ข่าว

ช่วยกันคิดช่วยกันคุย : เศรษฐกิจ'ขาขึ้น'

ช่วยกันคิดช่วยกันคุย : เศรษฐกิจ'ขาขึ้น'

06 ก.ย. 2556

ช่วยกันคิดช่วยกันคุย : เศรษฐกิจ 'ขาขึ้น' : โดย...นวลจันทร์ จินตนาพันธ์

 

                         ไม่ต้องแปลกใจกับพาดหัวบทความข้างบน เพราะหากพูดถึงภาวะเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ ใครๆ ต้องบอกว่าตกอยู่ในภาวะชะลอตัว หรือหากพูดกันตามนิยามของนักเศรษฐศาสตร์ก็ต้องใช้คำว่า "ถดถอย" เพราะมีการหดตัวติดต่อกัน 2 ไตรมาส แม้จะยังเป็นข้อถกเถียงว่าเป็นเรื่องทางเทคนิค เนื่องจากเศรษฐกิจในช่วงปีก่อนหน้านี้ของไทยไม่ "ปกติ" หลังเจอปัญหาน้ำท่วมใหญ่ แต่เป็นอันว่าเศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ในช่วง "ขาขึ้น" แน่นอน

                         แถมล่าสุด "มอร์แกน สแตนเลย์" บริษัทบริการการเงินระดับโลก ได้ประกาศลดประมาณการเศรษฐกิจไทยและอาเซียน 4 ประเทศลง โดยมองว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 3.7% จากเดิมที่ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 4.7% เป็นผลจากการขยายตัวในครึ่งปีแรกต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ และแนวโน้มข้างหน้าที่ไม่สดใส ขณะที่ก่อนหน้านี้เครดิต สวิส ธนาคารชั้นนำของยุโรป ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยเหลือ 2.7%

                         เมื่อข้อมูลชัดเจนขนาดนี้ จะพูดว่าเศรษฐกิจขาขึ้นได้ไง คงเถียงไม่ออกแน่นอน ดังนั้นต้องขอขยายความกันหน่อยว่า ที่พูดว่า "เศรษฐกิจขาขึ้น" นั้น หมายถึงเศรษฐกิจที่เป็นเรื่อง "ปากท้องค่าครองชีพ" ของชาวบ้านร้านตลาด ไม่ใช่เศรษฐกิจที่คำนวณออกมาเป็นตัวเลข "จีดีพี" หรืออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

                         เพราะหากออกไปสำรวจตามท้องตลาดสัมผัสความรู้สึกของชาวบ้านร้านตลาด ก็ต้องยอมรับว่า ค่าครองชีพของประชาชนพุ่งขึ้นสูงจริงๆ ไม่ต้องไปนับย้อนหลังตั้งแต่รัฐบาลประกาศขึ้นค่าแรงว่าอะไรขึ้นราคาไปแล้วบ้าง นับกันแค่เริ่มต้นเดือนกันยายนแบบคร่าวๆ ก็มี ค่าก๊าซหุงต้มภาคครัวเรือน ค่าไฟฟ้างวดใหม่ ค่าทางด่วน ราคาน้ำมันก็มีแนวโน้มสูงขึ้น ไม่นับความเดือดร้อนของคอสุรา ที่เหล้า-เบียร์-ไวน์ ก็ดาหน้าขึ้นราคา ด้วยเช่นกัน

                         แม้กระทรวงพาณิชย์ จะออกมานั่งยันนอนยันเป็นแผ่นเสียงตกร่องว่า การปรับขึ้นราคาขายปลีกก๊าซแอลพีจีภาคครัวเรือน จาก 18.13 บาทต่อกิโลกรัม จนไปสู่ระดับที่สะท้อนต้นทุนโรงแยกก๊าซธรรมชาติที่ 24.82 บาทต่อกิโลกรัม โดยทยอยปรับขึ้นเดือนละ 50 สตางค์ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2556 เป็นต้นไป ไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากรัฐบาลมีมาตรการให้ความช่วยเหลือให้ซื้อแอลพีจีในราคาเดิมต่อไป

                         ส่วนครัวเรือนทั่วไป ภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นถือเป็นส่วนน้อยเมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ย โดยภาคครัวเรือนส่วนใหญ่จะใช้ก๊าซหุงต้มแบบถังขนาด 15 กิโลกรัม เฉลี่ยเดือนละ 1 ถัง ทำให้การทยอยปรับขึ้นราคาดังกล่าว ครัวเรือนจะมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในแต่ละเดือน 7.50 บาท ขณะที่ต้นทุนอาหารปรุงสุกก็ปรับขึ้นเพียงเล็กน้อยไม่น่าเกิน 35 สตางค์ต่อจาน จึงไม่ควรจะปรับขึ้นราคาอาหารอย่างยิ่ง

                         แต่นั่นไม่ใช่โลกแห่งความจริงที่ชาวบ้านร้านตลาดเผชิญกันอยู่ เพราะขณะนี้ร้านอาหารจานด่วน ร้านข้าวแกง ส่วนใหญ่ประกาศปรับราคาขึ้นไปแล้ว 5 บาทเป็นอย่างน้อย โดยให้เหตุผลว่า "ถ้ายังขายในราคาเดิมก็ไม่มีกำไร แล้วจะขายไปทำไม" นี่คือเสียงสะท้อนจากทั้งพ่อค้าแม่ขาย

                         ดังนั้น สำหรับชาวบ้านร้านช่องแล้ว ตอนนี้เศรษฐกิจของพวกเราอยู่ในช่วง "ขาขึ้น" จริงๆ

 

 

------------------------

(ช่วยกันคิดช่วยกันคุย : เศรษฐกิจ 'ขาขึ้น' : โดย...นวลจันทร์ จินตนาพันธ์)