
'ปชป.'แนะรบ.ถอน'นิรโทษ'ออกจากสภาฯ
'ปชป.' แนะรัฐบาลนำข้อเสนอ 'แบลร์-พริซิลล่า' ไปปฏิบัติ - ถอนร่างกฎหมายนิรโทษกรรมออกจากสภาฯ เผย 11 ข้อสรุปงานปาฐกถา ชี้ 'แบลร์' ตบหน้ารัฐบาลฉาดใหญ่
3 ก.ย. 56 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวถึงการจัดเวทีที่รัฐบาลเชิญอดีตผู้นำและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งจากต่างประเทศร่วมปาฐกถาพิเศษเพื่อเป็นแนวทางแก้ปัญหาขัดแย้งในประเทศ ว่า ตนมองว่าการปาฐกถาดังกล่าวมีแนวทางที่รัฐบาลสามารถนำไปปฏิบัติได้ โดยเฉพาะข้อเสนอของนายโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ที่เสนอให้เคารพในกระบวนการศาลยุติธรรมและให้รัฐบาลบริหารงานอย่างโปร่งใส รวมถึงข้อเสนอขอนางพริซิลลา เฮย์เนอร์ ที่ปรึกษาอาวุโส Centre for Humanitarian Dialogue (HDC) ที่ระบุให้รับฟังข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบ และค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) และสถาบันพระปกเกล้า โดยไม่เร่งรีบการออกกฎหมายนิรโทษกรรม
"ผมเชื่อว่าความปรองดองสามารถทำได้ โดยเริ่มจากการสร้างความเชื่อใจระหว่างกัน ด้วยการถอนร่างกฎหมายนิรโทษกรรม และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญออกจากสภา จากนั้นมาแสวงหาข้อเท็จจริง และหาความคิดเห็นร่วมกันก่อน"
เย้ย กมธ.แก้รธน. ถอย ม.5 เพราะจำนนการท้วงติงของฝ่ายค้าน-คปก.
นายจุรินทร์ แถลงผลการประชุม ว่า ในวันที่ 4 ก.ย. ซึ่งจะมีการนัดประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลุ่มมาตราที่ว่าด้วยที่มาของส.ว. โดยจะเข้าสู่การพิจารณารายละเอียดในมาตรา 5 ว่าด้วยคุณสมบัติของผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ว. ทั้งนี้ล่าสุดมีข่าวว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะมีการทบทวน ส่วนตัวมองว่าเป็นเพราะยอมจำนนต่อการท้วงติงของฝ่ายค้านและคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ที่เป็นการแก้ไขเกินหลักการและอาจขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามตนเห็นว่าการทบทวนดังกล่าวยังคงเป็นการอำพรางและมีพฤติกรรมผลัดกันเกาหลังคงอยู่ ดังนั้นขอเรียกร้องให้แก้ไขในส่วนที่เปิดทางให้ส.ว.ชุดปัจจุบันลงสมัครรับเลือกตั้งได้ทันทีที่หมดวาระ โดยกลับไปใช้มาตรา 115 เดิม
ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวต่อว่า สำหรับการนัดประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 5 ก.ย. ฝ่ายค้านเตรียมตั้งกระทู้ถาม เรื่องการชุมนุมของเกษตรสวนยางพารา ในประเด็นที่มีการใช้อำนาจรัฐสกัดไม่ให้เข้ากทม. รวมถึงแนวทางแก้ปัญหา และกระทู้ถามสดเรื่องการขึ้นค่าครองชีพที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน
เผย 11 ข้อสรุปงานปาฐกถา ชี้ 'แบลร์' ตบหน้ารัฐบาลฉาดใหญ่
น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงผลสรุปงานปาฐกถา “ผนึกกำลังสู่อนาคต : เรียนรู้ร่วมกันจากประสบการณ์” พรรคได้ประมวลงานปาฐกถาสรุปได้ดังนี้ 1. รัฐบาลต้องเป็นคนนำปรองดองและต้องมีความจริงใจ โปร่งใส 2. ทุกฝ่ายต้องมีความบริสุทธิ์ใจร่วมมือกัน และฟังเสียงข้างน้อย 3. ต้องมีการะบวนการค้นหาความจริง เป็นกระบวนการหลักและเดินหน้าต่อไป 4. การนิรโทษไม่ควรมีและไม่ใช่หนทางปรองดองของชาติ 5. ประชาธิปไตย ไม่แค่การเลือกตั้ง แต่มีกระบวนการเรียนรู้อื่นๆ ด้วย 6. การปรองดองจะรีบเร่งรัดไม่ได้ อย่างที่รัฐบาลทำอยู่ตอนนี้ก็ไม่ได้ 7. กระบวนการข่มขู่หากยังมีอยู่ เวทีปรองดองจะล้มเหลว ดังนั้นรัฐบาลควรดูให้การข่มขู่หมดไป
น.ส.มัลลิกา กล่าวว่า 8. การปรองดองเป็นหน้าที่ของคนในชาติ ไม่ใช่ให้คนอื่นมาชี้นำ 9. กระบวนการยุติธรรมต้องเป็นอิสระจากฝ่ายการเมืองและการแทรกแซงต่างๆ 10. รัฐบาลต้องมีประสิทธิภาพ โปร่งใสตรวจสอบได้ ไม่แทรกแซงสื่อ และ 11. ควรมีการจัดเวทีสานเสวนาในเวทีต่างๆ โดยไม่ควรมีกระบวนการใดๆ หรือกลุ่มการเมืองใดเข้าไปข่มขู่ ซึ่งข้อสรุปดังกล่าวไม่ต่างจากการประชุมของพรรคและข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่สรุปและสะท้อนไปยัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯและรัฐบาล เพราะรัฐบาลมีธงที่แตกต่างไปจากประชาชนฝ่ายต่างๆ และองค์กรอิสระ คนทั่วไป นอกจากนั้นข้อมูลนี้ยังสะท้อนว่า รัฐบาลยอมรับได้ยาก เนื่องจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ระบุว่าเป็นเพียงเวทีแสดงความคิดเห็นหนึ่ง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้โฆษณาไว้ อย่างไรก็ตามตนไม่แน่ใจว่ารัฐบาลจะกล้าเชิญนายโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ อีกหรือไม่ เพราะการเชิญมาครั้งนี้ถือเป็นการตบหน้ารัฐบาลฉาดใหญ่ เนื่องจากให้ข้อมูลที่ไม่ใช่ธงของรัฐบาล
ตั้งกก.ติดตาม 'รบ.' ตอบสนองข้อเรียกร้อง 'ม็อบยาง'
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังการประชุมส.ส.พรรค ว่า ที่ประชุมมีมติตั้งคณะทำงานติดตาม ตรวจสอบ การสนองตอบของรัฐบาลต่อข้อเรียกร้องของชาวสวนยาง โดยมีนายวิทยา แก้วภราดัย ส.ส.นครศรีธรรมราช เป็นประธาน นอกจากนี้ยังมี นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง ปชป. และนายนายสาธิต ปิตุเตชะ ส.ส.ระยอง ร่วมเป็นคณะทำงาน โดยคณะทำงานชุดดังกล่าวจะลงพื้นที่พบปะกับทุกกลุ่มตั้งแต่วันพรุ่งนี้ (4 ก.ย.) เป็นต้นไป โดยจะเริ่มที่สหกรณ์สุราษฏร์ธานี หรือโคออป ซึ่งเป็นพื้นที่ชุมนุม และจะนำผลการตรวจสอบมารายงานต่อพรรคแบบวันต่อวันเพื่อนำข้อมูลมาทำหน้าที่ในรัฐสภา แม้ว่าเราจะสิ้นหวังในท่าทีการแก้ปัญหาของรัฐบาลแล้วก็ตาม ยืนยันว่า คณะทำงานชุดดังกล่าวจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องหรืออยู่เบื้องหลังกับการชุมนุมของชาวสวนยางที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ส่วนที่รัฐบาลออกมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการแก้ปัญหา และนายกฯยังเดินทางไปยังประเทศจีนถือว่าเป็นการโปรยยาหอมเล็กน้อย ยังไม่เพียงพอต่อการรักษาอาการของโรคที่เป็นอยู่ ขณะนี้ รัฐบาลเอาแต่สร้างภาพ โดยเฉพาะการที่กลุ่มผู้ชุมนุมปิดทางรถไฟถึง 10 วัน แต่นายชัชชาติ สิทธิพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กลับสร้างภาพขึ้นรถเมล์สาย 8 อยู่ จึงถือเป็นการแบ่งแยกประชาชนอย่างชัดเจน
ด้านนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า รู้สึกเสียใจกับมติครม.ที่ออกมา เพราะไม่ได้สนองตอบต่อข้อเรียกร้องของชาวสวนยางพาราแสดงถึงความเพิกเฉยในการแก้ปัญหา ถือเป็นอาการเริ่มเห็นหางโผล่ เพราะไม่ได้ยกระดับราคายางให้สูงขึ้น แนวทางที่แก้ปัญหาก็เป็นเพียงการให้ค่าชดเชยราคาปุ๋ย 1,260 บาทต่อไร่ ซึ่งไม่ใช่ข้อเรียกร้องของเกษตรกร และไม่ใช่แนวทางการใช้จิตวิทยาในการกระตุ้นราคายาง อีกทั้งยังแบ่งแยกมวลชน ถือเป็นการปกครองที่เลวที่สุด ทั้งที่รัฐบาลจะต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกส่วน ทั้งนี้ในการหารือกับแกนนำชาวสวนยางที่จะเกิดขึ้น อยากให้รัฐบาลเปิดใจในการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง แต่ถ้ายังคงมีพฤติกรรมเหมือนเดิมจะทำให้นำไปสู่การยกระดับการชุมนุมและปัญหาจะบานปลาย
ชี้ยกเลิกสภาผัวเมีย ปลดล็อกแค่ครึ่งเดียว ยันต้องใช้แบบ รธน.50
นายสาทิตย์ แถลงภายหลังการประชุมส.ส. ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของ ส.ว.ในมาตรา 5 คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ว. ที่มีข่าวว่า รัฐบาลจะยอมปลดล็อกไม่ให้วงศ์วานว่านเครือของส.ส. และส.ว. มาลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ว. แต่ถือว่ายังแก้ปัญหาเพียงครึ่งเดียว เพราะยังเปิดล็อกให้ส.ว..ชุดปัจจุบันสามารถมาลงสมัครได้อีกครั้งเสมือนกับผลัดกันเกาหลัง เป็นแผนยึดอำนาจสภาสูง โดยร่วมมือกับสภาล่างที่มีเสียงข้างมากนำไปสู่การกินรวบประเทศไทย พรรคยังยืนยันว่า การเลือกตั้ง ส.ว.ควรกลับไปใช้ร่างรัฐธรรมนูญปี 50 คือกำหนดให้ ส.ว.เป็นส.ว.ได้เพียงครั้งเดียว และไม่เปิดให้วงศ์วานว่านเครือลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ดังนั้น การที่วิปรัฐบาลเสนอมาเช่นนี้ ทางพรรคยังคงมอบให้ทีมกฎหมายของพรรคศึกษาว่าจะมีประเด็นขัดรัฐธรรมนูญในเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือไม่
"การถอยของรัฐบาลในการไม่ให้มีสภาผัวเมียเป็นการเอาใจสังคมเท่านั้น และไม่ทราบว่าจริงหรือไม่ที่มีข่าวว่า มีส.ว.ชุดปัจจุบันไปโวยรัฐบาลว่า การเปิดให้วงศ์วานว่านเครือของนักการเมืองมาลงสมัครส.ว.ได้จะทำให้เป็นการเพิ่มคู่แข่งของส.ว.ปัจจุบัน จนทำให้รัฐบาลต้องยอมถอย"
'วิลาศ' ชงกมธ.ปปช.สอบ 'เลขาฯสภาฯ' เพิ่ม
นายวิลาศ จันทรพิทักษ์ ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ปปช.) สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ตนเตรียมยื่นเรื่องให้กมธ.ปปช. ตรวจสอบกรณีที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มีการตั้งเบิกงบประมาณเพื่อจ่ายเป็นค่าที่พักในโครงการรัฐสภาจังหวัดทั้ง 6 จังหวัด เบื้องต้นทราบว่ามีการเบิกจ่ายค่าเช่าส่อขัดพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ ที่ระบุว่าข้าราชการแต่ละระดับจะมีอัตราที่แตกต่างกัน โดยข้าราชการที่เพิ่งย้ายไปใหม่และหาบ้านเช่ายังไม่ได้ ก็สามารถเบิกค่าโรงแรมได้ภายใน 7 วัน แต่ข้อเท็จจริงพบว่ามีการเบิกจ่ายเป็นค่าโรงแรม โดยผู้ที่พักนอกจากข้าราชการแล้ว ยังเป็นสามี ภรรยา หรือบุตร ที่เบิกค่าเช่าแยกกันคนละห้อง โดยบางจังหวัดมีการพักนานกว่า 92 วันแล้ว ทั้งที่ข้าราชการที่ไปอยู่สำนักงานรัฐสภาจังหวัดมีคำสั่งโอนย้ายถาวร
นายวิลาศ กล่าวต่อว่า ตนขอเรียกร้องไปยังนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร สอบสวนนายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กรณีที่มีพฤติกรรมหน่วงเหนี่ยวเอกสารที่กมธ.ปปช. ร้องขอเพื่อนำไปตรวจสอบ รวมถึงไม่อนุญาตให้ข้าราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมกมธ.ปปช. ทั้งนี้ถือว่าเป็นพฤติกรรมที่ผิดตามกฎหมายคำสั่งเรียก ในการแทรกแซงการทำงานของกมธ.



