
'ปชป.'หนุนโพลล์แนะ'ปู'ลาออก!
'ปชป.' หนุนโพลล์แนะ 'นายกฯ' ยุบสภา-ลาออก ดีกว่าโดนปฏิวัติ เรียกร้องส่งคนมีอำนาจคุย 'ม็อบยาง' อัดขึ้น 'แก๊ส-ไฟฟ้า-ทางด่วน' ทำหนี้พุ่ง-ของแพง
1 ก.ย. 56 นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราชพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่เอแบคโพลล์ สำรวจความคิดห็นประชาชน ร้อยละ 76.9 เชื่อว่า ความขัดแย้งทางการเมืองจะเพิ่มระดับมากขึ้น นำไปสู่ความรุนแรง ส่วนทางออกต้องใช้กระบวนการทางรัฐสภา รวมถึง ยุบสภา เลือกตั้งใหม่ และนายกรัฐมนตรี ควรลาออกว่า เป็นความเห็นของประชาชนส่วนหนึ่ง แต่ไม่ทราบว่ารัฐบาลจะรับฟังหรือไม่ ทั้งนี้ปรากฏการที่เกิดขึ้นทั้งในสภาและนอกสภา เกิดความตึงเครียดและเกิดภาพทางการเมืองที่ไม่น่าไว้วางใจ เช่น ในสภารัฐบาลก็พยามยามดึงดันที่จะเอากฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กฎหมายนิรโทษกรรมผ่านให้ได้ และเกิดความวุ่นวาย จึงทำให้การแก้ปัญหาทางระบบรัฐสภาเดินไปได้ยาก ถ้ารัฐบาลยังดึงดันทำในลักษณะเสียงข้างมากลากไป ก็จะเจอจุดจบและแรงต่อต้านจากฝ่ายค้านอย่างรุนแรง
"ปัญหาในสภาเมื่อคนสิ้นหวัง ก็ทำให้ปัญหาลามออกมานอกสภา เห็นได้ชัดเจนว่าตอนนี้เกิดสารพัดม็อบเกิดขึ้น เป็นม็อบปากท้องของประชาชนเป็นม็อบปากท้อง ไม่ใช่ม็อบการเมือง ถ้าตราบใดที่รัฐบาลยังเติมเชื้อไฟลงไปแล้วเกิดม็อบการเมืองขึ้นมา เมื่อม็อบการเมืองผสมรวมกับม็อบธรรมชาติ ก็จะเป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้ เพราะฉะนั้นทางออกที่ประชาชนมอง สะท้อนออกมาทางโพลล์ ว่านายกรัฐมนตรีควรจะลาออก หรือยุบสภาก็เป็นทางออกที่ดีกว่าเกิดรัฐประหาร เพราะทั้ง 2 แนวทางนี้เป็นแนวทางตามระบอบประชาธิปไตย นายกฯต้องใช้ดุลพินิจว่าการที่จะทำให้ประชาธิปไตยเดินได้ จะรักษาประชาธิปไตยไว้ หรือจะทำลายประชาธิปไตยลงไป"
เรียกร้อง 'รบ.' ส่งคนมีอำนาจเต็มลงพื้นที่คุย 'ม็อบสวนยาง'
นายเทพไท กล่าวถึงกรณีที่มีคนร้ายลอบยิงเข้าใส่กลุ่มชุมนุมชาวสวนยางและปาล์มที่รวมตัวอยู่บริเวณแยกควนเงิน-บ่อล้อ ต.บ้านตูล อ.ชะอวด ทำให้ผู้ถูกยิงเข้าที่ศีรษะและหน้าอกอย่างละนัดอาการสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมาว่า เดิมผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่รัฐเกิดความหวาดระแวงกันอยู่ตลอดเวลา หลังจากที่ประชาชนถูกกระทำโดยฝ่ายรัฐ ด้วยการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา ทำให้เกิดทัศนคติที่ไม่ดีต่อเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมาตลอด และยิ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ล่าสุดจนทำให้การ์ดเสียชีวิตและบาดเจ็บ ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายขึ้นไปอีก และขณะนี้ก็เกิดความโกลาหลวุ่นวาย ไม่ไว้วางใจกัน ซึ่งแกนนำผู้ชุมนุมก็หวาดกลัวที่จะเกิดอันตรายต่อตนเอง และไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปในที่เกิดเหตุ เพราะมีความเชื่อว่าสาเหตุที่เกิดขึ้น เป็นการกระทำจากฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ จึงยากที่จะทำให้สถานการณ์คลี่คลายลงไปได้
นายเทพไท กล่าวว่า เจ้าหน้าที่จะต้องรีบทำความเข้าใจกับผู้ชุมนุม และจะต้องเข้าไปทำความเข้าใจเพื่อที่จะนำไปสู่ความจริงและกระจ่าง ถ้าทุกอย่างยังอึมครึมอยู่อย่างนี้ก็ยาก และนับวันที่ม็อบจะรุนแรงขึ้น เพราะเกิดจากอารมณ์ที่ไม่พอใจเป็นพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม ในส่วนของหัวหน้าหน่วยราชการระดับจังหวัด ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรเสียเครดิตต่อผู้ชุมนุมแล้ว เพราะฉะนั้นจำเป็นที่รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องลงไปเอง ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัด หรือมอบให้คนที่ตัดสินใจไม่ได้อย่างนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ไม่ได้อยู่ในฐานะฝ่ายนโยบายทางการเมืองลงไป
"ผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลส่งผู้มีอำนาจเต็ม ทั้งนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหรือระดับรัฐมนตรี ลงไปแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองจะดีที่สุด ไม่มีใครให้ความสำคัญกับผู้ชุมนุมเกษตรกรทั้งที่มีตัวตนชัดเจน ดีกว่าคุยกับบีอาร์เอ็นที่ไม่มีตัวตน และต้องไปเจรจาถึงเมืองนอก แต่ถ้ารัฐบาลมาพบกับผู้ชุมนุมที่ อ.ชะอวด ก็ไม่ยากอะไร ผมเชื่อว่าจบได้ถ้ารัฐบาลมีความจริงใจที่จะแก้ไขเรื่องนี้จริงๆ และก็ไม่อยากที่จะให้เรื่องนี้เป็นน้ำผึ้งหยดเดียว หรือยกระดับขึ้นไปเป็นการชุมนุมที่รุนแรง และเกิดสภาพที่ควบคุมไม่ได้ ทั้งนี้ผมเห็นว่าเกิดจากความอคติทางการเมือง ก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาถูกจุดได้ โจทย์มันผิดตั้งแต่ต้นก็เลยผิดไปหมด และแก้ไม่ตรงจุดกับข้อเรียกร้องของประชาชน หรือเกาไม่ถูกที่คัน"
นายเทพไท กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลเคยลงไปในพื้นที่ แต่ไปพบกับแกนนำเทียม คือ คนของเขาเองแล้วจะมาโน้มน้าวผู้ชุมนุมที่แท้จริงคล้อยตาม ก็เลยไม่เป็นที่ยอมรับ ซึ่งที่ผ่านมาเห็นหลายครั้งแล้วว่าไปหาแกนนำของตัวเอง มวลชนก็เห็นแล้วว่าเป็นมวยล้มต้มคนดู
'ถาวร' งง ตร.สรุปเร็ว 'ชาวบ้าน' ยิงกันเอง
นายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ และรองหัวหน้าพรรคดูแลพื้นที่ภาคใต้ กล่าวถึงกรณีที่การ์ดผู้ชุมนุมชาวสวนยางพาราที่ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ถูกลอบยิงเสียชีวิตว่า ตนประหลาดใจว่าหลังเกิดเหตุยิงชาวบ้าน 2 ราย ไม่กี่ชั่วโมงในช่วยสายวันนี้ทางตำรวจ จังหวัดนครศรีธรรมราช ประกาศออกสื่อว่าเป็นเหตุที่ชาวบ้านในพื้นที่ยิงกันเอง ประเด็นคือตำรวจยังไม่มีการเข้าไปพิสูจน์หลักฐานในพื้นที่เกิดเหตุ หรือไปตรวจสอบแนวยิงใดๆ แล้วทราบได้อย่างไรว่ายิงกันเอง จุดนี้ทำให้ผู้ชุมนุมชาวสวนยางเกิดความแคลงใจ สงสัย ข้องใจว่า ตำรวจรู้ได้อย่างไรว่าชาวบ้านยิงกันเอง
"ผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลส่งคนลงมาดูแลปัญหานี้ และกรณีนี้รัฐบาลต้องรับผิดชอบ หรือชี้แจงทำความเข้าใจกับพี่น้องชาวสวนยาง โดยเฉพาะคนในพื้นที่ อ.ชะอวด ที่ถูกกระทำถึงชีวิต เพราะการออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลของเขาช่วยเหลือแก้ไขปัญหายางพาราตกต่ำ ทั้งนี้ทราบว่า ในกลุ่มตัวแทนชาวบ้านมีการออกแถลงการณ์เรียกร้องต่อรัฐบาลแล้ว จึงขอให้เร่งแก้ไขความเดือดร้อนของชาวบ้านโดยเร็ว และขอเตือนอีกครั้งว่า อย่าใช้ความรุนแรงกับชาวบ้าน"
ด้านนายอภิชาต การิกาญจน์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า คาดว่าเป็นการสร้างสถานการณ์ เพราะเวลาที่คนร้ายลงมือเป็นช่วงที่ปลอดคนมากที่สุด คือ ช่วงตีสี่กว่าๆ จะเหลือแค่การ์ดของชาวบ้านในพื้นที่ที่เฝ้าเวทีและจุดต่างๆ ส่วนบรรดาผู้ชุมนุมได้ทยอยกลับไปนอนบ้าน ทั้งในพื้นที่ อ.ชะอวด และจังหวัดใกล้เคียง จากการประสานงานกับชาวบ้านทราบว่า คนร้ายยิง 4 นัด และเข้าเป้าทุกนัด คือ การเล็งที่ศีรษะ ลำคอ และหน้าอก น่าจะเป็นการใช้ปืนติดลำกล้องลอบยิงจากระยะไกล เพราะด้านข้างเป็นป่าละเมาะมืด คนลงมือต้องคอยจังหวะ
นายอภิชาต กล่าวว่า เบื้องต้นสันนิฐานไว้ 2 ประเด็น คือ 1. ความขัดแย้งส่วนตัว และ 2. การสวมรอยสร้างสถานการณ์โดยเจ้าหน้าที่รัฐ แต่เรื่องแรกตัดทิ้งไปได้ เพราะคนในพื้นที่เวลานี้สามัคคีร่วมใจกันเรียกร้องขอให้รัฐบาลแก้ไขราคายางตกต่ำ ไม่มีเรื่องทะเลาะกันแน่นอน เหตุการณ์นี้จะยิ่งทำให้ชาวบ้านแรงขึ้นทั้งคนในพื้นที่ และแนวร่วมชาวสวนยางภาคใต้
นายอภิชาติ กล่าวว่า ตนกำลังประสานกับ ส.ส.นครศีธรรมราช ในการให้ความช่วยเหลือ คือ 1. ช่วยเหลือในการจัดงานศพ 2. ช่วยเหลือในเรื่องคดีความ เพราะเห็นชัดแล้วว่า ชาวบ้านถูกกระทำ และยังมีการสร้างข่าวว่า ชาวบ้านทะเลาะขัดแย้งและยิงกันเอง ซึ่งไม่เป็นข้อเท็จจริง ทั้งก่อนหน้านี้คนในรัฐบาลสร้างข่าวว่าเป็นม็อบจากคนนอกพื้นที่ แต่ข้อเท็จจริงการ์ดที่ถูกยิงเป็นคนในพื้นที่ทั้งสิ้น จึงขอให้ยุติการสร้างข่าวเท็จ ข่าวลวง และหยุดการใช้วิธีการข่มขู่ ประทุษร้ายต่อชีวิตชาวบ้านเช่นนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดพลาดของเจ้าหน้าที่รัฐ
"วันนี้ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นคนของรัฐที่ทำ เพราะมีการสลายการชุมนุม ใช้ไฟฟ้าช็อตชาวบ้านบางคนบาดเจ็บสาหัสไปแล้ว แต่ไม่มีสื่อเสนอข่าว วันนี้มีการยิงชาวบ้านอีก ตำรวจเองก็ไม่กล้าเข้ามาพิสูจน์หลักฐานในพื้นที่ ขอให้เข้าใจว่าพื้นที่ อ.ชะอวด เดิม 40 ปีก่อน เคยมีการต่อสู้กับอำนาจรัฐมาก่อน เมื่อชาวบ้านถูกข่มเหงรังแก วันนี้ยังใช้วิธีการเช่นนี้จะยิ่งสร้างปัญหาให้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งตนกำลังประสานขอให้ตำรวจเข้าไปพิสูจน์หลักฐานในที่เกิดเหตุ"
แนะ 'รบ.' ทบทวนปรับขึ้นค่าครองชีพปชช. จวกขึ้น 'ค่าแก๊ส-ไฟฟ้า-ทางด่วน'
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทีมเศรษฐกิจ พรรคประชาธิปัตย์ คือ นายสรรเสริญ สมะลาภา ส.ส.กทม. นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส.กทม. และนายชนินทร์ รุ่งแสง ส.ส.กทม. ร่วมกันแถลงข่าวเรียกร้องให้รัฐบาล ทบทวนการขึ้นค่าครองชีพ ทั้งแก๊สแอลพีจี ค่าไฟฟ้า และค่าทางด่วน ออกไปก่อนเนื่องจากเป็นการซ้ำเติมประชาชน
โดยนายสรรเสริญ กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลได้กระซวกค่าครองชีพของประชาชน เพราะประกาศขึ้นราคาทั้งแก๊สแอลพีจี ค่าไฟฟ้า และค่าทางด่วน ท่ามกลางตัวเลขเศรษฐกิจที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศออกมาว่า ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญติดลบหมดทุกตัว มีเพียงภาคการท่องเที่ยวเท่านั้นที่ดีขึ้น แสดงว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ถึงจุดต่ำสุด ในเดือนหน้าอาจจะลดต่ำลงกว่านี้ เนื่องจากประชาชนชะลอการบริโภค เพราะประสบปัญหาหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงขึ้น จากนโยบายประชานิยมของรัฐบาล งบลงทุนที่รัฐบาลวางไว้ยังไม่ได้นำออกมาใช้ โดยส่วนหนึ่งเป็นงบในโครงการเงินกู้บริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ที่มีปัญหาในข้อกฎหมายและอยู่ระหว่างการวินิจฉัยของศาลปกครอง ปัญหาการส่งออกที่ชะลอตัวลง โดยเฉพาะปัญหาจากโครงการรับจำนำข้าว
"ผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดพฤติกรรมใช้ปากแก้ปัญหาและหันมาทำงาน เพราะมาตรการที่รัฐบาลออกมาล้วนแต่หน่อมแน้มมาก มีแต่การสร้างภาพ ไร้ความจริงใจ ไม่มีผลในทางปฏิบัติ มีแต่ทำให้สินค้าแพงขึ้น รัฐบาลควรถอนพ.ร.ก.บริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2 ล้านล้าน ออกมา แล้วนำโครงการเหล่านี้มาใส่ไว้ในงบประมาณปกติ เพื่อให้เกิดการลงทุนได้"
ด้านนายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ตั้งแต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ เข้ามาบริหารประเทศ 2 ปี ทำให้เกิดภาวะหนี้พุ่ง ของแพง ซึ่งสวนทางกับการที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ประกาศในช่วงหาเสียงว่าจะกระชากค่าครองชีพ วันนี้ถือเป็นวัน Bad day หรือวันโชคร้ายของคนไทย โดยในปัญหาของแพงมาจากรัฐบาล ปรับขึ้นราคาแก๊สแอลพีจี ทำให้แก๊สหุงต้มถัง 15 กิโลกรัมขึ้นถังละ 7.50 บาททุกเรือน เป็นเวลา 1 ปี หรือจากถังละ 290 บาท เป็นถังละ 380 บาท ค่าไฟฟ้าปรับขึ้นหน่วยละ 7 สตางค์ ครอบครัวทั่วไปที่ใช้ไฟฟ้า 500-600 หน่วยต่อเดือน ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นเดือนละ 40 บาท และยังขึ้นค่าทางด่วนอีก 5 บาท
นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ส่วนปัญหาหนี้พุ่ง จากตัวเลขของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า ไทยมีหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น จากปี 2554 ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เข้ามาบริหารประเทศอยู่ที่ 159,432 บาทต่อครัวเรือน มาในปี 2556 พุ่งสูงขึ้นถึง 188,774 บาทต่อครัวเรือน นอกจากนี้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ยังระบุว่าหนี้สาธารณะในไตรมาสแรกของปี 2554 อยู่ที่ 4.254 ล้านล้านบาท แต่มาถึงไตรมาส 2 ปี 2556 พุ่งขึ้นถึง 5.224 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมหนี้ที่เกิดจากร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2ล้านล้านบาท ที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาในวาระ 2 ในการประชุมสภา จึงขอวิงวอนให้รัฐบาลทบทวนมาตรการการขึ้นค่าครองชีพออกไปก่อน
ส่วนนายชนินทร์ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯกำลังตรวจสอบปัญหางบประมาณค้างท่อ ที่หน่วยงานต่างๆ เบิกจ่ายไม่หมด และมีการปรับเปลี่ยนงบไปใช้โครงการอื่น โดยจะตรวจสอบว่า การเปลี่ยนแปลงการใช้งบดังกล่าวผลประโยชน์ไปตกอยู่กับใคร โยกงบลงพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเป็นพิเศษหรือไม่ และมีการเอื้อต่อการเมืองหรือไม่



