
เปิด'สภาประชาชนฯ'คู่ขนานเวทีปฏิรูป
'50 องค์กร' ผนึกตั้ง 'สภาประชาชนเพื่อปฏิรูปประเทศไทย' กลางเดือน ปชป.ชี้ 11 ข้อ'โทนี แบลร์'ตบหน้ารัฐฉาดใหญ่
4ก.ย.2556 นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มกรีน เปิดเผยว่า ในวันที่ 15 กันยายนนี้ จะมีการเปิดตัว "สภาประชาชนเพื่อปฏิรูปประเทศไทย" ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของภาคประชาชน นักวิชาการ นักศึกษา องค์กรด้านแรงงาน และนักธุรกิจ โดยจะเป็นเวทีที่คู่ขนานไปกับเวทีของรัฐบาล คาดว่าจะมีองค์กรต่างๆเข้าร่วมมากถึง 50 องค์กร โดยในวันที่ 8 กันยายนนี้ จะมีการคุยรายละเอียดกันอีกรอบ ซึ่งวันนั้นน่าจะเห็นเป็นรูปเป็นร่างที่ชัดเจนมากขึ้นว่า โครงสร้างและแนวทางในการดำเนินงานจะเป็นอย่างไร
นายสุริยะใส ยืนยันว่า เวทีนี้จะไม่ใช่เวทีรวมตัวเพื่อมาเคลื่อนไหวคัดค้านรัฐบาล แต่จะทำในเรื่องปฏิรูปการเมือง เป็นงานเย็น งานระยะยาว ไม่ผูกติดกับอายุรัฐบาล แม้ว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่อยู่ เวทีนี้ก็จะดำเนินการต่อไป อย่างไรก็ตามในเบื้องต้นนี้ สภาประชาชนเพื่อปฏิรูปประเทศไทยจะดำเนินการใน 2 ส่วน คือ ผลักดันนำเสนอโครงสร้างที่จะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศ และ ตรวจสอบสภาปฏิรูปของรัฐบาล ทั้งนี้ เวทีดังกล่าวนี้ไม่เกี่ยวกับกรณีที่มีข่าวว่าภาคประชาชนจะไปจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์เพื่อเคลื่อนไหวทางการเมือง
ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นโฉมใหม่ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หลังจากแกนนำประกาศยุติบทบาทหรือไม่ นายสุริยะใส ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ กล่าวว่า ไม่ใช่ เวทีนี้ไม่ได้ยึดโยงกับกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้เป็นโฉมใหม่ของพันธมิตรฯ แต่เราเห็นชัดเจนแล้วว่าการต่อสู้ในแบบเดิม เป็นเพียงการเตะหมูเข้าปากหมา เป็นแค่การเปลี่ยนขั้วทางการเมือง แต่โครงสร้างของประเทศไม่ได้มีการปฏิรูป"
ชี้ 11 ข้อ'โทนี แบลร์'ตบหน้ารัฐฉาดใหญ่
น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงผลสรุปงานปาฐกถา "ผนึกกำลังสู่อนาคต : เรียนรู้ร่วมกันจากประสบการณ์” ที่ผ่านมาว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้ประมวลงานปาฐกถา สรุปได้ดังนี้ 1.รัฐบาลต้องเป็นคนนำปรองดองและต้องมีความจริงใจ โปร่งใส 2.ทุกฝ่ายต้องมีความบริสุทธิ์ใจร่วมมือกันและฟังเสียงข้างน้อย 3.ต้องมีกระบวนการค้นหาความจริง เป็นกระบวนการหลักและเดินหน้าต่อไป 4.การนิรโทษไม่ควรมี และไม่ใช่หนทางปรองดองของชาติ 5.ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง แต่มีกระบวนการเรียนรู้อื่นๆ ด้วย 6.การปรองดองจะรีบเร่งรัดไม่ได้ อย่างที่รัฐบาลทำอยู่ตอนนี้ก็ไม่ได้ 7.กระบวนการข่มขู่หากยังมีอยู่ เวทีปรองดองจะล้มเหลว ดังนั้น รัฐบาลควรดูให้การข่มขู่หมดไป 8.การปรองดองเป็นหน้าที่ของคนในชาติ ไม่ใช่ให้คนอื่นมาชี้นำ 9.กระบวนการยุติธรรมต้องเป็นอิสระจากฝ่ายการเมืองและการแทรกแซงต่างๆ 10.รัฐบาลต้องมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่แทรกแซงสื่อ และ 11.ควรมีการจัดเวทีสานเสวนาในเวทีต่างๆ โดยไม่ควรมีกระบวนการใดๆ หรือกลุ่มการเมืองใดเข้าไปข่มขู่
น.ส.มัลลิกา กล่าวว่า ข้อสรุปดังกล่าวไม่ต่างจากการประชุมของพรรคและข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่สรุปและสะท้อนไปยัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แต่เพราะรัฐบาลมีธงที่แตกต่างไปจากประชาชนฝ่ายต่างๆ องค์กรอิสระ และคนทั่วไป นอกจากนั้นข้อมูลนี้ยังสะท้อนว่า รัฐบาลยอมรับได้ยาก เนื่องจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ระบุว่า เป็นเพียงเวทีแสดงความคิดเห็นหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลจะกล้าเชิญนายโทนี แบลร์ มาร่วมเวทีอีกหรือไม่ เพราะการเชิญมาครั้งนี้ ถือเป็นการตบหน้ารัฐบาลฉาดใหญ่ เนื่องจากให้ข้อมูลที่ไม่ใช่ธงของรัฐบาล



