
สั่งฟ้อง!'บอล-พวก'ฆ่า'เอกยุทธ'แล้ว
อัยการสั่งฟ้อง 'บอล' พร้อมพวก คดีฆ่า 'เอกยุทธ' แล้ว พ่อแม่โดนคดีรับของโจรด้วย
4 ก.ย.56 นายศุภชัย คงประพันธ์ พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6 ได้เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายสันติภาพ หรือบอล เพ็งด้วง อายุ 23 ปี อดีตคนขับรถของนายเอกยุทธ อัญชันบุตร นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการเงินชื่อดัง ,นายสุทธิพงศ์ หรือเบิ้ม พิมพิสาร อายุ 28 ปี ,นายชวลิต หรือเชาว์ วุ่นชุม อายุ 23 ปี ,นายทิวากร หรือทิว เกื้อทอง อายุ 18 ปีเศษ , จ.ส.อ.อิทธิพล เพ็งด้วง อายุ 51 ปี บิดาของนายสันติภาพ และนางจิตอำไพ เพ็งด้วง มารดาของนายสันติภาพ อายุ 48 ปี ทั้งหมดเป็นชาว จ.พัทลุง ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธและใช้ยานพาหนะจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย , ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ , ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด และให้ทำเอกสารสิทธิ์โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ หรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจ โดยใช้กำลังประทุษร้ายและมีอาวุธ และทำลายเอกสารสิทธิ์ , ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นนั้นถึงแก่ความตาย , ร่วมกันลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพ เพื่อปิดบังการตาย หรือเหตุแห่งการตาย , ร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร , ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนอนุญาตให้ผู้อื่นมีและใช้ไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต , ร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุจำเป็นและไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว และร่วมกันรับของโจร รวม 8 ข้อหา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199 ,289,309,310 ,340,357 และ 371 ประกอบมาตรา 33 , 58 , 83 , 91 และ พ.ร.บ.อาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืน ฯ พ.ศ.2490
โดยคำฟ้อง บรรยายความผิดสรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 6 - 9 มิ.ย. 56 จำเลยที่ 1 - 4 ซึ่งมีอาวุธปืนออโตเมติก ขนาด .38 ยี่ห้อวอเตอร์ สมิธ แอนด์ เวสสัน และมีดไปบริเวณ ซ.ทาว์อินทาวน์ 21 ถ.ศรีวรา แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กทม. แล้ว ร่วมกันปล้นทรัพย์จากนายเอกยุทธ อัญชันบุตร อายุ 59 ปี อดีตนักธุรกิจ ด้านการเงิน และอสังหาริมทรัพย์ ผู้ตาย โดยลักเอาทรัพย์สินรวม 9 รายการ อาทิ เงินสด นาฬิกา สร้อยทองคำ พร้อมพระเลี่ยมทอง แหวนโทรศัพท์มือ และอื่น ๆ รวมมูลค่า 6.6 ล้านบาท และจำเลยยังร่วมกันใช้อาวุธจี้บังคับ ข่มขู่ผู้ตาย จนเกิดความกลัว แล้วจำเลยใส่กุญแจมือ พาขึ้นรถยนต์ตู้ ทะเบียน ฮพ 9340 กรุงเทพ ตระเวนไปที่บ้านพักผู้ตาย 2 แห่งย่าน ทาวน์ อินทาวน์ และย่านลาดกระบัง ยังทำกล้องวงจรปิดเสียหาย ก่อนที่พวกจำเลยจะบังคับผู้ตายออกเช็คเบิกเงินสด จำนวน 5 ล้านบาท ไปโดยทุจริต จากนั้นใช้กำลังกอดรัดผู้ตาย ด้วยการใช้ท่อนแขน บีบกดบริเวณลำคออย่างรุนแรง และอุดปากและจมูก ก่อนใช้เชือกรองเท้ารัดคอผู้ตายจนขาดอากาศหายใจ การกระทำของจำเลยที่ 1 - 4 มีเจตนาเพื่อฆ่าผู้ตาย โดยวางแผนไตร่ตรองไว้ก่อน และให้เพื่อสะดวกแก่การปล้นทรัพย์ หลังก่อเหตุพวกจำเลยได้ร่วมกันนำศพผู้ตายไปฝังที่คันดิน ไร่นาสวนผสมทิ้งร้าง ย่าน ต.ชัยบุรี อ.เมือง จ.พัทลุง เพื่อปิดบังเหตุแห่งการตาย ส่วนจำเลยที่ 5 - 6 ซึ่งเป็นบิดา มารดา จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกันลักของโจร เป็นเงินสดจำนวน 4,242,000 บาท ของผู้ตายที่ถูกปล้นไป กระทั่งวันที่ 12 มิ.ย. 56 เจ้าพนักงานได้จับกุมจำเลยที่ 1,3 และ 4 ได้ ส่วนจำเลยที่ 5- 6 เข้าพบพนักงานสอบสวน โดยได้ทรัพย์สินของผู้ตายคืนมาได้จำนวน 4,658,030 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 จับกุมได้เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 56 ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 - 2 รับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ส่วนจำเลยที่ 3 สารภาพเฉพาะ ข้อหาเคลื่อนย้ายศพ และร่วมกันมีอาวุธปืน โดยไม่ได้รับอนุญาต สำหรับจำเลยที่ 4 สารภาพเฉพาะข้อหาเคลื่อนย้ายศพ โดยจำเลยที่ 5,6 ให้การปฏิเสธ ข้อหารับของโจร
ท้ายฟ้องอัยการโจทก์ ขอคัดค้าการประกันจำเลยที่ 1 - 4 เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูงเกรงว่า จะหลบหนี และขอให้ศาลมีคำสั่งริบของกลาง อาทิ โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง ,เชือกผูกรองเท้า จอบขุดดิน 2 เล่ม และให้จำเลยที่ 1 - 4 ร่วมกันคืนหรือใช้ทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 6 รายการเป็นเงิน 1,941,970 บาท แก่ทายาทของผู้ตายด้วย
โดยศาลประทับรับฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อ. 3307/2556 และนัดสอบคำให้จำเลยวันที่ 5 ก.ย. นี้ เวลา 09.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายสันติภาพ กับพวก รวม 4 คน ขณะนี้ถูกควบคุมอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ฯ ซึ่งศาลอาญา จะออกหมายเบิกตัวมาจากเรือนจำเพื่อสอบคำให้การในวันที่ 5 ก.ย.นี้
ขณะที่วันเดียวกันนี้ ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา แถลงถึงการฟ้องคดีนายสันติภาพกับพวกว่า พนักงานอัยการได้มีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาทุกคนตามความเห็นของพนักงานสอบสวน และตามข้อเท็จจริงในสำนวนตามที่พนักงานสอบสวน ส่งมาให้อัยการซึ่งได้พิจารณาจากพฤติการณ์และคำรับสารภาพของผู้ต้องหา ประกอบกับพยานแวดล้อมอื่นที่เชื่อมโยงกันปรากฏเพียงเท่านี้ ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังทั้งสิ้น
ส่วนที่นายสุวัตร อภัยภักดิ์ อดีตทนายความนายเอกยุทธ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า มีผู้จ้างวานอยู่เบื้องหลังนั้นไม่มีปรากฏในสำนวนที่พนักงานสอบสวนส่งมา ซึ่งมีแต่ประเด็นเรื่องปล้นฆ่าชิงทรัพย์เท่านั้น หากต่อไปในอนาคตพนักงานสอบสวนมีหลักฐานใหม่ที่จะฟ้องจำเลยในฐานความผิดอื่นด้วยก็สามารถนำมาพิจารณาฟ้องเป็นสำนวนใหม่ได้ สำหรับหนังสือของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน(กสม.)ที่เป็นข้อสงสัยเกี่ยวกับสภาพศพว่าไม่ใช่การประสงค์ต่อทรัพย์ และได้ยื่นถึงนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุดก่อนหน้านี้ จากการพิจารณาเห็นว่าหลักฐานชิ้นเป็นเพียงหลักฐานนอกสำนวนไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคดี แต่ทางอัยการจะนำหนังสือของคณะกรรมการสิทธิฯ ส่งไปให้พนักงานสอบสวนเพื่อพิจารณาดูว่ามีหลักฐานอะไรเพิ่มเติมเพื่อสั่งฟ้องในคดีอื่นอีกหรือไม่



