ข่าว

เหตุใด!?'พญาอินทรี'ชะลอสั่งสอนซีเรีย

เหตุใด!?'พญาอินทรี'ชะลอสั่งสอนซีเรีย

02 ก.ย. 2556

เหตุใด 'พญาอินทรี' กลับลำ : ชะลอปฏิบัติการสั่งสอน 'ซีเรีย'

 

                           หลังจากหนึ่งสัปดาห์เต็มแห่งการครุ่นคิดวางแผนกับบรรดาที่ปรึกษาการเมือง การทูตและการทหารเรื่องการโจมตีซีเรีย โดยอ้างว่ารัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมีสังหารพลเรือนของตนเองบาดเจ็บล้มตายเป็นพัน โดยไม่รอผลพิสูจน์ทราบการใช้อาวุธเคมีของสหประชาชาติ ในที่สุดประธานาธิบดีบารัก โอบามา ได้เซอร์ไพรส์ประชาคมโลกหรือแม้กระทั่งที่ปรึกษาใกล้ชิดที่สุดของเขาเอง ด้วยการเปลี่ยนใจในนาทีสุดท้าย และทำให้อย่างน้อยใน 10 วันนี้ จะยังไม่มีการโจมตีซีเรียเกิดขึ้น

                           จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่สองท่านที่อยู่ในที่ประชุม ระบุว่า การขออนุมัติโจมตีซีเรียจากสภาคองเกรส เป็นการตัดสินใจของประธานาธิบดีโอบามาคนเดียว โดยไม่มีผู้นำสภาคองเกรสคนใด 1 ใน 4 ท่าน ร้องขอ และไม่มีที่ปรึกษาความมั่นคงคนใดเสนอแนะ

                           นายโอบามาน่าจะตกลงใจได้ตั้งแต่เมื่อเย็นวันศุกร์ หลังเดินรอบสนามหญ้า "เซาธ์ ลอว์น" นาน 45 นาที กับที่ปรึกษาประจำทำเนียบขาว เดนีส แมคโดนัฟ และหลังจากนั้น ได้เรียกประชุมบรรดาที่ปรึกษาทำเนียบขาวมาที่ห้องโอวัล ออฟฟิศ พร้อมหน้าพร้อมตาในเวลา 19.00 น. และเป็นเวลาสองชั่วโมงที่บรรดาที่ปรึกษาได้ถกเถียงกันถึงความเสี่ยงต่างๆ แต่ไม่มีการเปิดเผยว่าอะไรบ้างที่เป็นความเสี่ยง หรือใครบ้างที่เตือน ซึ่งแสดงว่านายโอบามาไม่ได้หวั่นไหว

                           เมื่อตัดสินใจได้และคุยกับที่ปรึกษาแล้ว จึงได้โทรแจ้งรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน นายจอห์น แคร์รี รัฐมนตรีต่างประเทศ และนายชัค ฮาเกล รัฐมนตรีกลาโหม

                           วันถัดมา โอบามาเรียกประชุมทีมที่ปรึกษาความมั่นคง ที่ห้องซิททูเอชั่น ก่อนแจ้งผู้นำสภาคองเกรสและแถลงต่อชาวอเมริกันถึงการตัดสินใจของเขา ซึ่งอันที่จริง การแจ้งกำหนดแถลงข่าวที่โรส การ์เดน ในบ่ายวันเสาร์ตามเวลาสหรัฐ ก็เป็นสิ่งบ่งบอกอย่างแรกแล้วว่า โอบามาจะยังไม่สั่งกดปุ่มถล่มซีเรีย เพราะไม่ใช่เวลาแถลงเรื่องสำคัญในระดับก่อสงคราม ต่อสาธารณชน

                           การขออนุมัติจากสภาคองเกรสได้ประโยชน์หลายอย่าง อาทิ เสริมความน่าเชื่อถือในปฏิบัติการของสหรัฐให้ชาวอเมริกันได้รับข้อมูลมากขึ้น ดึงคองเกรสมาร่วมรับผิดชอบ และเพิ่มฉนวนคุ้มกันจากเสียงวิจารณ์ทางการเมือง 

                           นอกจากนี้ การชะลอใช้กำลังออกไปยังช่วยเปิดทางให้โอบามา ใช้การเข้าร่วมประชุมสุดยอดจี-20 ที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซียในสัปดาห์หน้า แสวงหาและสร้างแนวร่วมประเทศที่พร้อมจะสนับสนุนปฏิบัติการทางทหาร แม้ว่าอาจจะไม่ใช่การสนับสนุนด้านการทหารก็ตาม เวลานี้ดูเหมือนมีฝรั่งเศสประเทศเดียวที่ประกาศจะร่วมหัวจมท้าย

                           การขอให้รัฐสภาอนุมัติก่อนถล่มซีเรีย เท่ากับว่านายโอบามาล้างไพ่ใหม่ในเรื่องการใช้อำนาจด้านการทำสงครามของประธานาธิบดีหรือประมุขฝ่ายบริหาร ที่ได้เพิ่มขึ้นมาและคงอยู่เช่นนั้นนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ทั้งยังมองกันว่าเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดของการเป็นประธานาธิบดีมา 4 ปีครึ่ง แต่การเสี่ยงเดิมพันของโอบามามาจากการตั้งข้อสันนิษฐานว่า ที่สุดแล้ว สภาคองเกรสก็จะไฟเขียวไม่เสี่ยงพ่ายแพ้เหมือนกับที่นายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ขอให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบใช้กำลังแต่ก็ล้มเหลว

                           นายโอบามาจะใช้เวลาจากนี้ไปโน้มน้าวให้สภาผู้แทนราษฎรที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก และสู้รบปรบมือกันมาตลอดในนโยบายสำคัญๆ  กับโน้มน้าววุฒิสภาที่พรรคเดโมเครตของเขาเองคุมอยู่เห็นดีเห็นงาม ซึ่งการทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่ขาดหายไปก่อนคาเมรอนจะพ่ายโหวตในสภา และประธานาธิบดีโอบามาก็พร้อมอภิปรายในประเด็นนี้แล้ว ซึ่งจะเริ่มขึ้นในวันที่ 9 กันยายน หลังจากสภาคองเกรสเปิดสมัยประชุม

                           นอกจากนี้การถ่วงเวลาออกไป ยังเป็นเพราะผู้นำสหรัฐรู้ดีว่าต้องหาเหตุผลมาเปลี่ยนความเห็นชาวอเมริกัน หลังผลสำรวจเมื่อเร็วๆ นี้พบว่าชาวอเมริกันครึ่งหนึ่งเชื่อว่า สหรัฐไม่ควรแทรกแซงซีเรีย แต่ขณะเดียวกัน 80% มองว่าควรถามหาความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนใช้กำลัง

                           การตัดสินใจของโอบามา ยังตั้งอยู่บนข้อสันนิษฐานว่ารัฐบาลบาชาร์ อัล อัสซาด จะไม่ใช้ช่วงรอยระหว่างการหารือในรัฐสภา โจมตีด้วยอาวุธเคมีอีกครั้งหนึ่ง แต่หากข้อสันนิษฐานทั้งหลายนี้ กลับตาลปัตร ประธานาธิบดีโอบามาก็ไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ว่าจะเดินหน้าโจมตีด้วยตัวเอง เพราะที่ผ่านมา ทั้งตัวผู้นำสหรัฐและเหล่าที่ปรึกษาก็พูดชัดว่า ไม่ได้ละวางอำนาจฝ่ายบริหาร และมั่นใจว่า มีอำนาจเต็มเปี่ยมที่จะสั่งถล่มซีเรียได้ต่อให้สภาคองเกรสบอกว่า "ไม่" ก็ตาม       

 

 

------------------------

(หมายเหตุ : ที่มาภาพ : AFP)