ข่าว

'หมอประเวศ'ชี้สังคมไทยหวังปรองดอง

'หมอประเวศ'ชี้สังคมไทยหวังปรองดอง

02 ก.ย. 2556

'หมอประเวศ' ชี้สังคมไทยตื่นตัว 'สันติภาพ-ปรองดอง' บีบการเมืองให้เดินตาม เชื่อวันข้างหน้าฝ่ายไม่เห็นด้วยอาจเปลี่ยนความคิด

 

                           2 ก.ย.56 นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวถึงการจัดงานปาฐกถาพิเศษผนึกกำลังสู่อนาคต เรียนรู้ร่วมกันจากประสบการณ์ที่มีการเชิญนายโทนี่ แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ และนายมาร์ตี อาห์ติซารี อดีตประธานาธิบดีฟินแลนด์ ที่มีประสบการณ์ในการแก้ปัญหา มาเป็นองค์ปาฐถา ซึ่งมีเสียงสะท้อนว่าเป็นการทำงานซ้ำซ้อน กับคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ว่า เป็นเรื่องดีที่สังคมไทยมีการตื่นตัวในเรื่องสันติภาพและสร้างความปรองดอง ซึ่งเมื่อสังคมตื่นตัวและเป็นตัวนำ ก็จะบีบให้การเมืองต้องเดินเข้าสู่กระบวนการปรองดอง แม้จะมีนักการเมืองไม่เห็นด้วย แต่เป็นเรื่องที่ทำง่ายกว่าการให้รัฐเป็นผู้ริเริ่มหรือเป็นตัวนำ ซึ่งจะมีฝ่ายไม่เห็นด้วยออกมาขัดแย้ง และในวันที่ 6 ธ.ค.นี้ นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานภาคีเครือข่ายต่อต้านคอรัปชั่น จะเชิญนายอดัม คาเฮน ผู้เขียน หนังสือเรื่อง Power and Love และหนังสือ Solving Tough Problems เป็นผู้เชี่ยวชาญแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระดับโลก ที่ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในโคลัมเบีย และอาร์เจนติน่า มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับคนไทย

                           “ผมยังเชื่อว่าปัญหาความขัดแย้งในประเทศไทยจะแก้ไขได้ง่ายกว่าปัญหาความขัดแย้งในประเทศอื่นๆ เพราะเราไม่ได้ขัดแย้งกันในเรื่องศาสนาหรือเชื้อชาติ เป็นเพียงความเห็นที่แตกต่างกันเท่านั้น อย่าไปท้อใจเราต้องช่วยกัน เราขัดแย้งกันได้ ทะเลาะกันได้แต่อย่าฆ่ากันตาย ขณะนี้แม่ว่าฝ่ายค้านจะยังไม่เห็นด้วยเราก็ต้องเปิดกว้างและมองคนที่ไม่เห็นด้วยให้เป็นพวกเดียวกัน วันข้างหน้าเขาอาจเห็นด้วยก็ได้” ราษฎรอาวุโส กล่าว

                           พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายเสริมสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ ที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของภารประชาชนในด้านกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่การป้องกันอาชญากรรม การเฝ้าระวังเหตุการณ์ความไม่สงบ และการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี การนำหลักการระงับข้อพิพาทด้วยการไกล่เกลี่ยอย่างสันติวิธี ถือเป็นการจัดการปัญหาแบบพึ่งพาตนเองและการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน เพื่อทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงความเป็นธรรมได้มากขึ้น

                           นายไพฑูรย์ สว่างกมล รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวว่า ปัญหาในการดำเนินคดีความมั่นคงที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีปัจจัยจากการมีกฎหมายบังคับใช้หลายฉบับ รวมถึงการรวบรวมพยานหลักฐานในคดีมีความยุ่งยากซับซ้อน เป็นเหตุให้กระบวนการพิจารณาคดีมีระยะเวลานาน ผู้ถูกกล่าวหาและจำเลยที่ถูกควบคุมตัวในเรือนจำ รวมทั้งครอบครัวและญาติของบุคคลเหล่านั้นเกิดความรู้สึกว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐและยิ่งรุนแรงมากขึ้น เมื่อศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง จึงจำเป็นที่รัฐต้องคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพผู้ต้องหาหรือจำเลยมีสิทธิได้รับ การสอบสวนหรือการพิจารณาคดีที่ถูกต้องรวดเร็ว และเป็นธรรม โอกาสในการต่อสู้คดีอย่างเพียงพอ การตรวจสอบหรือ ได้รับทราบพยานหลักฐานตามสมควร การได้รับความช่วยเหลือในทางคดีจากทนายความและการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว แต่ปัญหาของผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยในคดีที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ฐานะทางครอบครัวของผู้ต้องหาหรือจำเลยมีรายได้น้อย ไม่มีเงินหรือหลักทรัพย์ที่จะใช้เป็นหลักประกันในการปล่อยชั่วคราว

                           นายไพฑรูย์ กล่าวอีกว่า เพื่อการอำนวยความยุติธรรมให้ผู้ต้องหาและจำเลยในคดีความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ให้เข้าถึงความยุติธรรมและมีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมอันนำไปสู่ความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ จึงได้จัดทำโครงการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องหาหรือจำเลยคดีความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ให้ได้รับการปล่อยชั่วคราว ที่ผ่านมาในปีงบประมาณ 2556 ได้นำเงินกองทุนยุติธรรมใช้เป็นหลักประกันในการขอปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาคดีความมั่นคง 28 ราย โดยคณะอนุกรรมการพิจารณาคำขอรับการสนับสนุนหลักทรัพย์เป็นหลักประกันในการปล่อยชั่วคราวในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ อนุมัติให้ใช้หลักทรัพย์จำนวน 7 ราย ไม่อนุมัติจำนวน 12 ราย ยุติเรื่องจำนวน 8 ราย และแสวหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมอีก 1 ราย