
'มาร์ค'จี้รัฐแก้ปัญหา'ม็อบยาง'ให้ตรงจุด
'มาร์ค' จี้รัฐแก้ปัญหา 'ม็อบยาง' ให้ตรงจุด หวั่นบานปลาย ชี้ 'โทนี แบลร์' เข้าใจปัญหาขัดแย้งไทย เชื่อ 'รบ.' ไม่นำข้อเสนอเวทีปาฐกถาไปใช้ เหตุมีธง แนะตั้งหลักใหม่
3 ก.ย.56 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงปัญหาการชุมนุมของเกษตรกรชาวสวนยาง ที่จ.นครศรีธรรมราช ว่า ตนมีความเป็นห่วงที่ไม่มีการสื่อสารอย่างจริงจังเพื่อนำไปสู่การหาทางออก ทั้งนี้เห็นว่ารัฐบาลควรให้คนที่มีความรับผิดชอบและมีอำนาจตัดสินใจลงไปพูดคุยกับตัวแทนผู้ชุมนุม ว่าสิ่งที่รัฐบาลจะช่วยเหลือได้คืออะไร ต้องสมเหตุสมผล และทำให้รู้สึกว่าไม่มีการเลือกปฎิบัติ เชื่อว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะยอมรับได้ เพราะไม่ใช่จะได้ทุกข้อเรียกร้อง ซึ่งรัฐบาลจะต้องมีการขยับจุดยืนในการช่วยเหลือ แต่ขณะนี้ยังไม่เห็นความตั้งใจของรัฐบาลที่จะเข้าไปช่วยเหลือ อ้างแต่ตลาดโลกและไม่ใช้มาตรฐานเดียวกับการแก้ปัญหาโครงการรับจำนำข้าวที่สามารถตั้งราคาให้เกือบสองเท่า แต่เรื่องยางกลับไม่ทำ รัฐบาลควรคิดว่า หากตนเองรายได้หายไป หนึ่งในสามของสองปีจะอยู่อย่างไรกับภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้ ซึ่งการแก้ปัญหาของรัฐในการช่วยเหลือ เรื่องปัจจัยการผลิต เป็นคนละประเด็นกับราคายาง ที่รัฐบาลต้องให้กับชาวสวนยางอยู่แล้ว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนเดินทางไป จ.นครศรีธรรมราช ในฐานะผู้สังเกตการณ์ การชุมนุมของชาวสวนยาง ก็เห็นว่ารัฐบาลควรยอมรับและเปิดใจให้กว้าง พยายามเข้าหาผู้ชุมนุมเพื่อคลี่คลายสถานการณ์หากปล่อยให้ยืดเยื้อ ลุกลาม จะเกิดสถานการณ์แทรกซ้อน และไม่เป็นผลดีกับใครทั้งสิ้น เพราะมีกระบวนการพยายามแบ่งแยกคนมาตั้งแต่ต้น หากรัฐบาลไม่แบ่งแยกประชาชน สถานการณ์จะดีทุกเรื่อง สิ่งสำคัญคือการพูดคุย อาจมีการปรับวิธีการช่วยเหลือ แต่หากไม่คุยกันจะยิ่งทำให้การแก้ปัญหาเป็นเรื่องที่ยาก ขณะที่หน่วยงานรัฐควรหยุดให้ข่าวที่ยิ่งสร้างความขัดแย้ง และให้เกิดความไม่พอใจในกลุ่มผู้ชุมนุม
'มาร์ค' ชี้ 'โทนี แบลร์' เข้าใจปัญหาขัดแย้งไทย
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้สัมภาษณ์ถึงการพบปะพูดคุยกับนายโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษว่า นายโทนี่ แบลร์ มีความเข้าใจในสถานการณ์ประเทศไทยที่ผ่านมา และขณะนี้ค่อนข้างดี ซึ่งหากรัฐบาลจะรับฟังสิ่งที่อดีตนายกฯอังกฤษได้แนะนำแนวทางการแก้ไขพูดเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้ง ที่ต้องให้เป็นไปในลักษณะที่ทุกผ่ายต้องเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อให้เกิดการยอมรับ ทั้งนี้วิทยากรระบุตรงกันว่า เสียงข้างมากไม่ควรกินรวบแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่ร่วมปาฐกถาเข้าใจสถานการณ์ประเทศไทยเป็นอย่างดี และเข้าใจดีว่า ทำไมฝ่ายค้านจึงไม่เข้าร่วม อย่างไรก็ตามตนแปลกใจว่า การจัดงานเมื่อวันที่ 2 ก.ย.เกิดความสับสนไม่รู้ว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบและกระบวนการต่อไปจะเป็นอย่างไร ซึ่งหากรัฐบาลไม่เปิดเวทีเพื่อสร้างภาพก็ต้องกลับไปทบทวน จะดำเนินการเรื่องนี้ต่ออย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่ารัฐบาลจะนำคำแนะนำของนายโทนี่ แบลร์ ไปพิจารณาหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยาก เพราะรัฐบาลถูกจำกัดประเด็นต่างๆโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและคนเสื้อแดง จึงไม่สามารถขยับหาแนวทางเพื่อพาทุกฝ่ายหาทางออกได้ ซึ่งตนไม่ทราบว่า สิ่งที่รัฐบาลคาดหวังจากสภาปฏิรูปคืออะไร เพราะปัญหาหลักที่เกี่ยวกับความขัดแย้งไม่มีการนำเอาไปพูดจริง เช่น รายงานฉบับต่างๆที่มีการศึกษา รัฐบาลก็ปฏิเสธ ดังนั้น ตนก็ยังนึกไม่ออกว่าวันนี้รัฐบาลจะมีอะไรบันดาลใจให้มาปรับเปลี่ยน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี จะนำรายงานของสถาบันพระปกเกล้ามาพิจารณานั้น ก็เป็นเรื่องที่แปลก เพราะรายงานของพระปกเกล้าเคยประกาศห้ามนำรายงานไปศึกษา จึงเห็นได้ชัดว่า รัฐบาลมีธง และไม่จริงใจที่จะรับฟังใคร แต่พยายามสร้างกระบวนการให้เกิดความชอบธรรมขึ้น เพราะฉะนั้นสถาบันพระปกเกล้าอย่าตกเป็นเหยื่อในการถูกนำไปกล่าวอ้าง หรือแม้การหยิบรายงานของ กมธ.ปรองดองแห่งชาติ ชุดของพล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ มาเป็นคำตอบ ความขัดแย้งของประเทศก็ยังรุนแรงอยู่ มีกระบวนการพยายามสร้างภาพและสร้างความชอบธรรม ดังนั้นรัฐบาลต้องตั้งหลักใหม่ และควรกลับมาอยู่กับความจริง โดยหันมาแก้ปัญหาเรื่องปากท้องต่างๆ ทั้งเรื่องพลังงาน และยางพารา
เมื่อถามว่า กรณีที่โฆษกรัฐบาลอ้างว่านายแบลร์ บอกว่า จะช่วยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีกล่อมให้พรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมสภาปฎิรูป นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เอกอัครราชทูตอังกฤษ ได้ยืนยันกับตนว่า ไม่มีการพูดคุยเรื่องนี้ และในระหว่างการพบปะกันก็ไม่มีการพูดคุยในเรื่องนี้เช่นกัน เพราะเขาทราบถึงจุดยืน และข้อห่วงใยของพรรคอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุผล ที่นายแบลร์จะไปบอกกับนายกฯว่าจะช่วยพูดกับตนให้เข้าร่วมสภาปฎิรูป ซึ่งตนไม่ทราบว่าที่รัฐบาลออกมาพูดเช่นนี้มีเจตนาอะไร เชื่อว่านายแบลร์ เข้าใจดีและสิ่งที่ได้พูดบนเวทีได้มีการเตือนเรื่องการใช้เสียงข้างมากในการรวบอำนาจ
ส่วนกรณีที่นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน ได้ซักถามบนวิทยกรเวที แต่ได้รับการปิดกั้นให้แสดงความคิดเห็นนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ตนได้พบหลายท่านที่จะเข้าร่วมปาฐกถา ก็บอกว่าจะไปพุดประเด็นเดียวกับนายสุรินทร์ แต่ตนเตือนว่า คงยากเพราะคงจะให้พูดเพียงหนึ่งถึงสองนาทีโดยไม่มีการรับฟังหรือมีปฎิกริยาแลกเปลี่ยนอะไร และก็เป็นเช่นนั้นจริง โดยตนรู้สึกเห็นใจผู้ดำเนินรายการ เพราะมีการแสดงท่าทีอึดอัดหลายเรื่อง เนื่องจากก่อนที่จะเริ่มต้นคิดงานนี้ ความคิดเป็นอีกกรอบหนึ่ง และก่อนมีการเชิญชวนหลายฝ่ายเข้ามา ไม่ได้คิดเรื่องการเมืองด้วยซ้ำ แต่กลายเป็นว่า เนื้อหาการพูดคุยกลับครอบคลุมไปถึงปัญหาภาคใต้ อย่างเช่นกรณีของนายโทนี่ ที่ตั้งใจที่จะมาพูดเรื่องประสบการณ์ที่ไอร์แลนด์เป็นหลักด้วยซ้ำ
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่จะมีการตั้งภาคประชาชนจะมีการตั้งสภาปฏิรูปคู่ขนานกับของรัฐบาล ทางพรรคประชาธิปัตย์มีการหารือที่จะเข้าร่วมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการคุยรายละเอียดว่าใครจะทำอะไร แต่งานของคณะกรรมการปฏิรูปต่างๆของพรรค เช่น นโยบายการปฎิรูปประเทศไทย ผ่านโครงการพิมพ์เขียวประเทศไทย ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเห็นว่าควรเน้นมากขึ้น ส่วนจะไปร่วมมือกับใครขึ้นอยู่กับว่าจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน และขึ้นอยู่กับภาคประชาชนว่าอยากให้ฝ่ายการเมืองไปเข้าร่วมหรือไม่ ซึ่งหากอยากให้เข้าไปร่วมเราก็พร้อม



