
'นายกฯ'คุย'โทนี่'แก้'รธน.'ชูความเป็นธรรม
'นายกฯ'แจง'โทนี่ แบลร์'ไทยแก้รัฐธรรมนูญเพื่อความเป็นธรรม ออกนิรโทษกรรมเพื่อช่วยนักโทษการเมือง
2 ก.ย.56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 08.00 น.นายโทนี่ แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร เข้าพบหารือกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ก่อนร่วมปาฐกถา "Uniting for the future : Leaning form each other’s experiences ผนึกกำลังสู่อนาคต : เรียนรู้ร่วมกันจากประสบการณ์"
โดยนายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวหลังการพูดคุยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้กล่าวขอบคุณนายโทนี่ แบลร์ ที่ได้เดินทางมาร่วมแสดงปาฐกถาในครั้งนี้ และหวังว่าจะเป็นแรงบันดาลใจในการช่วยให้ประเทศไทยหาทางออกจากความขัดแย้งและนำไปสู่อนาคตที่ดีขึ้นของประเทศไทย เพราะตลอดสองปีที่ผ่านมารัฐบาลได้พยายามอย่างเต็มที่ที่จะสร้างความปรองดองแต่แทบจะไม่มีความคืบหน้า ดังนั้นการได้รับฟังความเห็นของผู้มีประสบการณ์ในการสร้างความปรองดองในระดับสากล น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศไทย
ขณะที่ นายโทนี่ แบลร์ กล่าวกับนายกรัฐมนตรีว่า การสร้างความปรองดองไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความพยายามในการสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นแก่ทุกฝ่าย จุดเริ่มต้นที่สามารถลดความขัดแย้งได้ นั่นคือ การที่รัฐบาลจะต้องดำเนินนโยบายที่ได้ประโยชน์แก่ประชาชนทุกฝ่ายเพื่อสร้างความไว้วางใจว่าจะไม่ทำประโยชน์ให้แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง นอกจากนี้ ในระยะยาวจะต้องพัฒนาระบบการศึกษาเพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจถึงสิทธิและหน้าที่ตามระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้พร้อมอย่างเต็มที่ในการที่จะสนับสนุนให้เกิดการปรองดองขึ้นในประเทศไทยด้วยการแบ่งปันประสบการณ์
นายกรัฐมนตรี กล่าวกับนายโทนี่ แบลร์ว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญหลังจากที่ได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะต้องการที่จะปรับปรุงกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง จึงได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เป็นกฎหมายสูงสุดที่เป็นธรรมมากที่สุด นอกจากนี้ นายโทนี่ แบลร์ ได้สอบถามถึงการดำเนินการตามผลการศึกษาของ คอป.ว่าเป็นอย่างไรบ้าง นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างการรวบรวมผลการศึกษาวิจัยด้านการเมืองจากหลายหน่วยงานเพื่อหาข้อสรุปร่วมกันว่าแนวทางใดสามารถที่จะเดินหน้าเพื่อนำไปสู่ความปรองดองได้ทันที ก็จะเริ่มดำเนินการ
นอกจากนี้ นายธีรัตถ์ กล่าวต่อว่า นายโทนี่ แบลร์ ได้สอบถามถึงผู้ได้รับผลกระทบทางการเมืองว่าเป็นอย่างไรบ้าง นายกรัฐมนตรีระบุว่ายังมีนักโทษทางการเมืองจากทุกฝ่ายอยู่ในเรือนจำ ดังนั้นพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภา จะเป็นแนวทางสำคัญในการช่วยเหลือนักโทษเหล่านั้น ขณะเดียวกันรัฐบาลได้มีการจัดตั้งเวทีเพื่อร่วมหาทางออกในการปฏิรูปประเทศที่มีทุกภาคส่วนเข้าร่วมยกเว้นฝ่ายค้าน ซึ่งนายโทนี่ แบลร์ บอกว่าจะได้มีโอกาสพบปะกับผู้นำฝ่ายค้านและจะนำความตั้งใจของรัฐบาลในการสร้างความปรองดองไปให้ฝ่ายค้านทราบ เพื่อทุกฝ่ายจะได้ร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีให้กับประเทศไทย
ปาฐกถาปชต.ไม่ใช่เรื่องเสียงข้างแต่เป็นความเคารพซึ่งกันและกัน
น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน การปาฐกถาพิเศษ “ผนึกกำลังสู่อนาคต : เรียนรู้ร่วมกันจากประสบการณ์” หรือ Uniting for the Future: Leaning form each other’s experiences ซึ่งเป็นการจัดปาฐกถาพิเศษวิชาการเพื่อส่งเสริมให้สาธารณชนไทยได้รับฟังประสบการณ์จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ ที่มีส่วนร่วมและประสบการณ์ในการส่งเสริมประชาธิปไตย และเสริมสร้างสันติภาพในหลายประเทศทั่วโลก ที่จะเป็นประโยชน์สำหรับสังคมไทยในการสร้างอนาคตและส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตย
ซึ่งมีนายโทนี่ นายมาร์ตรี อาห์ติซารี อดีตประธานธิบดีฟินแลนด์ นางพริซิลลา เฮย์เนอร์ ผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน และที่ปรึกษาอาวุโส Centre for Humanitarian Dialogue (HDC) ร่วมเป็นองค์ปาฐก โดยมีนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รมว.พาณิชย์ นรายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรมช.เกษตรและสหกรณ์ นางปวีณา หงสกุล รมว.กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย บรรดาตัวแทนจากสถานฑูต และองค์การระหว่างประเทศ นักวิชาการ มูลธิองค์การเพื่อประชาธิปไตย ภาคประชาชน เข้าร่วม
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวถ้อยแถลงเปิดงานว่า การแลกเปลี่ยนความรู้เชิงวิชาการซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก ขอขอบคุณวิทยากรผู้ทรงเกียรติที่ได้สละเวลาอันมีค่าเพื่อร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในวันนี้ รวมทั้ง สถาบันเทวะวงศ์ วโรปการณ์ กระทรวงการต่างประเทศ และภาควิชาระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำหรับการจัดงานสำคัญครั้งนี้ ความตั้งใจของงานปาฐกถาพิเศษครั้งนี้ คือ การจัดเวทีเปิดสำหรับการร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความคิด และแม้แต่เรื่องราวส่วนบุคคล เพื่อสร้างการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ในการสร้างเอกภาพเพื่อสันติภาพและความรุ่งเรืองของประชาชน โดยนายกรัฐมนตรีเชื่อว่า การปาฐกถาพิเศษครั้งนี้ รวมทั้งเวทีต่างๆ ในอนาคต จะเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาและสร้างความเข้าใจในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และสำคัญไปกว่านั้น จะเป็นการเตรียมพื้นฐานอันจะนำไปสู่แนวทางที่ปฏิบัติได้เพื่อนำไปดำเนินการ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับอุดมการณ์นั้นเป็นสิ่งสำคัญ แต่ท้ายที่สุดแล้ว เราต้องสามารถใส่เนื้อหา เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
นายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้ประชาธิปไตยอยู่ในช่วงที่ยืนอยู่บนทางแยก และยังคงมีความพยายามที่จะริดรอนเสรีภาพของประชาชนในหลายๆ แห่งทั่วโลก ซึ่งหลายท่านในที่นี้เชื่อในระบอบประชาธิปไตย และได้ทำงานอย่างหนักเพื่อปกป้องและรักษาหลักประชาธิปไตย ประชาธิปไตยนั้นคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของปัจเจกบุคคล รวมทั้งสนับสนุนอัจฉริยะภาพของบุคคลให้งอกงาม นอกจากนี้ ประชาธิปไตยให้โอกาสทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมเพื่อการเติบโต และประชาธิปไตยเคารพความแตกต่างหลากหลาย ในขณะที่เปิดให้ความแตกต่างนี้ สามารถแก้ไขได้ในแนวทางที่สันติ การให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อให้เกิดความมั่นคงและสันติภาพที่ยั่งยืน เพราะความมั่นคงเป็นพื้นฐานสำหรับทุกประเทศและภูมิภาคในการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืน โดยความท้าทายของคนในรุ่นนี้ คือ การสร้างอนาคตที่มั่นคงสำหรับลูกหลาน ที่ซึ่งความขัดแย้งลดน้อยลง และมีสภาพแวดล้อมที่ให้โอกาสที่เสมอภาคเพื่อการเติบโต รุ่งเรือง
ดังนั้น กุญแจสำคัญคือการทำงานเพื่อสร้างอนาคตที่รายล้อมด้วยประชาธิปไตยที่มีพื้นฐานที่เข้มแข็งและมั่นคง และเมื่อกล่าวถึงประชาธิปไตยนั้น ไม่ได้เพียงหมายถึงระบบที่เสียงข้างมากเป็นรัฐบาลและเสียงข้างน้อยเป็นฝ่ายค้าน แต่หมายรวมถึงวัฒนธรรมที่ประชาชนทุกคนเคารพความคิดเห็นซึ่งกันและกัน และที่ทุกคนยึดและเคารพต่อหลักนิติรัฐ นิติธรรม การมาร่วมปาฐกถาในวันนี้เพื่อลูกหลาน เราจำเป็นต้องเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และเชื่อว่า คนไทยทุกคนจะได้รับประโยชน์จากประสบการณ์จากประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่จะเรียนรู้ว่าประเทศต่าง ๆ ได้แก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างไร รวมทั้งการสนับสนุนให้ทุกฝ่ายยกความขัดแย้งออกไปก่อน และร่วมกันทำงานเพื่อสร้างอนาคตของประชาธิปไตยที่มั่นคง แน่นอนว่าเราต้องรับฟังถึงความสำเร็จ แต่เราต้องเรียนรู้ความล้มเหลวเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเอกภาพไม่บรรลุผล รวมทั้งผลที่ตามมาจากความขัดแย้งทางการเมือง เมื่อไม่มีความปรองดอง ในตอนท้าย
“หวังว่าบทเรียนจากกรณีศึกษาจากประเทศต่าง ๆ จะสร้างแรงบันดาลใจทุกคนในการสะท้อนมุมมองว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดของประเทศ ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยให้เราก้าวไปด้วยกันตามแนวทางประชาธิปไตย ในขณะที่เราแสวงหาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่ออนาคตของลูกหลาน” นายกฯ กล่าว
ม็อบต้าน"โทนี่ แบลร์"โผล่ชุนนุมหน้าพลาซาแอทธินี
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศจากโรงแรมพลาซาแอทธินี ถนนวิทุย ว่า มีการจัดการปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Uniting for the Future: Learning from each other's experience” ครั้งที่ 1 ที่ห้องคริสตัลบี ชั้น 3 แอทธินีทาวเวอร์ โดยนายโทนี่ แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ นายมาร์ตี อาห์ติซารี อดีตประธานาธิบดีฟินแลนด์ นางพริซิลลา เฮย์เนอร์ ผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านและที่ปรึกษาอาวุโส Center for Humantarian Dialogue(HDC) โดยมีการถ่ายทอดสดทางทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า งานนี้มีสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ (ISIS) คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นเจ้าภาพหลักในการจัดงาน โดยมีการรักษาความปลอดภัยระดับสูงสุด โดยมีการนำเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบจราจลจากกองบังคับการตำรวจนครบาล 5 กว่า 1 กองร้อยมารักษาความปลอดภัยด้านหน้าโรงแรม และก่อนจะเข้างานที่ชั้น 2 ของแอทธินีทาวเวอร์นั้นเป็นชั้นที่ผู้ที่จะเข้าร่วมฟังปาฐกถาจะต้องรับบัตรที่มีการลงทะเบียนล่วงหน้า ส่วนสื่อมวลชนโดยเฉพาะช่างภาพนั้นมีเจ้าหน้าที่ตั้งโต๊ะตรวจอุปกรณ์ถ่ายภาพ และเมื่อขึ้นบันไดเลื่อนเพื่อเข้าห้องคริวตัลบี ชั้น 3 มีการนำเครื่องแสกนตรวจจับวัตถุต้องสงสัยตั้งวไว้ที่ปลายบันไดเลื่อน รวมทั้งยังตรวจกระเป๋า อุปกรณ์สื่อสารทั้งหมด และไม่อนุญาตให้ผู้ที่ไม่มีบัตรเข้างานเด็ดขาด อย่างไรก็ตามจากการสอบเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโรงแรมรายหนึ่งระบุว่าในการรักษาความปลอดภัยของโรงแรมในวันนี้เป็นระดับสูงสุดที่มีการระดมพนักงานรปภ.ทั้งหมดที่มีรักษาความปลอดภัยของโรงแรมและใช้มาตรการตรวจสอบบุคคลและรถยนต์ที่เข้าออกเข้มงวดขึ้น
โดยในงานนี้มีการแบ่งห้องทำงานของสื่อมวลชน 2 ห้องอยู่ที่ชั้น 2 โดยห้องหนึ่งเป็นห้องที่มีถ่ายทอดภาพและเสียงสดๆ จากห้องที่มีการปาฐกถาโดยจะเป็นการพูดภาษาอังกฤษ ส่วนอีกห้องเป็นการถ่ายทอดสดภาพแต่เสียงนั้นเป็นเสียงที่แปลเป็นภาษาไทยแล้ว
ขณะเดียวกันในเวลา 10.30 น. มีกลุ่มประชาชนที่ชื่อกลุ่มว่า กลุุ่มคนไทยรักชาติประมาณ 20 คน เดินทางมายังด้านหน้าโรงแรมพลาซาแอทธินี ชูป้ายข้อความเพื่อแสดงสัญลักษณ์การคัดค้านการเชิญนายโทนี่ มาปาฐกถาแสดงความคิดเห็นหาทางออกให้กับประเทศไทย โดยกลุ่มดังกล่าวมองว่าเป็นการใช้เงินภาษีที่เสียเปล่าในการให้คนต่างชาติมาแสดงความคิดเห็น เพราะขนาดคนในประเทศเดียวกันรัฐบาลยังไม่รับฟัง พร้อมกับอ่านจดหมายที่เขียนถึงนายโทนี่ แบลร์เป็นภาษาอังกฤษ โดยข้อความตอนหนึ่งระบุว่านายโทนี่ แบลร์ เป็นเพียงพรีเซ็นเตอร์เพื่อรับรองความชอบธรรมของรัฐบสล นอกจากนี้กลุ่มผู้ชุมนุมยังได้กล่าวพาดพิงถึงการขึ้นราคาแก๊สแอลพีจี ค่าทางด่วนและค่าไฟฟ้าด้วย และต่อจากนั้นผู้ชุมนุมก็ยุติการชุมนุมในเวลาต่อมาโดยไม่มีเหตุรุนแรงแต่อย่างใด



