ข่าว

เรื่องตลก

เรื่องตลก

04 ก.ย. 2556

เรื่องตลก : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล

             สมัยที่ผมยังเด็กๆ ฟังผู้ใหญ่เล่าว่าข้าวแกงจานละ 3 สตางค์ น้ำแข็งเปล่าไม่คิดตังค์ เงินเดือน 20 บาท ใช้กันไม่หมด พวกเราก็พากันหัวเราะ เพราะฟังดูเป็นเรื่องตลก แต่ตอนนี้ เล่าให้ใครฟังว่า ตอนที่ผมยังเรียนหนังสือ ข้าวแกงหรือก๋วยเตี๋ยวชามละ 3 บาท น้ำแข็งเปล่าแก้วละ 10 สตางค์ บุหรี่เกร็ดทองที่ผู้ใหญ่ชอบสูบ ซองละ 3.50 บาท ค่ารถเมล์ 50 สตางค์ ถ้าเป็นนักเรียนเสียครึ่งราคา คือ 25 สตางค์ คนที่ได้ฟังก็หัวเราะ นึกว่าผมเล่าเรื่องโกหกให้ฟัง

             ผมจำได้ว่าราคาตั๋วหนังในโรงชั้นหนึ่งสมัยนั้น มีตั้งแต่ 6 บาท, 8 บาท, 10 บาท, 12 บาท, สูงสุดคือ 16 บาท ผมได้เงินไปโรงเรียนวันละ 8 บาท บางวันก็จะยอมอดข้าวกลางวัน เก็บตังค์ไว้ดูหนัง ที่ละ 6 บาท ซึ่งอยู่แถวหน้าสุด และซื้อกล้วยทับ 1 บาท ประมาณ 6 ใบ ไปนั่งกินในโรง - ตอนนั้น น้ำอัดลมขวดละ 1 บาท มีคำโฆษณาน้ำอัดลม RC ว่า “จิบเดียวจับใจ ขวดใหญ่บาทเดียว” เมื่อผมจัดรายการวิทยุในปี พ.ศ.2510-2512 ทางสถานีวิทยุทหารอากาศ ทุ่งมหาเมฆ ก็ได้น้ำอัดลม RC เป็นสปอนเซอร์

             ทุกวันนี้ อาหารตามศูนย์การค้า ราคาไม่หนีจานละ 40-50 บาท น้ำดื่มก็ขวดละ 6-10 บาท น้ำอัดลม 15 บาท โดยประมาณ ตั๋วหนังในราว 180-350 บาท คนที่รับค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท หรือคนที่รับเงินเดือน 15,000-20,000 บาท ก็คงจะมีชีวิตไม่ง่ายเหมือนคนรุ่นก่อน นี่ยังไม่รวมถึงค่าน้ำมันรถยนต์ ค่าทางด่วน กับค่าใช้จ่ายในครัวเรือน เช่นค่าไฟฟ้า ค่าก๊าซหุงต้ม และค่าอะไรต่อมิอะไรที่จ่อคิวขึ้นราคากันเป็นทิวแถว รวมทั้งค่าเล่าเรียนในระดับอุดมศึกษา เมื่อสถาบันศึกษาพากันออกนอกระบบ และค่ารักษาพยาบาลยามเจ็บไข้ได้ป่วย ที่โรงพยาบาลรัฐหลายแห่งก็หันมาเปิดคลินิกพิเศษหรือแผนกที่เรียกเก็บค่าบริการแบบโรงพยาบาลเอกชน เพื่อหารายได้ของตนเอง

             เรื่องราคาสินค้าที่มีแต่ขึ้นไม่ยอมลง หรือการบริการทางการศึกษาและสุขภาพ ซึ่งกลายเป็นเรื่องทางธุรกิจไปแล้วนั้นย่อมจะสวนทางกับรายรับของประชาชน ที่มีรายได้ในแต่ละเดือนเป็นจำนวนที่แน่นอนตายตัว เช่นข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงาน และลูกจ้างของภาครัฐและเอกชน รวมทั้งชาวไร่ ชาวนา ประชาชนทั่วไปอีกจำนวนมากที่มีรายได้น้อยหรือไม่มีรายได้ประจำ ขณะเดียวกันก็อาจจะขัดกับนโยบายด้านการศึกษาและสาธารณสุขที่รัฐบาลได้แถลงไว้ต่อสภา

             แม้ว่าหลายฝ่ายอาจจะเล็งผลเลิศในการที่จะเห็นประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการศึกษา และศูนย์กลางการแพทย์ ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ มีสถานศึกษาที่เปิดรับนักเรียนนานาชาติ มีสถานพยาบาลที่มีผู้ป่วยจากประเทศต่างๆ เดินทางมารับการรักษาพยาบาล ด้วยอัตราค่าบริการที่สูง แต่ก็คงไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ถ้าต้องให้เยาวชนไทยเรียนในสถาบันการศึกษาที่ด้อยคุณภาพ หรือให้คนไทยที่เจ็บไข้ได้ป่วยได้รับการรักษาพยาบาลแบบขอไปที

             การศึกษาเป็นการลงทุนเพื่อประเทศชาติสำหรับประเทศชาติ และการแพทย์ก็เป็นการดูแลคนซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของชาติ ซึ่งเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงของรัฐบาล ถ้ารัฐบาลไม่สามารถสนับสนุนทางการเงินได้เต็มที่ ก็ควรที่จะหาทางสนับสนุนหรืออุดหนุนในด้านอื่น เพื่อให้สถานศึกษาและสถานพยาบาลสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ไม่ใช่ปล่อยมือหรือปล่อยให้หาเลี้ยงตัวเอง ซึ่งผลเสียจะตกแก่เยาวชนและประชาชน ถ้าคิดอะไรไม่ออก อย่างน้อยที่สุดก็ควรต้องกำหนดอัตราส่วนให้สถานศึกษาที่ออกนอกระบบหรือเปิดรับนักศึกษานานาชาติ ต้องรับนักศึกษาไทยเข้าเรียนโดยเสียค่าใช้จ่ายในอัตราที่ต่ำกี่เปอร์เซ็นต์ และโรงพยาบาลของรัฐที่เปิดเป็นโรงพยาบาลเอกชนก็เช่นเดียวกัน

             ผมเชื่อว่าอีกสัก 30-40 ปีข้างหน้า ถ้าคนรุ่นนี้ เล่าให้ลูกหลานของเขาฟังถึงราคาสินค้าและค่าครองชีพในวันนี้ ก็คงจะได้ยินเสียงหัวเราะกลับมาเหมือนกัน...กลัวก็แต่ว่า คนไทยรุ่นนี้จะอดตาย ป่วยตาย หรือโง่ตาย กันหมดซะก่อน ในยุคนี้ เท่านั้นแหละครับ