ข่าว

ต่างชาติไม่อยากยุ่งปม'ไทยขัดแย้ง'

ต่างชาติไม่อยากยุ่งปม'ไทยขัดแย้ง'

02 ก.ย. 2556

อึ้ง!เวทีแชร์ประสบการณ์แก้ขัดแย้ง ชิงปิดหลัง 'สุรินทร์' อัดมีคนนอกประเทศใช้สไกป์ป่วน ทุกคนลงความเห็นทุกอย่างอยู่ในมือคนไทย ต่างชาติไม่อยากเข้ามายุ่ง

               2ก.ย.2556 งานการปาฐกถาพิเศษ “ผนึกกำลังสู่อนาคต: เรียนรู้ร่วมกันจากประสบการณ์” หรือ "Uniting for the Future: Leaning form each other’s experiences"  ที่รัฐบาลจัดขึ้นภายใต้การดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศ ที่รร.พลาซ่า แอทธินี  นายมาร์ตี อาห์ติซารี  อดีตประธานาธิบดีฟินแลนด์ได้ปาฐกถาโดยได้ยกแก้การปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ต่างๆทั่วโลกแล้วสรุปว่า การปรองดองไม่ได้เป็นเรื่องของการลืมอดีต แต่การปรองดองใดๆ จะต้องเกิดจากกากความมุ่งมั่นและสนับสนุนจากในและต่างประเทศเพื่อนำไปสู่ผลสำเร็จของการปรองดอง ประสบการณ์ทั้ง 3 ประเทศ ที่นำเสนอในวันนี้แสดงให้เห็นว่าความมุ่งมั่นเป็นเรื่องสำคัญที่สุด


ความปรองดองอยู่ที่ความมุ่งมั่นของทุกฝ่าย

               ทั้งนี้ในคำแนะนำของคอป.ของไทยระบุไว้แล้วว่าผลลัพธ์ที่ตามมานั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากระบวนการการสร้างความปรองดอง โดยผู้นำในรัฐบาลต้องเปิดโอกาสกว้างให้กับกลุ่มใหญ่และกลุ่มเล็ก เพื่อสร้างความไว้วางใจระหว่างประชาชนในการสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน รัฐบาลต้องให้อำนาจแก่ประชาชนในการกำหนดทิศทางและอนาคตของตนเอง รัฐบาลต้องเปิดกว้างดังถนนขนาดใหญ่ให้กับประชาชน และความปรองดองที่แท้ จะเกิดขึ้นมาจากพฤติกรรมของประชาชน ที่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายการเมือง รวมทั้งมีหลักการเสมอภาคเข้ามาด้วย

               ในช่วงเวลาที่ยุ่งยากที่สุด ถือเป็นช่วงสำคัญที่สุดในการให้การศึกษาแก่ประชาชน และสุขภาวะที่ดีที่เป็นแนวทางในการสร้างความปรองดองต่อสังคมในอนาคต รวมทั้งการดูแลบเรื่องความยุติธรรมในสังคมและการยอมรับความแตกต่างที่เกิดขึ้นในอดีตในอนาคต ซึ่งต้องการการสานเสวนากันอย่างมาก 

               และอดีตประธานาธิบดีฟินแลนด์ กล่าวต่อท้ายว่า สำหรับการปรองดองนั้น เราต้องมีความมุ่งมั่นและสิ่งที่สำคัญคือเราสามารถเริ่มต้นใหม่ได้ตลอดเวลา


อึ้งชิงปิดเวทีตัดบท"สุรินทร์"อัดคนนอกปท.สไกป์ป่วน


               ช่วงท้ายก่อนปิดเวทีปาฐกถาพิเศษ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมรับฟังปาฐกถาได้สอบถาม ปรากฏว่านายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน ได้ลุกขึ้นกล่าวแสดงความเห็นตอนหนึ่งว่า การที่พรรคประชาธิปัตย์ขอให้ถอนร่างกฎหมายนิรโทษกรรมออกจากการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรนั้นเป็นการทดสอบเจตจำนงของรัฐบาล เพราะเห็นว่ากฎหมายนี้ไม่ใช่เรื่องที่เร่งรีบเกินไป และเป็นแนวทางที่จะสามารถสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ รวมถึงควรมีกรอบประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพ โดยเรื่องนี้เป็นกระบวนการและทุกคนควรมีสิทธิ์มีเสียง

               นายสุรินทร์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ในกรณีของไทยไม่ได้แบ่งแยกเป็นแค่ 2 ฝ่าย เพราะบางฝ่ายมีคนภายนอกส่งอำนาจเข้ามาแทรกแซงผ่านการสไกป์เข้ามาในประเทศ ถือเป็นการแทรกแซงจากภายนอก ซึ่งเป็นการกระทบเจตจำนงของเรา

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในขณะที่นายสุรินทร์พูดอยู่นั้นกล้องได้โคลสอัพไปที่นายโทนี่ แบลร์ อดีตนายกฯอังกฤษ ที่นั่งฟังนายสุรินทร์อย่างตั้งใจและคล้ายว่าจะเตรียมจะแสดงความคิดเห็นแต่ แต่ปรากฏว่านายฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการและควบคุมเวลาบนเวที ก็ได้พูดกล่าวสรุปและระบุว่าได้เวลาทานอาหารกลางวันแล้ว จากนั้นก็ปิดเวทีในช่วงเช้าทันที โดยที่ไม่ได้เปิดโอกาสให้อดีตนายกฯอังกฤษหรืออดีตประธานาธิบดีฟินแลนด์ได้แสดงความเห็นในสิ่งที่นายสุรินทร์พูดแต่อย่างใด


แก้ความขัดแย้งชี้ทุกอย่างอยู่ในมือคนไทย
 

               เมื่อเข้าสู่ช่วงบ่ายเวลา 13.30-15.30น. เป็นช่วงของการเปิดเวทีให้ผู้เชี่ยวชาญแลกเปลี่ยนประสบการณ์และนำเสนอมุมมองจากวิทยากร 5 คน ในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งเป็นภาคต่อจากเวทีที่เชิญนายโทนี่ แบลร์ อดีตนายกฯอังกฤษและนายมาร์ตี อาห์ติซารี อดีตประธานาธิบดีฟินแลนด์ มาปาฐกถาพิเศษ


อดีตรมต.สวีเดนชี้ภาคประชาสังคมต้องเป็นอิสระจากรัฐ

               นายเยนส์ ออร์บัค (Jens Orback) อดีตรัฐมนตรีด้านประชาธิปไตยกิจการเมือง ความกลมกลืนในสังคมและความเสมอภาคทางเพศ กระทรวงยุติธรรมสวีเดน กล่าวตอนหนึ่งว่า แต่ละประเทศมีความหลากหลายในบริบท แต่สิ่งที่ต้องมีคือความไว้เนื้อเชื่อใจกันและกันถึงจะสร้างความมั่งคั่งได้ แต่ที่สำคัญคือภาคประชาสังคมจะเป็นฝ่ายจัดระเบียบสังคมที่เข้ามาเชื่อมโยงกัน เพื่อประเมินนักการเมืองว่าเขารับผิดชอบมากแค่ไหน และจะเป็นตัวสร้างความคิดในการพัฒนาเชิงประชาธิปไตยต่อ ดังนั้นภาคประชาสังคมต้องมีความอิสระจากการบังคับของรัฐและ ไม่มีการแทรกแซงจากรัฐ

               นายเยนส์ กล่าวอีกว่า ภาคประชาสังคมคือโครงสร้างพื้นฐานของประชาธิปไตย ถ้าไม่แข็งแกร่งก็ไม่สามารถสร้างประชาธิปไตยที่ยั่งยืนได้ ซึ่งตนคิดว่าประเทศไทยมีสิ่งนี้อยู่แล้ว มีความอิสระ มีเสรีภาพในการกล่าว พูด ตีพิมพ์ ทั้งนี้เมื่อช่วงที่ตนเป็นรัฐมนตรีจะไม่พอใจเมื่อโดนวิจารณ์มากมาย แต่ก็สนับสนุนภาคประชาสังคมเพราะถ้าเราแพ้การเลือกตั้งเราก็อาจจะกลับเข้าไปได้อีกครั้ง


ผอ.ศูนย์ปชต.สแตนฟอร์ดระบุปรองดองไม่ใช่แค่ชั่วข้ามคืน

               นายสตีเฟน เสตทเมน รองผู้อำนวยการศูนย์ประชาธิปไตยการพัฒนาและหนักนิติธรรม มหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด กล่าวตอนหนึ่งว่า การเลือกตั้งเป็นการให้โอกาสที่จะกลับมาดำรงตำแหน่งในอนาคต แต่ต้องมีความซื่อตรงและความซื่อสัตย์ ทั้งนี้ถ้าเราต้องการการเลือกตั้งที่มีความซื่อสัตย์ก็ไม่ใช่ซื่อสัตย์แค่วันเลือกตั้งเท่านั้น เราต้องมีความโปร่งใสทุกวัน และถ้าเราเลือกตั้งด้วยความซื้อสัตย์คนที่เข้ามาจะทำให้เราตรวจสอบได้ และทำให้เกิดความปรองดองกันได้

               "ทั้งนี้การปรองดองต้องไม่ได้เกิดเพียงชั่วข้ามคืน ต้องพูดคุย เเละใช้เวลา เราจึงจะสมานฉันท์สร้างความมั่นคงระหว่างกันได้"นายสตีเฟน กล่าว


สมาชิกรัฐสภาสวีเดนตอกมีแต่คนไทยที่ทำลายโอกาสตัวเองได้

               ขณะที่นายเคนท์ ฮาร์สเต็ดท์ สมาชิกรัฐสภาสวีเดน รักษาการหัวหน้าคณะผู้แทนสวีเดนประจำสมัชชารัฐสภาขององค์การว่าด้วยความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป(OSCE) กล่าวตอนหนึ่งว่า ประเด็นที่เรามาพูดกันในวันนี้ต้องเปลืองพลังงาน อาทิ เรื่องความปรองดอง รัฐธรรมนูญ ที่เหมือนว่าต้องซ่อมอะไร ซึ่งตนคิดว่าควรนำพลังงานไปทำอย่างอื่นจะคุ้มกว่า อย่างไรก็ตามประเทศไทยเป็นที่ที่สุดยอด มีประชากรที่เยี่ยมมาก มีโอกาสมากมาย แต่คนที่จะทำลายโอกาสได้คือตัวท่านเอง


ชี้การตัดสินใจอยู่ในมือคนไทย

               "ปัญหาภายในทำให้คนไทยไม่สามารถใช้ทรัพยากรได้ดี ท่านมีทุกอย่างอยู่ในมือ  พวกเรามาที่นี่เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์เท่านั้น แต่การตัดสินใจอยู่ในมือของคนไทยและความสำเร็จก็อยู่ในมือของคนไทย"นายเคนท์ กล่าว

               สมาชิกรัฐสภาสวีเดน กล่าวต่อไปว่า แม้ประเทศไทยมีความระมัดระวังว่าไม่อยากให้ต่างประเทศเข้ามายุ่งเกี่ยว ซึ่งเรายืนยันว่าเราไม่อยากเข้ามายุ่งเกียว เพราะท่านจะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ท่านทำ ท่านมีคนเก่งๆมากมาย เพราะเมื่อตนมองกลับที่ประเทศไทยพบว่าท่านพัฒนาอย่างไกลมาก ซึ่งปัญหาที่เกิดกับท่านเราพบเจอในทุกชาติ ในฐานะนักการเมืองเห็นดีที่ท่านสามัคคีกันเพื่ออนาคต เพื่อประเทศชาติ


               นายไมเคิล วาทิคิโอทิส ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียของ HDC กล่าวเสริมว่า ตอนนี้เรากำลังพูดถึงการส่งเสริมให้ประเทศมีประชาธิปไตย ซึ่งประเทศในเเถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเทศอย่าง อินโดนีเซีย เมียนมาร์ กัมพูชา ล้วนเเล้วเเต่เผชิญความขัดแย้งทั้งนั้น อย่างไรก็ตามการเจรจาต่อรองจะนำมาซึ่งการปรองดองได้ ซึ่งอินโดนีเซียเเละฟิลิปปินส์เป็นตัวอย่างในการเจรจาต่อรองในการลดปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศลงได้ เเต่ทั้งนี้ไม่มีโมเดลอะไรที่สมบูรณ์แบบในการยุติปัญหา

               นายไมเคิล กล่าวอีกว่า 3 บทเรียนในการส่งเสริมสันติภาพและการปรองดอง 1.อุปสรรคไม่ใช่ว่าทุกคนไม่เชื่อใจรัฐบาล แต่ผู้นำรีรอที่จะให้เกิดความเข้าใจ 2.การเสริมสันติภาพ ต้องมีความเชื่อใจกันและกันในการแก้ปัญหา และยอมรับว่าคนสามารถดูแลตัวเองได้ 3.ต้องมีรัฐบาลที่สะอาด ซื่อสัตย์ โปร่งใส และทำงานจริงจัง

               ขณะที่วิทยากรจากไทย นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะอดีตคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ(คอป.) กล่าวว่าเราต้องรู้ว่าต้นเหตุของความขัดแย้งว่ามาจากอะไรเสียก่อน เรื่องบางอย่างต้องฟ้องคดี บางอย่างต้องลืมๆกันไป ซึ่งสังคมขณะนี้คนอยากได้ยินสิ่งที่ตัวเองอยากได้ยิน ดังนั้นคอป.เสนอว่าควรจะมีเจ้าภาพหรือเวทีในการทำเรื่องความปรองดองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากโพลล์พบว่าสังคมเอาใจช่วยให้คนทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ