
'มอง'!ดีเอสไอยุค'ธาริต เพ็งดิษฐ์'
'มอง'!ดีเอสไอยุค'ธาริต เพ็งดิษฐ์' : โอภาส บุญล้อม, ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชยรายงาน
กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ที่ก่อกำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี 2545 ผ่านมา 11 ปี ปัจจุบันแทบไม่มีใครไม่รู้จักหน่วยงานนี้ เพราะทำคดีมากมาย มีข่าวให้เห็นแทบทุกวัน
แต่ "ดีเอสไอ" ก็ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับการทำงานอยู่ไม่น้อยว่า ที่ผ่านมาทำหน้าที่ได้ดีมากน้อยแค่ไหน มีการรับทำคดีที่ผิดเพี้ยนไปจากวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งหน่วยงานนี้ เพื่อทำ "คดีพิเศษ" หรือไม่
"ภิญโญ ทองชัย" ซึ่งเคยบริหารกรมนี้มาก่อน ในฐานะ "รองอธิบดี " มองว่า โดยหลักแล้วดีเอสไอต้องทำคดีที่เข้าข่ายเป็น "คดีพิเศษ" เท่านั้น ซึ่งคดีที่จะเข้าข่ายเป็น "คดีพิเศษ" จะต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งใน 4 ข้อต่อไปนี้ คือ 1.คดีมีความสลับซับซ้อน 2.คดีมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ, ความมั่นคงของรัฐ 3.คดีที่กระทำในลักษณะองค์กรอาชญากรรม และ 4.คดีที่มีผู้มีอิทธิพลเกี่ยวข้อง
"ผมเห็นว่าดีเอสไอน่าจะเน้นทำคดีที่เกี่ยวกับการฟอกเงิน โดยจับมือกับ ปปง. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน) เพราะปัจจุบันมีการโอน "เงินสกปรก" ไปยังต่างประเทศแล้วตั้งในรูปของบริษัท ซึ่งคนที่ทำการฟอกเงินมีหลายกลุ่ม ทั้งนักการเมือง นักธุรกิจ ข้าราชการ ดีเอสไอ นอกจากนั้นเป็นพวกคดีหลบเลี่ยงภาษี เช่น การลักลอบนำเข้ารถยนต์, การสำแดงราคาเป็นเท็จในการเข้านำเข้าและส่งออกเครื่องจักร, เครื่องกล, การเลี่ยงภาษียาสูบแสดงราคาเป็นเท็จทั้งการนำเข้าและส่งออก, การลักลอบค้าน้ำมันเถื่อน, ก๊าซธรรมชาติในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งการสวมบัตรประชาชนปลอมให้แก่คนต่างด้าวซึ่งทำกันเป็นขบวนการ"
คดีเหล่านี้ "ภิญโญ" เห็นว่า ดีเอสไอต้องเข้าไปทำให้มากๆ แม้ว่าคดีเหล่านี้ดีเอสไอจะเข้าไปทำอยู่บ้างแล้ว แต่ต้องเน้นมากกว่าเดิม ขยายผลทลายโครงสร้างหรือขบวนการทั้งหมดให้ได้ โดยดีเอสไอต้องไม่อยู่ใต้อิทธิพลของกลุ่มนักค้า, กลุ่มการเมือง, กลุ่มเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง แต่ต้องอยู่ภายใต้เจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้ดีเอสไอทำ "คดีพิเศษ"
"ดีเอสไอไม่ควรทำคดีเยอะหรือคดีเล็กๆ แต่ต้องทำคดีใหญ่ๆ" ภิญโญ ชี้แนะ
นอกจากการเสนอแนะว่า คดีประเภทไหนบ้างที่ "ดีเอสไอ" ควรเน้น ควรทำ " ภิญโญ" ยังได้ยกตัวอย่างของบางคดีที่ "ดีเอสไอ" เข้าไปทำทั้งที่ไม่ควรทำ คือ คดีที่ทนายเสื้อแดงเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษ น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ตัดต่อภาพถ่ายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ซึ่งถ่ายรูปคู่กับป้ายจุดชมวิวช้างป่า กระทิง กุยบุรี โดยตัดต่อภาพให้เป็น "เสือ สิงห์ กระทิง นายกฯ" ซึ่ง "ธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีดีเอสไอ ให้เหตุผลที่รับทำคดีนี้เป็นคดีพิเศษว่า เนื่องจากเป็นการกระทำผิดต่อนายกฯ ซึ่งเป็นผู้นำประเทศ ดีเอสไอจึงต้องให้ความสำคัญมากกว่าคดีปกติทั่วไป
แต่ "ภิญโญ" กลับเห็นต่าง... "เป็นคดีความมั่นคงของประเทศหรือของใคร ตอนนี้หากคุณเข้าไปในเว็บไซต์ก็จะเจอที่ว่ากล่าวนายกฯ แรงกว่านี้ และมีเยอะแยะไปหมด ถ้าอย่างนั้นทุกคดีที่หมิ่นผู้นำประเทศ ดีเอสไอก็ต้องเข้าไปทำหมด ไม่ใช่เฉพาะคดีนี้ แต่ที่เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศคือ คดีหมิ่นพระมหากษัตริย์ ตามมาตรา 112 ซึ่งปรากฏตามเว็บไซต์ต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ เพราะอยู่ในหมวดความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งรัฐตามประมวลกฎหมายอาญา และน่าจะเป็นการกระทำของกลุ่มเดียวกันเป็นขบวนการ แต่ไม่ค่อยเห็นดีเอสไอเข้าไปทำ ขณะที่คดีที่พาดพิงนายกฯ ก็เป็นแค่คดีหมิ่นประมาท ให้ตำรวจทำก็ได้"
นอกจากนี้ "ภิญโญ" ยังยกตัวอย่างอีก 2 คดีที่ดีเอสไอเข้าไปทำทั้งที่ไม่ควรทำ คือ คดี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์บริจาคเงินบำรุงพรรคการเมือง โดยการหักเงินเดือนตัวเองบริจาคให้แก่พรรคประชาธิปัตย์ และคดีบริษัท อีสท์วอเตอร์ บริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมผ่านพรรคประชาธิปัตย์ โดยเขามองว่า ทั้งสองคดีไม่ได้มีเนื้อหาที่สลับซับซ้อนที่จะเข้าข่าย "คดีพิเศษ" และยังไม่แน่ชัดว่าคดีอยู่ในอำนาจของ กกต.หรือไม่ อีกทั้งสองเรื่องนี้ กกต.ได้มีความเห็นให้ยุติการสอบ เพราะเห็นว่าการกระทำดังกล่าวไม่เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.การเมืองแต่อย่างใด
ส่วนคดีการตายของ "เอกยุทธ อัญชันบุตร" นักธุรกิจและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองชื่อดัง ที่วิจารณ์กันว่าดีเอสไอน่าจะเข้าไปทำคดีนี้ เพราะอาจมี "ฝ่ายการเมือง" เข้ามาเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมนั้น "ภิญโญ" กลับมองว่า เป็นคดีฆาตกรรมธรรมดา ตำรวจก็มีศักยภาพที่จะทำคดีนี้ได้ ส่วนที่ว่าเกี่ยวข้องกับ "การเมือง" ก็เป็นแค่ข้อสันนิษฐานเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่า เมื่อคดีนี้ตำรวจได้สรุปสำนวนว่าเป็นการฆ่าโดยประสงค์ต่อทรัพย์และส่งสำนวนคดีให้พนักงานอัยการ จึงขึ้นอยู่กับอัยการ หากมีข้อสงสัยว่า การฆ่านายเอกยุทธเป็นขบวนการมีความสลับซับซ้อน ก็สั่งให้ตำรวจทำการสอบสวนเพิ่มเติมได้ ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นอาจมีการโอนคดีมาให้ดีเอสไอทำก็ได้
นอกจากนี้ยังมี ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ อดีต รมว.ยุติธรรม ซึ่งให้ความเห็นว่า ดีเอสไอตั้งขึ้นมาก็เพื่อคานอำนาจกับตำรวจโดยให้ดีเอสไอทำคดีใหญ่ คดีสำคัญ คดีที่ต้องใช้เทคนิคและความเชี่ยวชาญที่ตำรวจทำไม่ได้ หากไม่เข้าคดีประเภทนี้ ดีเอสไอก็ต้องไม่รับทำ และตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ กำหนดให้มี "บอร์ดคดีพิเศษ" ซึ่งมีอำนาจในการตัดสินใจว่าจะรับคดีใดเป็นคดีพิเศษให้ดีเอสไอทำหรือไม่ ดังนั้นหากเห็นว่าดีเอสไอไปรับทำคดีใดที่ไม่น่ารับทำ ก็ต้องโทษบอร์ดคดีพิเศษ
"ผมอยากจะบอกว่า หน้าที่หลักของบอร์ดคดีพิเศษไม่ใช่ทำเพื่อพรรคการเมืองใด แต่ต้องมีสำนึกว่าเป็นเรื่องของบ้านเมือง ใครจะมาสั่งให้บิดเบือนข้อมูลไม่ได้ ถ้าคดีใดไม่อยู่ในนิยามของคดีพิเศษ ก็ต้องไม่รับ อย่าเอาความยุติธรรมมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง อย่าเอาเรื่องกระบวนการยุติธรรมมายัดเยียดทางการเมือง เพราะว่าที่ไหนไม่มีความยุติธรรมก็จะนำไปสู่ความขัดแย้ง นำไปสู่การต่อสู้แบบใต้ดิน ดีเอสไอไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อทำคดีการเมือง ดังนั้นหากบอร์ดดีเอสไอไม่อยู่กับร่องกับรอยก็จะเป็นการลดทอนความน่าเชื่อถือขององค์กรดีเอสไอและเมื่อมีเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องมีการปฏิรูปดีเอสไอ"
มุมมองของอดีตผู้บริหารเหล่านี้ จึงเป็นเรื่องที่ผู้ดูแลดีเอสไอในปัจจุบันควรเงี่ยหูฟัง...ด้วยความพินิจพิจารณายิ่ง
คดีที่มีการมองว่า "ดีเอสไอ" ไม่น่าทำ
1.คดี เสือ สิงห์ กระทิง นายกฯ
คดีนี้ "วิญญัติ ชาติมนตรี" ทนายเสื้อแดง เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษ "มัลลิกา บุญมีตระกูล" รองโฆษกปชป.ว่า ตัดต่อภาพถ่ายของ" ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกฯ ซึ่งถ่ายรูปคู่กับป้ายจุดชมวิวช้างป่า กระทิง กุยบุรี โดยตัดต่อภาพให้เป็น เสือ สิงห์ กระทิง นายกฯ
ดีเอสไอให้เหตุผลในการรับทำเป็น "คดีพิเศษ" ว่า เป็นการตัดต่อภาพและเผยแพร่ภาพผ่านอินเทอร์เน็ต เข้าข่ายผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จึงสามารถรับเป็นคดีพิเศษได้อัตโนมัติ ไม่ต้องขอมติบอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษ
และ "ธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีดีเอสไอ ออกมาระบุว่า เป็นการกระทำผิดต่อนายกฯ ซึ่งเป็นผู้นำรัฐบาลจากคู่ขัดแย้งทางการเมือง ดีเอสไอจึงต้องให้ความสำคัญมากกว่าคดีปกติทั่วไป
ทำให้ถูกมองว่า ที่คดีนี้เป็น "คดีพิเศษ" ก็เพราะ "ตัวบุคคล" ที่ถูกกระทบ ไม่ใช่เป็น "คดีพิเศษ" จากการกระทำความผิดที่สลับซับซ้อนหรือเป็นองค์กรอาชญากรรมแต่อย่างใด
2.คดี ส.ส.ปชป.บริจาคเงินบำรุงพรรคการเมือง
คดีนี้นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตส.ว.สรรหา ขอให้ตรวจสอบการหักบัญชีเงินเดือน ส.ส.บริจาคสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นการบริจาคเงินที่ผิดไปจากวิธีการที่ กกต.กำหนด คือ ให้การบริจาคเงินเกินกว่า 20,000 บาท ต้องสั่งจ่ายเป็นเช็คขีดคร่อม แต่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์กว่า 40 คน กลับเลือกใช้วิธีทำหนังสือจากพรรคการเมืองขอให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรหักเงินจากบัญชีเงินเดือน ส.ส.ส่งให้เป็นเงินบริจาคสนับสนุนพรรคการเมือง
คดีนี้ในมุมมองสาธารณะมองว่า ไม่ควรเป็น "คดีพิเศษ" เพราะคดีมีโทษเพียงเล็กน้อย คือจำคุกไม่เกิน 2 ปี อีกทั้งเป็นการบริจาคเงินให้พรรคการเมืองต้นสังกัด ซึ่งเจตนารมณ์ที่กฎหมายระบุให้บริจาคเป็นเช็คขีดคร่อมเพื่อป้องกันไม่ให้เงินสกปรกจากอาชญากรรม หรือเงินใต้ดินนอกระบบถูกยักย้ายมาให้กับพรรคการเมือง แต่การบริจาคด้วยวิธีหักเงินเดือนผ่านบัญชีธนาคารสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าใครเป็นเจ้าของเงินบริจาค
ที่ผ่านมา ดีเอสไอเคยเสนอให้บอร์ดดีเอสไอรับเป็น "คดีพิเศษ" แต่บอร์ดสั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมโดยเฉพาะประเด็นข้อกฎหมายว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจของ กกต.หรือไม่ แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่สามารถสรุปสำนวนคดีได้ เนื่องจากต้องรอนำความเห็นของ กกต.มาประกอบการสอบสวน
ทั้งนี้ในเรื่อง ส.ส.ปชป.บริจาคเงินเดือนให้พรรค กกต.ได้เคยให้คณะที่ปรึกษากฎหมายของ กกต. ทำการศึกษาซึ่งมีการทำความเห็นว่า การรับบริจาคเงินของพรรคประชาธิปัตย์ในลักษณะดังกล่าว ไม่เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.พรรคการเมือง เพราะเงินที่ได้รับบริจาคสามารถตรวจสอบได้ว่าแหล่งที่มาของเงินมาจากไหน ทำให้ กกต.มีมติยุติสอบเรื่องนี้
3.คดีบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมผ่านพรรคประชาธิปัตย์
คดีนี้นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ว.สรรหา ขอให้ดีเอสไอทำการตรวจสอบกรณีการรับเงินและสิ่งของบริจาคจากบริษัท อีสท์วอเตอร์ ซึ่งเป็นบริษัทบริหารจัดการน้ำที่มีรัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยบริจาคเงิน 1 ล้านบาท ให้พรรคประชาธิปัตย์ส่งผ่านไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีในช่วงเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2554 ว่า เป็นการกระทำผิดกฎหมายตามมาตรา 71 พ.ร.บ.พรรคการเมืองและนำไปสู่การยุบพรรคหรือไม่ คดีนี้บอร์ดคดีพิเศษมีมติให้รับเป็นคดีพิเศษ
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้นายเรืองไกรได้ไปร้องให้ กกต.ทำการสอบตรวจสอบด้วย และเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ที่ผ่านมา กกต.ได้ยุติการดำเนินการ โดยเห็นว่า ผู้เปิดบัญชีคือ พรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีเจตนาจะนำเงินเข้าพรรค เพราะเงินบริจาคพร้อมดอกเบี้ยได้ส่งต่อไปยังประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน โดยไม่มีผลประโยชน์เข้าพรรค
แต่ดีเอสไอยังคงสอบสวนคดีนี้ต่อไป โดยให้เหตุผลว่า บริษัทอีสท์วอเตอร์เป็นบริษัทที่รัฐบาลถือหุ้น ซึ่งมีกฎหมายห้ามไม่ให้บริจาคเงินให้พรรคการเมือง แต่กลับบริจาคเงินผ่านพรรคประชาธิปัตย์
....................................
(หมายเหตุ : 'มอง'!ดีเอสไอยุค'ธาริต เพ็งดิษฐ์' : โอภาส บุญล้อม, ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชยรายงาน)



