ข่าว

4ก.ย.'ขึ้นภาษีน้ำเมา'ยกแผง7-15%

4ก.ย.'ขึ้นภาษีน้ำเมา'ยกแผง7-15%

03 ก.ย. 2556

คลังดอดปรับภาษีน้ำเมา 4 ก.ย.ขึ้นยกแผง 7-15% แต่ยังไม่เต็มเพดาน อ้างชิงเก็บอัตราใหม่ทันที เพื่อป้องกันกักตุนสินค้า คอเบียร์ควักกระเป๋าเพิ่มกระป๋องละ

              เมื่อวันที่ 3 กันยายน นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 กันยายน มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.ก.แก้ไข พ.ร.บ.สุรา พ.ศ.2493  เพื่อปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต เนื่องจากสินค้าเกือบทุกรายการมีอัตราภาษีชนเพดานแล้ว และจะทำให้สามารถดูแลการจัดเก็บภาษีได้ครอบคลุมทั้งกลุ่มสินค้าที่มีราคาสูง กลุ่มสินค้าที่มีระดับแอลกอฮอล์สูง และกลุ่มสินค้าที่มีปริมาณมากแต่แอลกอฮอล์น้อยในลักษณะที่เหมาะสมได้ตามพัฒนาการของสินค้าที่ผลิตขึ้น

              "รัฐบาลจึงเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ฉบับนี้ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญกำหนดว่า การดำเนินการที่เกี่ยวเนื่องกับภาษีและอยู่ในสมัยประชุมสภา ให้สามารถดำเนินการได้ในรูปแบบของพระราชกำหนด เพราะเป็นเรื่องความลับ เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดปัญหากักตุนสินค้า" นายกิตติรัตน์ กล่าว

              นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวได้ผ่านการลงพระปรมาภิไธยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเสนอร่าง พ.ร.ก.ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยระหว่างนี้อยู่ระหว่างดำเนินการในเรื่องของกฎกระทรวงเพื่อกำหนดโครงสร้างภาษีสรรพสามิต

              "การที่ พ.ร.ก.ได้รับโปรดเกล้าฯ แล้ว เท่ากับกฎหมายมีผล ดังนั้น การทำกฎกระทรวงเพื่อกำหนดโครงสร้างภาษีใหม่เป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ขณะนี้อยู่ในชั้นดำเนินการ คงต้องรอให้มีผลทางกฎหมายถึงจะบอกได้มากกว่านี้" นายกิตติรัตน์ กล่าว และยืนยันว่า รัฐบาลไม่ประสงค์จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีเพื่อให้มีรายได้จากภาษีสุราเพิ่มขึ้น 

              นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ในวันที่ 4 กันยายนนี้ กระทรวงการคลังจะออกประกาศกระทรวงการคลังเกี่ยวกับอัตราภาษีใหม่ของภาษีสุรา เบียร์ ไวน์ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ทันที เพื่อป้องกันการกักตุนสินค้าราคาใหม่ โดยอัตราภาษีใหม่ไม่ได้มีการปรับขึ้นชนเพดานที่ 2,000 บาทต่อลิตร แห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ตามที่ พ.ร.ก.แก้ไขพ.ร.บ.สุราฯ กำหนด แต่จะทยอยปรับขึ้นไปเรื่อยๆ โดยครั้งนี้มีการปรับเฉลี่ย 7-8% แต่บางรายการอาจปรับขึ้น 10-15% แต่ไม่ได้ส่งผลให้ราคาขายปลีกมีการปรับขึ้นมากนัก เช่น เบียร์ มีการปรับขึ้นเพียง 2-3 บาทต่อกระป๋อง

              ทั้งนี้ โครงสร้างภาษีใหม่จะมี 3 รูปแบบ คือ 1.การเก็บภาษีตามปริมาณต่อลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 2.การเก็บภาษีตามมูลค่า และ 3.การเก็บภาษีตามปริมาณและมูลค่า จากเดิมที่การจัดเก็บจะมี 2 รูปแบบ คือ การเก็บภาษีตามปริมาณ และการจัดเก็บภาษีตามมูลค่า และเมื่อนำมาคำนวณหากอัตราภาษีใดสูงกว่าให้เลือกเก็บตามภาษีนั้นๆ แต่โครงสร้างภาษีใหม่จะมีการจัดเก็บภาษีตามปริมาณและมูลค่าควบคู่กันไป

              นอกจากนี้ โครงสร้างภาษีใหม่ยังมีการขยายเพดานการจัดเก็บขึ้นเป็น 2,000 บาทต่อลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ สำหรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีการจัดเก็บภาษีเต็มเพดานแล้ว ซึ่งได้แก่ เบียร์ และไวน์ ที่มีการจัดเก็บภาษีตามมูลค่าร้อยละ 60 หรือตามปริมาณ 100 บาทต่อลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ รวมถึงสุรากลั่นประเภทสุราปรุงพิเศษ สุราพิเศษ (วิสกี้/บรั่นดี) ที่มีการจัดเก็บภาษีตามมูลค่าร้อยละ 50 หรือตามปริมาณ 400 บาทต่อลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ ซึ่งการปรับโครงสร้างภาษีใหม่นี้ จะส่งผลให้กรมสรรพสามิตมีรายได้เพิ่มขึ้น 1.2-1.3 พันล้านบาทต่อเดือน

              ขณะที่กรมสรรพสามิตได้ศึกษาผลกระทบจากการปรับโครงสร้างภาษีใหม่ โดยคาดว่าราคาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น 7-8% อาทิ เบียร์ช้าง ขนาด 330 ม.ล. ราคา 25 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 27.96 บาท ขนาด 640 ม.ล. ราคา 42 บาท เป็น 46.19 บาท เบียร์สิงห์ ขนาด 640 ม.ล. ราคา 56 บาท เป็น 56.06 บาท เบียร์ไฮเนเก้น ขนาด 330 ม.ล. ราคา 40 บาท เป็น 42.07 บาท

              สุราปรุงพิเศษ แม่โขง ขวดละ 100 บาท เป็น 101 บาท รีเจนซี่ ขนาด 175 ม.ล. ราคา 145 บาท เป็น 155 บาท ขนาด 350 ม.ล. ราคา 245 บาท เป็น 255 บาท ขนาด 700 ม.ล. ราคา 500 บาท เป็น 525 บาท จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ แบล็ก เลเบิล ราคา 1,199 บาท เป็น 1,230 บาท เรด เลเบิล ราคา 779 บาท เป็น 860 บาท ฮันเดรดไพเพอร์ส ราคา 365 บาท เป็น 390 บาท สุราขาว 28 ดีกรี ขวดละ 75 บาท เป็น 77.45 บาท, 30 ดีกรี ขวดละ 80 บาท เป็น 82.70 บาท, 35 ดีกรี ขวดละ 85 บาท เป็น 86.81 บาท, 40 ดีกรี ขวดละ 90 บาท เป็น 90.92 บาท เป็นต้น

 

สนามบินจ่อขึ้น"ค่าธรรมเนียม"ด้วย

             น.ต.ศิธา ทิวารี ประธานกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า ทอท.เตรียมเสนอขออนุมัติคณะกรรมการการบินพลเรือน (กบร.) เพื่อขออนุมัติปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมการใช้ท่าอากาศยานของท่าอากาศยาน 6 แห่งในความรับผิดชอบของทอท. โดยผู้โดยสารภายในประเทศ จัดเก็บเพิ่มเป็นคนละ 150 บาท จากเดิม 100 บาท ขณะที่ผู้โดยสารระหว่างประเทศ จัดเก็บเพิ่มเป็นคนละ 800 บาท จากเดิม 700 บาท ซึ่งจะทำให้ ทอท. มีรายได้เพิ่มขึ้นรวมปีละ 2,000 ล้านบาท โดยอัตราใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้หลังจากคณะกรรมการ กบร.อนุมัติแล้ว
    
             ทั้งนี้ รายได้จากค่าธรรมเนียมการใช้ท่าอากาศยานของผู้โดยสารระหว่างประเทศ คิดเป็นปีละประมาณ 10,000 ล้านบาท ส่วนผู้โดยสารภายในประเทศ จะขาดทุนประมาณปีละ 7,000 ล้านบาท เมื่อนำมาคิดเป็นรายได้รวม ทำให้มีกำไรจากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวปีละประมาณ  3,000 ล้านบาท ดังนั้น การปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมครั้งนี้ จะทำให้ ทอท.มีรายได้เพิ่มขึ้นอีกปีละ 2,000 ล้านบาท รวมเป็นรายได้ปีละ 5,000 ล้านบาท
    
             ด้านนายวรเดช หาญประเสริฐ อธิบดีกรมการบินพลเรือน (บพ.) กล่าวว่า เมื่อ ทอท.ขอปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมการใช้ท่าอากาศยาน บพ.ก็ต้องขอปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมในส่วนของท่าอากาศยาน 28 แห่งที่อยู่ในความรับผิดชอบของ บพ.ด้วย โดยจะเสนอในอัตราผู้โดยสารภายในประเทศ ปรับเป็น 100 บาทต่อคน จากเดิม 50 บาท ขณะที่ผู้โดยสารระหว่างประเทศ ปรับเป็น 500 บาทต่อคน จากเดิม 400 บาท ซึ่งจะทำให้ บพ.มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นปีละกว่า 300 ล้านบาท จากเดิม 200 ล้านบาท
    
             ขณะที่นายพงศ์ภีระ ไพศาลกุลวงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายความปลอดภัย ความมั่นคงและมาตรฐานการบิน บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผู้โดยสารบนเครื่องบินประมาณ 10% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเอเชีย ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับระบบความปลอดภัยขณะโดยสารเครื่องบิน โดยเฉพาะการคาดเข็มขัดนิรภัยตลอดการเดินทาง ทำให้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน จะได้รับบาดเจ็บรุนแรงกว่าปกติ