ข่าว

วันวานย้อนไป'ภูพิงค์'อีกครา

วันวานย้อนไป'ภูพิงค์'อีกครา

01 ก.ย. 2556

วันวานย้อนไป'ภูพิงค์'อีกครา สัมผัสดอกไม้งามในวันฝนโปรย : คอลัมน์ท่องโลกเกษตร : โดย...ดลมนัส กาเจ

               "สมใจก่อนนี้เคยอยากชมเขางาม ตามหุบผาพงไพรได้มาเห็นภูพิงค์แพรวพราย

               สวยจริงดอกไม้สะพรั่งบานทั้งปี ดูหลายสีเรียงรายโชยกลิ่นหอมอวลอบชื่นใจ..."

               ท่อนแรกของบทเพลงพระราชนิพนธ์ "เพลินภูพิงค์" คำร้องโดย ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค ที่ได้พรรณนาถึงความสวยงามทั่วอาณาบริเวณพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ ตั้งอยู่บนดอยบวกห้า ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ที่เต็มไปด้วยมวลหมู่ไม้ดอกนานาพรรณบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมอบอวลชื่นใจตลอดทั้งปี 

                ได้มีโอกาสหวนกลับไปสัมผัสความงดงามของหมู่มวลพรรณไม้ดอก ไม้ประดับ บริเวณพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์อีกคราในวันที่สายฝนโปรยบางเบา หลังจากที่เคยไปสัมผัสมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน

               คณะของเราประกอบด้วย ข้าราชการจากกรมปศุสัตว์ นำโดย สุรเดช สมิเปรม เลขานุการกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยสื่อมวลชน เริ่มต้นของการเดินทางในตอนสายของวันนั้นจากเมืองเชียงใหม่ ลัดเลาะตามเส้นทางอันคดโค้งขึ้นดอยสุเทพ แวะเพื่อให้บางคนได้กราบไหว้ครูบาศรีวิชัยเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต จากนั้นผ่านวัดพระธาตุดอยสุเทพอีกราว 4 กิโลเมตร

                 พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2504 ในเนื้อที่กว่า 400 ไร่ และสูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,373.197 เมตร เป็นพระตำหนักที่ประทับในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานมาประทับแรมที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในเขตภาคเหนือ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ใช้เป็นที่รับรองพระราชอาคันตุกะ จากเดิมจะประทับรับรองแต่ในพระนครหลวงเท่านั้น เนื่องจากมีอากาศเย็นสบาย ภูมิประเทศสวยงาม

                พอคณะของเราไปถึง มีรถที่ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าที่นิยมใช้ในสนามกอล์ฟ หรือที่เรียกว่า "รถกอล์ฟ" จำนวน 6 คันจอดเรียงรายตามแนวยาวของถนนอย่างเป็นระเบียบ โดยมีเจ้าหน้าที่และข้าราชการในพระตำหนัก นำโดย วิเชียรราษฎร์ ประทีบคีรี หัวหน้างานบริหารทรัพยากรบุคคลและเผยแพร่ ต้อนรับอย่างอบอุ่น

               ขบวนรถที่ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าขยับตัวออกอย่างช้าๆ มุ่งหน้าสู่แหล่งท่องเที่ยวภายในพระตำหนัก ระหว่างนั้นเราหันมองด้านขวามือจะแลเห็นทิวทัศน์มุมสูงสวยงามมากและเห็นหมู่เมฆขยับตัวเอื่อยๆ อยู่เบื้องล่าง ขณะที่เบื้องหน้าบริเวณเรือนปีกไม้ ซึ่งเป็นจุดแรกที่เราเข้าสัมผัส เต็มไปด้วยดอกไม้หลากหลายชนิดบานสะพรั่งสวยงามมาก และส่งกลิ่นหอมมาแตะจมูก ถึงขนาดหลายคนกระโดดลงจากรถเพื่อบันทึกภาพอย่างสนุกสนาน ส่วนใหญ่จะเป็นดอกกุหลาบหลากสี ตั้งแต่สีแดง ม่วง ชมพู สีขาว สีหลือง สีดำ เป็นต้น

                "ที่นี่มีงานวิจัยเกี่ยวกับไม้ดอกหลายชนิด โดยเฉพาะกุหลาบของเรามีกว่า 330 ชนิด ตอนนี้มีกุหลาบ 7 ชนิดที่เป็นจุดเด่น ยังไม่มีชื่อเป็นทางการ เรียกเพียงกุหลาบภูพิงค์ ถึงภูพิงค์เจ็ด แต่ที่นักท่องเที่ยวสนใจคือกุหลาบพันธุ์อเล็กส์เรด (Alex's Red) ดอกใหญ่สีแดง กลิ่นหอมมาก และรัสโซดี้อินบลูสีม่วงอมน้ำเงิน" อภิญญา  ไชยยานะ หรือแอร์ หัวหน้าฝ่ายต้อนรับและนำชม เล่าให้ฟังระหว่างเดินชม

                อภิญญา บอกอีกว่า ทุกวันนี้การท่องเที่ยวที่พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์คึกคักมากจะมีนักท่องเที่ยวเข้าชมพรรณไม้ดอกไม้ประดับในวันธรรมดาราววันละ 300-500 คน ยิ่งวันหยุดบางวันมีถึงหลักพันคน ส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนมากกว่าคนไทย

                สำหรับเรือนปีกไม้ เป็นเรือนที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี หรือพระราชอาคันตุกะ และผู้ที่ได้รับพระกรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้พัก จากนั้นเราออกจากเรือนปีกไม้สู่เรือนรับรอง เป็นอาคาร 2 ชั้น สร้างแบบไทยประยุกต์ ใช้เป็นที่พักของพระราชอาคันตุกะและข้าราชบริพารชั้นผู้ใหญ่ ที่ตามเสด็จฯ นอกจากนี้ยังใช้เป็นที่รับรองแขกในระหว่างที่รอเข้าเฝ้าฯ หรือรอเข้าร่วมงานพระราชทานเลี้ยง บริเวณด้านเรือนรับรองก็จะเต็มไปด้วยดอกไม้ โดยเฉพาะกุหลาบชนิดต่างๆ จากนั้นไปสู่พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ มีลักษณะเป็นแผนผังแบบเรือนไทยภาคกลางที่เรียกว่า "เรือนหมู่" มีรูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นไทยประเพณีประยุกต์ ก่ออิฐถือปูน ยกพื้นสูงหลังคาทรงไทย

               ภายในประกอบไปด้วยท้องพระโรง ห้องเสวย ห้องบรรทม และห้องสรง สำหรับพระราชอาคันตุกะ ตั้งอยู่คนละด้าน มีเฉลียงใหญ่ และพลับพลาหอนกเป็นที่ทอดพระเนตรทัศนียภาพของเมืองเชียงใหม่ ชั้นบนเป็นที่ประทับ ชั้นล่างเป็นที่อยู่ของมหาดเล็ก และคุณข้าหลวง ออกแบบแปลนโดย ม.จ.สมัยเฉลิม กฤดากร สถาปนิกพิเศษ กรมศิลปากร ออกแบบรูปด้าน โดย ม.ร.ว.มิตรารุณ เกษมศรี และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ดำเนินการก่อสร้างเมื่อปี 2504

                จุดที่สามเป็น "เรือนพลับพลาผาหมอนและสวนเฟิร์น" เป็นเนินเขาเตี้ยๆ แต่เดิมปลูกต้นไม้แบบสวนป่าธรรมชาติ มีกระท่อมแบบชาวเขา สร้างด้วยไม้ไผ่หลังคามุงแฝก ใช้เป็นที่ประทับพักผ่อนพระราชอิริยาบถ และเสวยพระกระยาหารในบางครั้ง ต่อมาได้มีการสร้างพลับพลาที่ประทับทำด้วยไม้สักทองแทนกระท่อมชาวเขา โดยมีการนำเอาต้นเฟิร์นชนิดต่างๆ ที่มีอยู่ตามธรรมชาติมาตกแต่งใหม่ให้กลมกลืนกับธรรมชาติมากที่สุด ต้นเฟิร์นหลายต้นที่ปลูกในบริเวณนี้มีอายุระหว่าง 60-100 ปี

                จากนั้นไปที่อ่างเก็บน้ำ เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่เก็บน้ำไว้ใช้ในบริเวณพระตำหนัก รอบอ่างเต็มไปด้วยไม้ดอกเมืองหนาว ที่เป็นจุดเด่นคือดอกเยอบีร่าก้านยาว ดอกสีม่วง และบริเวณจะมีร้านกาแฟ และอาหารว่างไว้บริการนักท่องเที่ยวอีกด้วย

                หลังจากยืดเส้นยืดสายจากร้านกาแฟแล้ว ขบวนรถนำคณะของเราผ่านพระตำหนักสิริส่องนครพิงค์ หรือที่เรียกว่าพระตำหนักยูคาลิปตัส มาถึงพระตำหนักพยัคฆ์สถิต รถไปจอดอีกครั้งที่สวนสุวรี ซึ่งเป็นสวนกุหลาบที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มีพระราชดำรัสให้ดำเนินการจัดสร้างเมื่อ พ.ศ.2542 และพระราชทานนามว่า "สวนสุวรี" เพื่อเป็นการรำลึกถึงท่านผู้หญิงสุวรี เทพาคำ นางสนองพระโอษฐ์ที่ถึงแก่อนิจกรรมไปแล้วภายในสวนแห่งนี้มีดอกกุหลาบหลายสายพันธุ์ นับเป็นจุดเด่นอีกแห่งหนึ่ง

                แล้วเราถึงจุดสุดท้ายที่หอพระ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไว้ทรงสักการะเมื่อเสด็จแปรพระราชฐานมาประทับแรม เป็นหอขนาดเล็กแบบไทยล้านนาประยุกต์ เราใช้เวลาเข้าดื่มด่ำความสวยงามหมู่มวลไม้ดอก ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นราว 3 ชั่วโมง คณะของเราอำลาพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ เป็นการอำลาเพื่อรอวันกลับไปอีกครั้งในโอกาสหน้า

 

....................................

(วันวานย้อนไป'ภูพิงค์'อีกครา สัมผัสดอกไม้งามในวันฝนโปรย : คอลัมน์ท่องโลกเกษตร : โดย...ดลมนัส  กาเจ)