชน์อะไร หากดีเบตควรถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์เพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศได้รับทราบข้อเท็จจริง และควรให้นักวิชาการที่มีความรู้ ความเข้าใจ และรักษาผลประโยชน์ของประเทศมาร่วมจะเหมาะสมกว่า
ทั้งนี้การจะคุยกันให้เกิดความเข้าใจร่วมกันได้นั้น ทางผู้ชุมนุมต้องเปลี่ยนวิธีการนำเสนอข้อมูล เลิกการบิดเบือน ต้องคุยกันอย่างผู้มีความรู้ มีสติปัญญา มีการถามแบบต้องการความรู้จริงๆ ไม่ใช่บิดเบือนข้อมูลกับสังคม ซึ่งไม่ได้ประโยชน์อะไร
สำหรับการปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน ที่ผ่านมานั้น จากการตรวจสอบสถานการณ์พบว่า กลุ่มผู้มีสิทธิ์ซื้อแอลพีจีราคาถูกยังใช้สิทธิ์ไม่มากนัก เนื่องจากบางรายยังใช้แก๊สเดิมไม่หมด บางรายเห็นว่าราคาขึ้นเพียง 50 สตางค์ต่อกิโลกรัม ไม่ส่งผลกระทบ ทำให้เงินที่เตรียมไว้ชดเชยให้ผู้มีรายได้น้อยจึงมีเหลือจำนวนหนึ่ง ดังนั้นจึงมีแนวคิดจะจูงใจให้เกิดการใช้สิทธิ์มากขึ้น โดยนำเงินที่เหลือมาช่วยลดราคาแอลพีจีให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อยดังกล่าวด้วยวิธีการจับฉลาก ส่วนจะทำได้จริงหรือไม่ต้องปรึกษาฝ่ายกฎหมายก่อน
ส่วนกรณีที่คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า สถานีก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์ (เอ็นจีวี) ที่เป็นสถานีแม่ 19 แห่งทั่วประเทศ เข้าข่ายต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) หากไม่มีจะต้องหยุดกิจการและต้องจ่ายค่าปรับ 5,000 บาทต่อวัน จนกว่าจะได้ใบ รง.4 นั้น ขอยืนยันว่า ขณะนี้กรมโรงงานอุตสาหกรรมยังไม่มีการส่งหนังสือมาเพื่อให้ระงับการประกอบกิจการ เนื่องจากกฤษฎีกาตีความว่า มี พ.ร.บ.สำหรับบังคับใช้กับสถานีแม่เอ็นจีวีซ้ำซ้อนกันอยู่ 2 ฉบับ ซึ่งต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าควรใช้ พ.ร.บ.ใดกำกับดูแลสถานีแม่เอ็นจีวีกันแน่



